การแพ้ยามีอาการอย่างไร

0

Posted by ittirak | Posted in การแพ้ยา | Posted on 15-03-2013

เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ

เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย

อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา

จึงได้รับความสนใจและเป็นคำถามประจำ

ที่ผู้สั่งจ่ายยาไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร

มักจะถามคุณอยู่เสมอ

ทั้งที่โรงพยาบาลในตอนทำประวัติผู้ป่วยใหม่

หรือในขั้นตอนการรักษาของแพทย์

หรือในขั้นตอนการจ่ายยาของเภสัชกรที่ห้องยา

การแพ้ยาเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์

อย่างหนึ่งของการใช้ยาสมดั่งคำขวัญ

ที่ว่า “ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์”

ดังนั้นถ้าไม่มีข้อบ่งใช้หรือไม่มีความจำเป็น

จึงไม่ควรใช้ยา เพราะอาจเกิดการแพ้

และเกิดผลข้างเคียงชนิดอื่นๆ ได้

ใครบ้างที่จะมีโอกาสแพ้ยา?

ในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา

จะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า

ตนเองจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด

เพราะในรายที่ไม่เคยแพ้ยา

แม้ว่าผู้นั้นจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้ว

ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ยาก็ตาม แต่เมื่อมีการใช้ยานั้นในครั้งต่อไป

ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้โดยคาดเดาไม่ได้

แค่ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว

เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

มากขึ้นๆ เรื่อยๆ

จนบางรายอาจช็อคและเสียชีวิตได้

ยาอะไรที่ทำให้เกิดการแพ้ยาได้?

ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ยาได้บ่อย

ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลลิน (penicillins)

ยากลุ่มซัลฟา (sulfonamides) และยาแก้ปวดลดไข้ (NSAIDs) เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามยาทุกชนิด

ก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้ แม้แต่ยาที่ปลอดภัยมากๆ

เช่น ยาพาราเซตามอล

ก็มีรายงานว่ามีผู้ป่วยแพ้ยาชนิดนี้ได้เช่นกัน

เมื่อเกิดการแพ้ยาแล้ว จะมีอาการอย่างไร?

อาการแพ้ยามีตังแต่ระดับน้อยๆ

อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง

หรือในบางรายอาจมีอาการริมฝีปากบวม หน้าตาบวม

หนังตามบวม พุพอง

ผิวหนังเปื่อยลอก แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ใจสั่น

แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม

ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว

หยุดหายใจ ช็อค และตายได้

การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่ายาชนิดรับประทาน

และส่วนใหญ่

ของผู้ที่แพ้ยามักมีอาการไม่รุนแรง

และหายเองได้เมื่อหยุดยา

เมื่อสงสัยว่าแพ้ยาควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

ดังนั้นในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาขึ้น

จึงควรหยุดยาและรีบไปหาแพทย์

หรือกลับมาพบผู้สั่งจ่ายยาทันที

เพื่อรักษาอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น

อย่าลืมสอบถามผู้สั่งจ่ายยาถึงชื่อยาที่ตนเองแพ้อยู่นั้น

เป็นยาชนิดใด

เมื่อทราบแล้วควรจดจำและบันทึกไว้

และแจ้งแก่ผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้ง

ที่มีการจ่ายยา เพื่อเป็นการเตือนทั้งผู้สั่งจ่ายและตนเอง

ให้ป้องกันการแพ้ยาที่

จะรุนแรงมากขึ้น หากได้รับยาที่ตนแพ้นั้นอีก


โทรมาปรึกษา หนึ่ง ได้ครับ ที่หมายเลข 082-6526598  เวลา 10.00 ถึง 21.00 น.

