ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่
เมื่อเราได้เราเชื้อไวรัส HIV มีเพื่อนๆ หลายคนคิดว่า
เราต้องเริ่มยาต้านไวรัสเลย ต้องคุยกันตรงนี้ว่า
การที่เราจะเริ่มใช้ยาต้านไวรัสนั้น เราจะเริ่มใช้ยาต้านเมื่อ
ระดับของจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200
ในเมื่อไทย เรากำหนดไว้เช่นนั้น
(ตอนนี้บางโรงพยาบาล เริ่ม จ่าย ยาต้าน เมื่อ จำนวน ซีดีโฟ 350
เพราะเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้ได้รับยาเร็วขึ้น
เพื่อหลีกเลี่ยงจากการมีโรคแทรกซ้อน)
แต่มีบางราย ที่ อาจจะต้องเริ่มยาต้านไวรัสก่อน
ที่จำนวน CD 4 จะต่ำกว่า 200
เช่น ผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ตุ่มคัน พีพีอี
หรือ อาหารทางผิวหนัง โรคปอดอักเสบจาก
พีซีพี หรือจำนวนของ CD4 เปอร์เซนต์น้อย
พร้อมมีการสัมพันธ์ กับโรคแทรกซ้อนต่างๆ
ส่วน ผู้ติดเชื้อที่มีการตรวจ ดู ระดับ CD4
ที่มีจำนวน CD4 มากว่า 250
การแพทย์ในทางเมื่อไทย
จะถือว่ายังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส
ในกลุ่มนี้ สามารถดูแลตัวเอง ให้ดีๆ ต่อไป
ถ้าจำนวน CD4 ยังคงเพิ่มขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ
ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัส บางคนถามว่า
ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่
จำนวน CD4 ถึงจะต่ำลง จนถึงเวลา รับยาต้านไวรัส
อันนี้คงบอกได้ลำบาก พอสมควร
เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน
การดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละคนก็ต่างกัน
เมือได้รับยาต้านไวรัส ให้กินยา ทุก 12 ชั่วโมง
กินให้ตรงเวลา ดีที่สุด เช่น 9 โมง เช้า กับ 3 ทุ่ม เป็นต้น
การกินยาต้านไวรัสนั้น คงต้องรู้กันอีกว่า
ยาต้านไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้จำนวน ระดับของ CD4 เพิ่มขึ้น
ยาต้านจะเข้าไปจัดการกับเจ้าไวรัส
ในมีจำนวนลดน้อยลง ในกระแสเลือด
เมื่อจำนวน ไวรัสลดลง ร่างกายเราเอง
จะมีโอกาศ สร้าง จำนวน CD4 เพิ่มมากขึ้น
จากนั้นจำนวน CD4 จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น
ในเพื่อนบางคน
อาจขึ้นๆ ได้เร็วจนหน้าตกใจ
ในบางคน อาจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ละน้อย
ก็อย่าไปตกใจเลยครับ
ให้รู้ว่าเราได้ทำการรักษาที่ถูกต้องแล้ว
ส่วนเรื่องผลข้างเคียง ของยาต้านไวรัส อย่าพึงไปคิดถึงครับ
เอาชีวิตเราเองไว้ก่อน เพราะว่า ยาต้านแต่ละตัวนั้น
ผลข้างเคียงต่างกัน
หรือบางคนอาจไม่ได้เจอกับผลข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ
ไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตก ไปก่อนครับ
ทานไปก่อน จะนั้นถ้าร่างกายเรา
โดนผลกระทบกับยาต้านไวรัสค่อยมาแก้ไขกันได้
เอาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก่อนแล้วกันนะครับ
หนึ่งเองก็ผ่านจากผลข้างเคียงของยาต้าน
มา มากนัก แต่ทำไงได้ครับ
ไม่กินก็เกิดโรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ในที่สุด
เอาชีวิตไว้ก่อน
อย่างอื่นค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าลืมนะครับว่า
กินยาให้ตรงเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย
เพราะยาต้าน 1 สูตร
เราอาจใช้ได้ 5 ถึง 7 ปี เก็บยาต้านไว้ให้นานที่สุดครับ
เพราะ ร่างกายของเรา อาจจะไม่
สามารถรับยาต้านได้ทุกตัวนะครับ
รักและคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบ้านหลังนี้เสมอครับ
เอสด์เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ครับ
****************************************
โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ
โทร.085-5138977
เวลา 12.00 ถึง 24.00 น. ครับ
การแพ้ยามีอาการอย่างไร อันตรายแค่ไหน อ่านกัน ดูครับ
เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ
เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย
อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจ
และเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา
ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร มักจะถามคุณอยู่เสมอ
ทั้งที่โรงพยาบาลในตอนทำประวัติผู้ป่วยใหม่
หรือในขั้นตอนการรักษาของแพทย์
หรือในขั้นตอนการจ่ายยาของเภสัชกรที่ห้องยา
การแพ้ยาเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง
ของการใช้ยาสมดั่งคำขวัญที่ว่า
“ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์”
ดังนั้นถ้าไม่มีข้อบ่งใช้หรือไม่มีความจำเป็น
จึงไม่ควรใช้ยา เพราะอาจเกิดการแพ้
และเกิดผลข้างเคียงชนิดอื่นๆ ได้
ใครบ้างที่จะมีโอกาสแพ้ยา?
ในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา
จะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า
ตนเองจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด
เพราะในรายที่ไม่เคยแพ้ยา
แม้ว่าผู้นั้นจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้ว
ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ยาก็ตาม
แต่เมื่อมีการใช้ยานั้นในครั้งต่อไป
ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้โดยคาดเดาไม่ได้
แค่ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว
เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก
อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น มากขึ้นๆ เรื่อยๆ
จนบางรายอาจช็อคและเสียชีวิตได้
ยาอะไรที่ทำให้เกิดการแพ้ยาได้?
ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ยาได้บ่อย
ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลลิน penicillins
ยากลุ่มซัลฟา sulfonamides
และยาแก้ปวดลดไข้ NSAIDs เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามยาทุกชนิดก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้
แม้แต่ยาที่ปลอดภัยมากๆ เช่น ยาพาราเซตามอล
ก็มีรายงานว่ามีผู้ป่วยแพ้ยาชนิดนี้ได้เช่นกัน
เมื่อเกิดการแพ้ยาแล้ว จะมีอาการอย่างไร?
อาการแพ้ยามีตังแต่ระดับน้อยๆ
อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง
หรือในบางรายอาจมีอาการริมฝีปากบวม
หน้าตาบวม หนังตามบวม พุพอง
ผิวหนังเปื่อยลอก
แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ใจสั่น
แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม
ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว
หยุดหายใจ ช็อค และตายได้
การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่า
ยาชนิดรับประทาน และส่วนใหญ่
ของผู้ที่แพ้ยามักมีอาการไม่รุนแรง
และหายเองได้เมื่อหยุดยา
เมื่อสงสัยว่าแพ้ยาควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ดังนั้นในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาขึ้น
จึงควรหยุดยาและรีบไปหาแพทย์
หรือกลับมาพบผู้สั่งจ่ายยาทันที
เพื่อรักษาอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น
อย่าลืมสอบถามผู้สั่งจ่ายยา
ถึงชื่อยาที่ตนเองแพ้อยู่นั้นเป็นยาชนิดใด
เมื่อทราบแล้วควรจดจำและบันทึกไว้
และแจ้งแก่ผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้งที่มีการจ่ายยา
เพื่อเป็นการเตือนทั้งผู้สั่งจ่ายและตนเอง
ให้ป้องกันการแพ้ยาที่จะรุนแรงมากขึ้น
หากได้รับยาที่ตนแพ้นั้นอีก
**********************************
มีอะไรโทรปรึกษา หนึ่งได้นะครับ
ที่ 085-5138977 ครับ เวลา 12.00 ถึง 24.00 น.ครับ
วิตามินซี ธรรมชาติ
ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย
ศตวรรษที่ 18
มีการสังเกตว่า พวกทหารเรือที่มีการรอนแรม
ออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ
ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด
จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด
และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ
แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่า จะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือ
ที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ
และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น
ในปี 1982
ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญ
ที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่า
สารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ
“กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)”
ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน
กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ
“วิตามินซี”
และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง
ซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง
และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปี
แม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปี
ก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์
ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดี
และสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง
ในตัวได้นานกว่า 20 ปี
ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี
ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน
เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย
Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี
ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี
และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม
เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี
เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง
ในร่างกายสงบลง
ประโยชน์ของ วิตามินซี
เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า
วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง
ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สุขภาพและความแข็งแรง
ของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น
และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย
และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี
จึงสามารถป้องกันการทำลายเซล
จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิล สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ
ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี
ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น
นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ
- วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลา
ของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี
ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด
จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น
มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน
วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21%
แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี
สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
- วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี
ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง
โดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น
ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี
ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน
- หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน
มันจะช่วยให้เหงือกมี
สุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซล
ที่ถูกทำลายและช่วยให้ แผลที่เหงือกหายเร็ว
- เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ
โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี
โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่
ผนังหลอดเลือด
- เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี
มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง
ได้ มีการศึกษาอย่างมาก
ในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน
โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว
วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็งฃ
- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี ฃ
สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่
แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก
มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่า
ผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี
พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัว
ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของ โรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%
- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส
ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี
มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ
เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้
ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส
นอกจากนี้ยังมีการศึกษา
พบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
- ช่วยป้องกันอาการไมเกรน
เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid
โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
- ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี
จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาท
และจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทาน
ร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น
วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำ
ให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน
(แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน)
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร
เสริมสุขภาพได้แนะนำว่า
เพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทาน
อย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน
คนที่มีความเครียดควรรับประทาน
วันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น
มะเร็ง ความชรา
ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม
หากเราได้รับ วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ
ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด
ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่อง
เป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป
เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี
หากร่างกายไม่ได้ใช้ ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ
อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิด
จากการรับประทาน วิตามินซี
แม้จะรับประทานในปริมาณที่
สูงกว่า 6,000 – 18,000 มิลลิกรัม
- เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับ
สารต้านอนุมูลอิสระ ตัวอื่นๆ
เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การทำงานของ วิตามินซี
- เพื่อสุขภาพทั่วไป
ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน
- สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน
ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม
ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด
- การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน
สามารถแบ่ง รับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน
ข้อควรระวัง
- การรับประทานในปริมาณสูงๆ
อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ
เช่น Copper Selenium
- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาด
ของผลตรวจ ระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้
- วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
จึงอาจจะเกิดภาวะ ได้รับธาตุเหล็กเกิน
ขอย้ำนะครับว่า
เป็นวิตามินธรรมชาตินะครับไม่ใช่สังเคราะห์ครับ
*************************************************
มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ
085-5138799 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น. ครับ
เมื่อคืน ตอน เที่ยงคืน กว่าๆ ได้รับโทรศัพท์ ก่อนจะรับ
คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องที่ เสียใจ
น้องคนนั้นที่ผมได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ
ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้เสีย ชีวิตแล้ว
เสียงคุณแม่ของน้องเค้า
ฟังแล้วดูเข้มแข็ง
แต่ผมก็สามารถจับความเสียใจในน้ำเสียงนั้นได้
น้องเค้าสู้มา แบบสุดๆ เขาทน ทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเอา ท่อออกซิเจน ออกแล้วใส่ ใส่แล้วเอาออก
น้องไม่เคยท้อ เพราะเราได้สัญญากันว่า
น้องจะต้องกลัมมา แข็งแรง ออกมาเดิน เคียงคู่กับพี่หนึ่งได้
กลับมาแข็งแรง เพื่อที่เราจะได้ทานข้าวด้วยกัน
และน้องจะต้องอยู่เพื่อดูแลคุณแม่ต่อไป
น้องเป็นนักสู้อีกคนที่ พี่นับถือ
ถ้าเป้นผม ต้อง ทน อยู่ในสภาพ แบบน้องนั้น
ผมเอง ยังไม่รู้เลยว่าจะ ทนได้ เท่าไหร่
หลับเถอะนะ หลับให้สบาย
ขอให้น้องไปสู้สุขติ ไม่ต้องห่วงอะไร น้องทำดีที่สุดแล้ว
สัญญาที่ให้ไว้กับพี่คนนี้ พี่รู้ว่าน้องไม่ได้ผิดสัญญา
น้องทำดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว
สวรรค์ คงรับน้องไปอยู่ด้วยแล้ว
ด้วยความกตัญญูที่น้องมีให้คุณพ่อคุณแม่ จะพาน้องไปสู่สุขติ
หลับให้สบายนะน้อง
คนที่เหลืออยู่ต้องสู้กันต่อไป
————————————————–
มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ
085-5138799 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น. ครับ
Glutathione คืออะไร?