หูดหงอนไก่

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 18-10-2011

หูดหงอนไก่

คือหูดที่เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศซึ่งเกิดจาก

การติดเชื้ออาจติดต่อ

โดยเพศสัมพันธ์

หรือเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดเฉพาะที่

หูดที่อวัยวะเพศ

จะขึ้นเป็นติ่งเนื่องอกอ่อนๆสีชมพู

ซึ่งลุกลามอย่างรวดเร็ว

จนมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ

หูดหงอนไก่มีระยะฟักตัว

ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ ค่อยแสดงอาการ

แต่หลายๆรายก็ไม่แสดงอาการเลยก็มี

HPV หรือใน

ชื่อเต็มว่า Human Papilloma Virus

เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดชนิดต่างๆ

มีมากกว่า 180 สายพันธุ์

แต่ละสายพันธุ์ก็ก่อโรคหูดแตกต่างกันไป

ที่สำคัญมีหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ

หูดหงอนไก่

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดีมานาน

แต่เดิมเราก็ไม่ได้เฉลียวใจถึงความร้ายกาจของมัน

เป็นมาก็รักษากันไปแต่ในตอนหลังเราพบว่า

หูดเหล่านี้

นอกจากจะเกิดจากเชื้อ HPV

สายพันธุ์ เบอร์ 6 และ เบอร์11แล้ว

ก็มีหลายราย

ที่เกิดจากสายพันธุ์ เบอร์ 16 และเบอร์ 18

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดุ

มีโอกาสทำให้กลายเป็นมะเร็งได้

หูดหงอนไก่จึงไม่ใช่หูดธรรมดาๆ

อย่างที่เราเคยรู้จักกันซะแล้ว

การติดเชื้อ HPV มีมากแค่ไหน

มีการประมาณการกันว่า

ประชากรของไทยเราประมาณ 20 ? 40 %

ติดเชื้อ HPV

แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อนั้นไม่แสดงอาการ

ส่วนที่มีอาการ

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ธรรมดาหรือสายพันธุ์ดุ

ก็มีโอกาสหายเองได้เหมือนกัน

โดยที่คนอายุน้อย

มีโอกาสหายได้เองมากกว่าคนอายุมาก

หูดของอวัยวะสืบพันธุ์ มีอาการแสดงออกหลายแบบ

แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 4 กลุ่มดังนี้

1. หูดหงอนไก่ ( condyloma accuminata)

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักเที่ยวทั้งหลายทราบซึ้งกันเป็นอย่างดี

มีลักษณะเป็นดอกกะหล่ำหรือ

แบบหงอนที่หัวไก่ชน เป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ

สีชมพูคล้ายหงอนไก่

หูดชนิดนี้ชอบขึ้นตรงบริเวณที่อับชื้นและอุ่น

2. หูดผิวเรียบ (smooth papular warts)

มีสีเนื้อ ผิวเรียบขนาด 1 ? 4 มิลลิเมตร

มักพบบริเวณเยื่อบุต่างๆ แต่ที่ผิวหนังก็อาจพบได้

ที่พบบ่อยๆ

ก็ตรงโคนอวัยวะที่ถุงยางอนามัยคลุมไม่ถึง

3. หูดผิวหนัง (keratotic genital warts)

ลักษณะก็เหมือนหูดตามผิวหนังทั่วไป

บางรายอาจพบหูดนี้

ตามร่างกายก่อนที่จะเป็นที่อวัยวะเพศด้วยซ้ำไป

4. หูดแบน (flat warts)

อาจเป็นหลายจุดใกล้ๆกัน แล้วรวมตัวเป็นปื้นใหญ่

มักพบตามเยื่อบุต่างๆ

หรือตามผิวหนังก็อาจพบได้

นอกจากนี้ยังมีชนิดย่อยๆ

ที่พบได้เช่น หูดยักษ์

( Giant Condyloma Accumunata

หรือ Buschke-Lowenstein tumor)

เกิดจาก HPV

สายพันธุ์ไม่ดุ (6, 11) แต่ดูน่ากลัวเพราะมีขนาดใหญ่

หูดในท่อปัสสาวะ

( Urethral Meatus Warts)

เป็นหูดที่มีปัญหาในการรักษามากที่สุด

เพราะมักจะไม่หายขาดหายแล้วกลับมาเป็นอีก

เพราะนอกจาก

จะเกิดบริเวณปลายท่อปัสสาวะ

ให้เจ้าของเห็นแล้ว

ก็อาจยังมีในท่อปัสสาวะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย

หูดในทวารหนัก (Intra-Anal Warts)

หูดพวกนี้พบมากในพวกเกย์

พบว่าเยื่อบุในทวารหนัก

มีลักษณะคล้ายกับบริเวณปากมดลูก

จึงมีโอกาสเกิดมะเร็งได้

เช่นเดียวกับปากมดลูกเมื่อปีที่แล้วมีรายงานใน

New England Journal of Medicine

ว่าพบมะเร็ง

ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในทวารหนักด้วย

ซึ่งแน่นอนว่ามะเร็งนั้น

กลายพันธุ์มาจาก หูดที่เกิดจากเชื้อ HPV

อวัยวะเพศอักเสบจากหูด

(Papillomavirus-associat balanoprosthitis)

อันนี้พบค่อนข้างบ่อย

จะเกิดรอยแผลแตกเป็นร่องๆ

โดนน้ำหรือโดนของเหลวในช่องคลอดจะแสบ

เวลาแข็งตัวหรือเวลาร่วมเพศจะเจ็บ

รักษาไม่ค่อยจะหายขาด เป็นๆหายๆ

มะเร็งปากมดลูก

เดิมที่เราเคยโทษว่าเกิดจากเริมนั้น

เดี๋ยวนี้พิสูจน์แล้วว่า

เกิดจากเชื้อ HPV นี่แหละ ดังนั้นถ้าท่าน

เป็นหูดหงอนไก่ตรงอวัยวะเพศ

ก็คงต้องตรวจ

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) บ่อยหน่อย

ตรวจปีละครั้งอาจไม่พอซะแล้ว

หรือถ้าตรวจ Pap smear

แล้วพบว่ามีเชื้อ HPV

อยู่ละก้อหมอก็ต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย

หญิงมีครรภ์

ถ้าเป็นหูดหงอนไก่อยู่ด้วย หูดจะขยายตัวอย่างเร็วมาก

เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมาก

ในช่วงตั้งครรภ์ ต้องรีบรักษาแต่เนิ่นๆ

ไม่อย่างนั้น

อาจเป็นอุปสรรคต่อการคลอดได้

ซึ่งถ้าพบตอนคลอด

หมอก็จะผ่าให้คลอดทางหน้าท้องแทน

การคลอดตามธรรมชาติ

ในผู้ชาย:มักพบที่อวัยวะเพศ

ส่วนที่อยู่ใต้หนังหุ้มปลายท่อปัสสาวะ อัณฑะ

ในผู้หญิง:

พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด

ปากมดลูกทวารหนัก

และฝีเย็บ ระยะฟักตัว ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน

หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ

ค่อยแสดงอาการ แต่หลายๆราย

ก็ไม่แสดงอากรเลยก็มี

การติดต่อ

โดยการร่วมเพศ และสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย

การป้องกัน

ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะป้องกันได้

นอกจากใช้ถุงยางอนามัยกับหญิงอื่น

ที่มิใช่ภรรยา หรือ

ในชายรักร่วมเพศ

ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเท่านั้น

การรักษา

การรักษามีหลายแบบ ทั้งทายา จี้เย็น จี้ด้วยไฟฟ้า

เลเซอร์หรือแม้แต่การตัดออก

แต่โดยปกติหมอจะเริ่มด้วยการทายา

ยาที่ทาตัวแรกเริ่มชื่อ podophylins 25 %

ใช้มานมนานก็ยังคงได้ผลอยู่

การทาต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้

โดยเฉพาะคนไข้หญิง

มีซอกมีหลืบ บางครั้งเป็นที่ผนังช่องคลอด

หรือปากมดลูกคนไข้ทาเองไม่ได้

ปกติการทานั้น 4-6 ชั่วโมง

ต้องล้างออกและทาสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าเชื้อดื้อต่อยาตัวนี้