Glutathione กลูตาไทโอน เป็นสารประเภท Tripeptide
ที่ประกอบด้วย
กรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine
และ Glutamic acid
หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ
Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ
ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการ
กำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ
(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง
แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออก
จากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกัน
ตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่
ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ
Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น
(Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี
อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย
โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้าน
สิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน
ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin
แหล่งที่พบ : พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์
แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้าง
กลูตาไทโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่
Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine,
Whey Protein, Vitamin B-6,
Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium
ภาวะการขาด : โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน
นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น
หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ
การขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน
โรคความดัน ต้อหิน มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ
ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ
เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น
ชนิดและขนาดรับประทาน :
ปัจจุบันกลูตาไทโอนมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ดหรือแคปซูล
ชนิดพ่น ชนิดฉีดเข้าเส้นและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคชนิดต่างๆ
ที่ตรวจพบว่ามีการขาดสารนี้ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ ในแง่ของการป้องกัน
หรือเพื่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ขนาดที่รับประทานคือ 500-1000 มก. ต่อวัน
ผลข้างเคียง :
ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอน
ชนิดรับประทาน
ตอนที่ 5
วันที่รอคอยก็มาถึง ผมได้เดินทางไปพบคุณหมอตามนัด
เพื่อฟังผลของ ซีดีโฟ ทุกอย่าเหมือนเคย คนไข้ที่มาเอา หนังสือพิมพ์
มาบังใบหน้าไว้เช่นเคย การรอพบหมอนั้น
เหมือนกับเวลาที่รอคอยนั้น เนินนานมากมาย
อาจเป็นเพราะ เรากลัวคนที่เรารู้จัก
และไม่รู้จะบอกว่ามาที่นี่ทำไม มาเพื่ออะไร
เมื่อโดนเรียกชื่อ ผมกับคุณแม่ได้เดินเข้าไปพบคุณหมอ