ก็มียาตัวอื่นๆเป็นทางเลือก


โดย โรงพยาบาลพญาไท

**************************************

โทร.มาปรึกษา หนึ่ง ได้ครับ


ที่หมายเลข082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 21.00 น.ครับ

ที่มา http://www.inderm.go.th/nuke_802/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=292


My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 30-09-2011

ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ ที่อยู่ในบ้านฟ้า ทุกคน มีความรักในบ้านหลังนี้ทุกคน
ผมเองเช่นกัน วันนี้ผมถึงต้องเข้ามา
ก่อนที่บ้านของเราจะไม่มีใครแนะนำให้เข้ามาอีก
เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทำดีเท่าตัว ทำผิดครั้งเดียวจำไปจนตาย
อยากให้นึกถึงบ้านเราในสมัยก่อน
ที่เปิดประตูต้อนรับเพื่อนๆ ทุกคนที่มีความทุกข์
แค่กระทู้ ขอความช่วยเหลือ ในการตรวจเลือด
พวกเราก็เข้าไปช่วยกันอธิบาย  ส่วนเพื่อนคนไหน เห็นว่า
รีบนทั้งหลายอธิบายได้ดีแล้ว รีล่าง ก็จะให้กำลังใจกันเสมอ
จนเพื่อนที่เข้ามาสบายใจ และขอบคุณ ในความช่วยเหลือ จากบ้านหลังนี้
บ้านหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านของเราทุกคน ช่วยกันให้กำลังใจ ดูแลกันและกัน
มีเพื่อนใหม่ๆ เสมอ ที่เพิ่มเข้ามาแล้วไม่อยากหายไปไหน
เพราะความอบอุ่นในบ้านหลังนี้มีให้ทุกคนเสมอ
ถามว่า ตอนนี้บ้านหลังเหมือนเดิมหรือไม่
ผมตอบได้เต็มปากครับว่าไม่
มันเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไป โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ไม่สนใจ
สิ่งที่ขาดหายไปบ้าง เช่น กระทู้ขอคำปรึกษา
มีคนเข้าไปตอบจริง ในบ้างครั้งตอบแบบ อ่านแล้วก็รู้ว่า รำคานที่จะตอบ
เท่านั้นยังไม่พอ  ความคิดเห็นต่อมาด้านล่าง จะเริ่มคุยเล่น เม้าส์กัน สนุกสนาน
โดยที่ไม่ได้นึกถึงกระทู้ว่าใครเป็นผู้ตั้ง เค้าคนนั้นกำลังต้องการอะไร
แล้วคำตอบที่มาพูดเล่นกันอยู่ในกระทู้ที่เค้าเป็นคนตั้ง นั้นคือคำตอบหรือ
เค้าพึ่งเข้ามาใหม่ ขอต้องการกำลังใจ เช่นเดียวกับเราทุกคน
จำกันได้หรือไม่ครับ ว่าตอนที่เราติดเชื้อและได้รู้ผลเรารู้สึกอย่างไร
เกือบทุกคน มืดไปหมด ใครที่ใช้คอมเป็นก็ เข้าค้นหาเกี่ยวกับเจ้าตัวน้อย
ที่อาศัยอยู่ในร่างกายเราทั้งสิ้น  เจ้าตัวน้อยจะทำให้เราตายเมื่อไหร่
ยาต้าน คืออะไร  ภูมิคุ้มกันคืออะไร CD4 คืออะไร
เราจะตายเมือไหร่ ก่อนตายจะมีตุ่มเต็มตัวหรือไม่ ผอมเหลือแต่กระดูหรือเปล่า
มีปัญหามากมายเกิดขึ้นในสมองน้อยๆ นี้ เยอะแยะ จนไม่รู้ว่าจะตั้งต้นตรงไหน
บ้านหลังนี้เคยช่วยชีวิตเพื่อนๆ มามากมาย ช่วยทางด้านจิตใจให้เข้มแข็ง
เราทุกคนทำด้วยความจริงใจ และใส่ใจที่จะทำ
ตอนนี้บ้านของเราเปลี่ยนไป  มีการหาคู่กัน เป็นว่าเล่น
ผมเข้าใจความรู้สึก แต่อ้อมๆกันหน่อยก็ดีนะครับ
กระทู้ที่สมาชิคใหม่เข้ามาถามหาความรู้ ถามหากำลังใจ
ก็มีคนเข้าไปตอบน้อยลง
แต่กระทู้กับ HOT เมือมีเพื่อนเข้าไปตอบ
คุณเองไม่ได้คิดอะไร ก็เข้าแซวเล่นกันสนุกสนาน
เพราะความเคยชินว่านี่คือบ้านเรา ความคิดเห็นต่อไป
เริ่มคุยเล่ยสนุกสนานกับรีด้านบนอย่างไร  รีล้างต่อมายิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ได้คิดถึงเจ้าของกระทู้
ที่กำลังลอยคออยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่
หาฝั่งก็ยังไม่เจอ เราแค่โยนเศษไม้ลงไป
เพื่อให้เค้าเกาะ  และคิดว่านี่ไง
เอาให้ไปแล้ว ที่เหลือก็ไปหาเองบ้าง
คนกำลังจะจมน้ำตาย จะมีแรงที่ไหนว่ายไปหาฝั่งได้
เราลืมตรงนี้กันไปหรือเปล่า
เหมือนหลายๆคน ที่เคยบอกกับผมว่าจะผมจะไม่มีเพศสัมพันธุ์อีก
ผมจะพูด สวนไปทันที่ว่า อย่าเลยครับ อย่าพูดคำนั้น เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ
เมื่อคุณเข้าใจและเข้มแข็ง คุณเริ่มเข้าใจ ว่าจะอยู่กับเจ้าตัวน้อยได้อย่างไร
คุณจะลืมสิ่งที่คุณพูด
ได้ทีขอเข้าเรื่องนี้ เรื่องเพศสัมพันธุ์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด
แต่ก็ไม่ควรเอามาพูดกันในที่สาธารณะ บ้านก็คือที่สาธารณะเช่นกัน
ทุกคนจะคิดอย่างไร ผมไม่รู้
แต่สำหรับผมที่ได้อ่านผ่านตา  เรื่องการไปเดินตามห้าง
การไปโรงหนัง การไปสวนต่างๆ เพื่อไปมีเพศสัมพันธุ์
เล่ากันจนเห็นภาพ
ก็มิควรเอามาคุยเล่นสนุกในบ้านหลังนี้
เพราะอะไรหรือครับ
เพราะคนที่เข้ามาอ่าน มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจผู้ติดเชื้อ
บ้านหลังนี้เคยเป็น  ผมขอใช้คำว่าเคยเป็น ที่ยอมรับจากบุคลกร
บ้านหลังนี้ เคยมีเจ้าหน้าที่ ให้คำปรึกษาจำนวนมากจากหลายแห่ง
ที่ทุกคนจะต้องรู้จักแค่พูดชื่อขึ้นมา
ได้เข้ามาศึกษาในบ้านหลังนี้อย่างดีแล้ว และมีความไว้ใจ อย่าเต็มที่
เพือจะทำการส่งต่อเพื่อนผู้ติดเชื้อรายใหม่
เข้ามาศึกษาต่อในบ้านหลังนี้ บ้านหลังที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
มีร้อยล้านกำลังใจให้แก่กัน แต่ตอนนี้มันลดลง น้อยลง
เพราะเราลืมไป…………..เราชินกับเจ้าตัวน้อยที่อยู่กับเราซะแล้ว
คนเราไม่ต้องมองอื่นไกลครับ  เอาแค่เรื่องความพอดีก็พอ
ใครบอกได้ว่าตรงไหนคือความพอดี ตรงไหนคือความไม่พอดี
ผมเองเมื่อก่อน คิดว่าผมบอกได้แต่ เดี๋ยวนี้ ยิ่งตอบไม่ได้เลย