เช่นเคย รอยยิ้มแห่งความอบอุ่นที่ท่านมีให้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
พร้อมที่จะฟังผมหรือยัง ท่านถาม
พร้อมแล้วครับ ผมอยากบอกให้รู้ว่า ผมทรมานมากแค่ไหน
กับการที่รอคอยผล ซีดีโฟ
สำหรับ โรคเอดส์ ที่เป็นแล้ว ตายไม่มีทางรักษา
ผมที่ออกมา ระดับ ซีดีโฟ คุณ ไม่คอยดีนัก
มี อยู่ 200 กว่าๆ เท่านั้นนะครับ
ผมได้แต่นิ่งเงียบ ในความเงียบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้น
แล้วคนปกติเค้ามีกันเท่าไหร่ค่ะคุณหมอ
ผมรอฟังคำตอบ อย่างใจเต้นรั่ว
คนปกติ มีอยู่ประมาณ 500 ขึ้นไปครับ
อ้าว งั้นผมก็ใกล้ตายแล้วซิ ผมมีแค่ 200 กว่าเท่านั้น
เหมือนกับท่านอ่านใจผมออก
ท่านอธิบายว่า ตอนนี้ อาจจะต่ำไปหน่อย
เพราะร่างกายอาจกำลังปรับตัวอยู่ก็อาจเป็นได้
กลับไปทำตามหมอสั่งนะครับ
แล้วอีก 6 เดือนมาพบกัน
ตอนนั้นในใจผม คิดว่าจะทำยังไงให้ ซีดีโฟ นั้นเพิ่มขึ้น
เพื่อผมจะได้อยู่กับคุณแม่นานๆ
ผมไม่มีความรู้อะไรเลย
ความรู้อันน้อยนิดที่ผมได้มจากคุณหมอจะทำให้ผมอยู่ได้นานเท่าไหร่
ผมและคุณแม่กราบสวัสดี
ในขณะที่เดินทางกลับบ้านเช่า ที่ผมเช่าอยู่กับเพื่อน
คุณแม่ท่านคงเห็นว่าผมเงียบ
มืออันอบอุ่น จับมือผมไว้ แล้วคำที่ทำให้ผมมีกำลังใจอีกครั้งคือ
แม่จะ พยามศึกษาหาความรู้ เรื่องการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้นะลูกแม่
ผมได้มองหน้าท่าน แม่ครับ ผมอยากอยู่กับแม่นานๆครับ
น้ำตา ของเราทั้งสองได้ไหลออกมาอีกครั้ง
ในความเงียบสงัดของจิตใจทั้งสองดวง
ทั้งๆที่รอบข้างมีแต่เสียงดัง จากหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัว
ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น
นอกจากเสียงหัวใจของผมที่เต้น อย่างไม่เป็นจังหวะ
เพราะคำว่าเอดส์เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา
มันกลับมา วนเวียนอยู่ให้ความคิดของผมอีกแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านเช่า คุณแม่อยู่ให้กำลังใจผมอีกนานพอสมควร
จากนั้นท่านก็กลับไป
แม่จะรู้หรือไม่ว่าลูกคนนี้อยากให้มีอยู่ข้างๆตลอดเวลา
แต่ท่านมี ภาระ ที่ท่านต้องทำ ผมเข้าใจ
ผมจะทำอะไรได้ นอกจาก คำแนะนำของผมหมอ
ผมจะพยามทำให้ดีที่สุดครับ
เพื่อ วันเวลาที่ผมจะได้อยู่กับคุณแม่นานยาวนานมากที่สุดเท่าที่ทำได้
ผมพยามยามกิน ตาม ตรางเวลาที่ตัวเอง ทำขึ้นเอง
ผม ทานข้าววันละ 4 มื้อ ของว่างอีก 2 มื้อ
รวมเป็น 6 มื้อ
การทานข้าวที่เป็นเรื่อง่ายของคนอื่น
แต่กับเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม แต่ละมื้อ ที่จะกินมันให้หมดจาน
ผมคิดค้นวิธีได้แล้ว คือ กินได้ด้วยอ่านหนังสือไปด้วย
แล้วมันก็หมดจริงๆ
ออกกำลังกาย ตีแบด กับเพื่อน ที่หน้าบ้านทุกเย็น
ตื่นเช้ามาสวดมนต์นั่งสมาธิ
ชีวิตผมมีแค่นี้ ส่วนปัญหา เรื่องการนอนไม่หลับ เริ่มกลับมาอีกครั้ง
ทำไง ผมจะพักผ่อนได้เพียงพอ
ชีวิตวนเวียนอยู่กับการพบจิตแพทย์
บางทีก็อยากตายๆ ไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมอยากอยู่กับแม่
ผมต้องสู้ สู้เพื่อ สองชีวิต อย่างที่แม่บอกผมไว้
คุณแม่ได้ศึกษา เกี่ยวกับการใช้วิตามินบำบัด
ในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ผมต้องทานวิตามินวันละ มากมาย
เพื่อให้ร่างกายนั้นแข็งแรงขึ้น
การดูแลตัวเองที่เป็นอยู่ กับวิตามิน ที่คุณแม่หามาให้
พร้อมทั้งคำอธิบาย วิตามินตัวไหน ให้ประโยชน์อะไร
และ ผลการวิจัยจากต่างประเทศ
ผู้ติดเชื้อ มีจำนวน ซีดีโฟ เพิ่มขึ้น ทำให้ผมมีความหวัง
ผมทานวิตามนหลายอย่างมา
ทั้งเห็ดหลินจือ และ ว่านหางจระเข้
ผมท่านทุกอย่างที่คุณแม่บอก ผมศึกษามันไปด้วย
หาข้อมูลต่างๆ ว่า ทุกอย่าง ที่ผมกินเข้าไป
แต่ละชนิด มันช่วยให้อะไรกับร่างกายของเรา
แต่ละวัน ทำไม เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน อีกตั้ง 6 เดือน
กว่าผมจะได้รู้เส้นตายของผมอีกครั้ง
แต่ผมจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด
พร้อมจะสู้ ด้วยจิตใจที่ อ่อนแอ
เพื่อคุณแม่เท่านั้นเอง
000000000000000000000000000
ตอนต่อไปคงมาเร็วๆนี้นะครับ
**********************************
โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่
085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ
เมื่อวานไปหาคุณหมอตามนัด ไปรับยาเดิม
และได้แวะ ขึ้นไปเยี่ยม รุ่นน้องคนหนึ่ง
ที่รู้จักกัน ทางให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์
น้องคนนี้ รู้ว่าติดเชื้อมานานพอสมควร แต่ด้วย เห็นว่าร่างกาย
ยังคงแข็งแรง จึงละเลยการตรวจ ซีดีโฟ และ ได้เชื่อเพื่อน
ที่พาไปกินสมุนไพรต้ม
ของพระแห่งหนึ่ง ซึ่งบอกว่ากินแล้ว หาย
หลังจากนั้นก็ไม่สนใจ เรื่องการตรวจ ซีดีโฟ อีกเลย
เพราะร่างกายแข็งแรงดี จนมาวันหนึ่งป่าวยเข้าโรงพยาบาล
ซึ่งจำนาน ซีดีโฟ ตอนนั้น เหลือน้อยแล้ว
มีโรคแทรกหลายอย่าง เข้ามารุมล้อม
และซึ่งน้องเค้ายังคงปิดบังที่บ้านอยู่ว่าตัวเองได้รับเชื้อเฮชไอวี
โรงพยาบาลแห่งนั้นรับตัวน้องไว้แต่บอกทางญาติว่า
รักษาไม่ได้แล้วนะ เพราะว่า ซีดีโฟต่ำ ก็แค่รอความตาย
น้องเค้าได้ยินเช่นกัน
จึง ยอมบอก คุณแม่และญาติๆว่าเค้าได้รับเชื้อนะ
ยังไงฝากคุณแม่เค้าด้วย เค้าไม่รอดแล้ว ทางญิจึงพากันหาข้อมูล
และย้ายโรงพยาบาลในที่สุด
ตอนเข้ามาที่โรงพยาบาลใหม่นี้ ทางญาติได้ ค้น จบพบเบอร์
ให้คำปรึกษาของผม จึงโทรมาเล่า อาการให้ฟัง
ผมก็ให้ความรู้ไปตาม ที่ผมได้ศึกษามาว่า น้องเค้ายังคงรักษาได้นะครับ
ไม่ถึงขนาดที่จะต้องปล่อยให้เสียชีวิตครับ
จากนั้น ผมตั้งใจว่าจะไปเยียมน้อง
พอไปถึงน้องคนนั้นได้เข้าไปในไอซียูแล้วเพราะ
ว่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ
ต้องสอดท่อเข้าไปเพื่อช่วยในการหายใจ
และปอดมีปัญหามีการติดเชื้อเล็กน้อย
ผมไปยืนคุยด้วย น้องเค้าเห็นผม เค้าร้องไห้ ผมจับมือและพูดว่า
พี่มาแล้วนะ มาตามที่สัญญาไว้
น้องต้องสู้ สู้เพื่อ สองชีวิต คืดชีวิตเราและชีวิตคุณแม่
น้องได้แต่ ส่งภาษามือกับผมเพราะไม่สามารถพูดได้
เค้าชู้สองนิ้ว เป็น อัน รู้กันว่าเค้าจะสู้
ผมต้องเป็นผู้คุยฝ่ายเดียวเพราะน้องไม่สามารถพูดได้
ผมให้กำลังใจ และ บอกว่าเราต้องหาย
ต้องออกมาจากห้องไอซียู
จากนั้นเราจะไปออกไปทานข้าวด้วยกัน
สัญญากับพี่นะ ว่าน้องต้องทำใหได้
นิ้วก้อย ที่ยกขึ้นมาเป็ฯสัญญานบอกผมว่า สัญญา