คนเรา กินข้าว บางคน ครึ่งจานก็พอดี
บางคน 1 จานถึงจะพอดีอิ่ม บางคน 2 จานถึงจะพอดีอิ่ม
คือความว่าอิ่มเป็นตัวสรุป
เหมือนกันครับ เราเอง อาจจะมองว่าเราให้ความรู้ แค่นี้ก็พอดีแล้ว
แต่เราเคยถามเค้าหรือไม่ว่าเค้าพอดีหรือยัง
ในบางคนกับบ่น ทำไมไม่รู้จักหาความรู้ที่อยู่ในบ้านหลังนี้จากกระทู้เก่าๆ
ที่ผ่านมา ทำไม เราต้องมาพิมซ้ำๆ กันทุกวัน ในคำถามเดิมๆทุกวัน
สำหรับผม ผมเข้าใจ เพื่อน ว่ายน้ำมาจนเหนื่อย
เห็นคนในบ้านหลังนี้เค้าพิมคุยกัน ก็คิดแต่ จะรีบสมัคร และรีบเข้ามา
ขอความรู้ และ กำลังใจ จากเพื่อนๆในบ้าน
ผมขอยกตัวอย่างนะครับ
เมื่อตื่นขึ้นตอนเช้า สิ่งแรกที่นึกคืออะไร วันนี้จะต้องไปไหนบ้าง จะต้องทำอะไร
โห ชีวิตเราทำไมมันยุ่งจัง ลองแค่หัดเปลี่ยนความคิดของเราสักนิด
ว่า ตื่นขึ้นมา วันนี้เราจะให้กำลังใจใคร จะช่วยเหลือใคร ให้เค้าสบายใจได้บ้าง
เพื่อนๆ จะมีคำตอบทันที บ้านฟ้าของพวกเราไง
มีเพื่อน อีกมากมาย ที่รอกำลังใจและความช่วยเหลือในด้านความรู้
และการดำรงค์ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
และยังมีอีกมากมาย อย่าคิดถึงแต่ เพื่อนใหม่ที่เข้ามาตั้งกระทู้เท่านั้นนะครับ
เพื่อนๆอีกมากมายที่เข้ามาอ่านแต่ไม่กล้าสมัคร เยอะแยะครับ
แล้วคุณจะยิ้ม เมื่อคุณได้เห็นเค้าเข้มแข็งขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น
มีความรู้เกี่ยวกันเจ้าเชื้อตัวน้อยมากขึ้น
และสามารถดำรงค์ชีวิตอยู่ร่วมกันได้สบายเหมือนที่เราเป็น
ขอย้อนกับไปหน่อย บางคนอาจเห็นเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่บางคน เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ในที่สาธารณะ
ส่วนผม เวลาเข้ามาอ่าน ผมจะรู้สึกแย่ทันที่
ติดเชื้อกันแล้วยังไปทำกันได้แบบนี้  พวกติดเชื้อเอดส์นี่ สมน้ำหน้ามัน
ฉนั้นผมไม่แปลกใจเลย ทำไม ทางการแพทย์
เขาถึงมีคำแปลให้โรคนี้อย่างสวยงาม
มันคือโรคแสวงหา มันไปแสวงหากันมาเอง
ประกาศกันโครมๆ ว่าให้ใช้ถุงยาง  ก็ไม่ใช้ นี้เรายังไม่แย่พออีกหรือ
กับคำว่าอีพวกแสวงหาโรคมาใส่ตัว
ขอบอกก่อนนะครับว่า ที่กล่าวมา ผมไม่ได้รวมถึงท่านที่ติดเชื้อมาจากสามีนะครับ
อยากให้ สังคมยอมรักเรา เราเองก็ต้องทำตัวให้สังคมยอมรับได้
กระทู้ไหน อยากคุยเล่น เม้าส์กัน ตั้งเลย ครับ คุยกันให้สนุก
ไม่มีใครว่าเรา มันคือกระทู้ที่คุณต้องการตั้งและเป็นคนตั้ง
อย่าเอาความสนุกของคุณไปท้งไว้ในกระทู้ที่เค้ากำลังต้องการความรู้
ต้องการกำลังใจ และ ความเข้าใจในตัวเค้า
วันนี้หนึ่ง ได้เข้ามาพูดในสิ่งที่หนึ่งเก็บไว้มานาน