น้องเค้ายังดูดีมาก ผิวไม่มีร่องลอยของพีพีอีเลย
แต่ ผอม และซีด เพราะ ไม่สามารถ กินอาหารได้
ต้องให้อาหารทางสายยาง
ผมคุยและให้กำลังใจ อยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็ บอกลา
จากนั้นไม่นาน ด้วยการรักษาของหมอที่เอาใจใส่
และ กำลังใจที่จะสู้ของน้อง เค้าดีขึ้นตามลำดับ
จนสามารถ กลับ เข้ามาอยู่ห้องปกติได้ คุณแม่น้อง จึงโทรมาบอกผมว่า
น้องเค้าลงมาอยู่ห้องปกติแล้วนะ
ผมจึงไปเยี่ยมอีก ครั้งนี้น้องดูสดใสขึ้นมาก
ท่อต่างๆ ถูกถอดออกหมดแล้ว
ทานข้าวได้เอง ยิ้มกับผมได้ พูดคุยกับผมได้
น้องเค้าดีใจ บอกว่าไม่คิดว่าจะรอดออกมาได้
แต่เค้าก็สามารถทำได้
เค้าถามว่าเค้าเก่งมั้ย ผมบอกว่าเก่งครับ แต่ต้องเก่งขึ้นไปอีกนะ
พี่ยามออกกำลังกายไว้
ขยับแขนขาไว้กล้ามเนื้อจะได้ไม่ลีบ
น้องเค้าก็ ทำตามทุกอย่างที่ผมแนะนำ พยามทานอาหารให้เยอะๆ
และขยับแขนขาตลอด
เราคุยกัน นานมาครั้งนี้ การพูดคุยครั้งนี้ทำให้ผมรู้อีกครั้งว่า
กำลังใจสำคัญที่สุด
น้องสัญญากับผมว่าจะหายและออกมาใช้ชีวิตตามปกติ
และพี่หนึ่งต้อง มาทานข้าวด้วยกันนะ
ผมรับปาก วันนั้นผมมีความสุขมาก
แต่เมื่อวาน สิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดขึ้น
ผมขึ้นไปหาน้องเค้าที่ชั้น 5
สิ่งที่ผมได้เห็นคืน ร่างอันผอมบาง นั้น
มีอาการสั่น ปากก็สั่น อย่างเห็นได้ชัด
ครั้งนี้ความสดใสหายไปจากใบหน้า มีแค่แววตาที่ดีใจ
ส่งมาให้ผมรู้ว่า ดีใจนะ ที่พี่หนึ่งมา
จากการพูดคุยในครั้งนี้
น้องบอกผมว่า ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว ทรมาน กินก็ไม่ได้ นอนก้ไม่หลับ
ฟันมันกระทบกัน อยู่ตลอดเวลา
มีไข้ 3 เวลา อะไรนักหนาก็ไม่รู้
จากการพูดคุยกับพยาบาลผมจึงทราบว่า ได้มีการเจาะหลัง
อีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุ ของอาการที่เกิดขึ้น
ตอนนี้ เจอเชื้อแต่ยังรอผลการตรวจ ว่าเป็นเชื้ออะไร
ผมเองคิดถึงเจ้าตัว MAC คือวัณโรคในเลือด
จริงตามนั้นคุณหมอได้นำ
น้ำในไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อตัวนี้ด้วยเช่นกัน
การที่ผมไปหาน้องเค้าครั้งนี้กับ สองครั้งที่แล้ว มันต่างกัน
ครั้งนี้กำลังใจน้องเค้าหมด ไม่อยากจะสู้ต่อ
ผมได้บอกว่า เดียวน้องจะหาย น้องจะต้องกลับมาดูดีเหมือนเดิม
อย่างที่เราสัญญากันไว้ น้องยิ้มที่มุมปาก
มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับบอกผมว่า
อย่ามาหลอกกันเลย จริงหรือที่จะหายกลับไปเป็นปกติได้เช่นเดิม
ผมได้แต่จับมือและ ส่งกำลังใจไปให้ และบอกว่า สู้ๆ นะ
พี่เป็นกำลังใจให้
ครั้งนี้น้องเค้าตอบรับผมดีขึ้น ผมบอกลา
พี่จะมาหาอีกนะ อย่าลืมสัญญานะ
ที่เขียนมายาวมากมายนี้แค่อยากให้รู้ว่า ยาสมุนไพรมี่ใช่ทางออก
การไม่ตรวจ ซีดีโฟ เป็นการมาดอย่างแรง
ถ้าเรา ตรวจดู ระดับซีดีโฟ เราจะรับยาต้านไวรัสได้ทัน
และไม่ต้องป่วยกับโรคแทรกซ้อน
หวังว่าเพื่อนคงได้อะไรบ้างกับ
สิ่งที่หนึ่งเขียนมาเล่าให้ฟังในครั้งนี้นะครับ
*************************************************
โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่
085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ
ตอนที่ 4