และหวังว่าคงจะมีใครเข้าใจบ้าง
อย่างน้อย ก็ค่อยๆทำครับ ทำให้บ้านหลังนี้มีความรัก ความรู้ และที่ขาดไม่ได้
กำลังใจครับ เราะมีให้กันเสมอไป
ปล.ถ้าพี่ๆ เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา แพทย์ พยาบาล ที่ได้เข้ามาอ่าน
ผมกราบขอโทษไว้ตรงนี้
ผมเองมีส่วนผิดครับ และยอมรับผิด ที่ไม่ได้เข้าบ้านมานาน
จนบางคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ ยังไม่ทราบเช่นกัน
ผมจะพยามเข้ามาให้บ่อยขึ้น
กระทู้นี้ ถ้า เพื่อนๆ ท่านใดอ่านแล้วไม่พอใจ  ผมทราบดีว่าต้องมีแน่นอน
เพราะความพอดีของเราไม่เท่ากัน
………………………………………………………….
ตอนนี้ สุขภาพ หนึ่งไม่ดีก็ว่าได้ โฮโมนไทรอย์ ขึ้นสูงมาก
ค่าปกติ 4.2 แต่ของหนึ่ง 52.4 มันขึ้นมามาก
กว่าจะรู้ถึงเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เราไม่มีแรง น้ำหนักลด กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
แถม ยังมาเอาไขมันของเราไปใช้อีกอย่างไม่มีวันเพียงพอก็คือเจ้าตัวนี้นี่เอง
จากคนที่หมดแรง เดินแทบจะไม่ไหวภายใน 3 เดือน
จากน้ำหนัก 64 เหลือ 45 กิโล  ทั้งผมและหมอ มองหน้ากัน อย่างไม่เข้าใจ
แต่ในที่สุด คุณหมอก็หาสาเหตุจนเจอ ตอนนี้หนึ่ง น้ำหนัก 47 เอง
กำลังพยายามเอาน้ำหนักขึ้น แต่ไม่เหนือยเหมือนตอนนั้นแล้ว
เริ่มเดินได้เป็นปกติ น้ำหนักเริ่มขึ้น
ส่วน CD4 คั้งนี้เมื่อเดือนที่แล้ว เลขที่ออก 1270 / 35 เปอร์เซนต์ครับ
ยังคงสูงเช่นเดิม เห็นหรือไม่ครับ เรายังสามารถป่วยได้ เหมือนคนปกติ
อย่าคิดว่านี่คือโรคแทรก เพราะมันไม่ใช่
เพื่อนๆ ที่เคยโทรมาขอคำปรึกษา ก็โทรมาได้เช่นเดิม
เพราะ ผมไม่ได้บอกกับทุกคน บอกเพียงบางคนเท่านั้น
ไม่ต้องเกรงใจ เพราะ เมื่อคุณวางสายไป ผมจะยิ้มและมีความสุข
ที่ทำให้คุณได้สบายใจและมีความรู้มากขึ้น เข้าใจเกี่ยวกับเจ้าเชือตัวน้อยมากขึ้น
โทรมาได้ตลอดนะครับ
วันนี้คงพอแค่นี้เพราะมันยาวมากแล้ว
รักและคิดถึงเพือนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนครับ
( ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะอดีต เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้
อย่ากังวนไปถึงอนาคตมากมายนัก เพราะมันคือความทุกข์ที่คุณก่อขึ้นมาเอง
มันยังมาไม่ถึง คุณเป็นคน นึก คิด ปรุงแต่ง ไปในทางลบ คิดเองทั้งสิ้น
ด้วยความไม่รู้ จำไว้เถอะครับ ถ้าเราทำวันนี้ดีแล้ว วันพรุ่งนี้จะไำม่มีคำว่า
รู้แบบนี้ทำไปตั้งแต่เมื่อวาน จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าหลงอยู่ในอดีต
ซึ่งแก้ไ้ขไม่ได้ อย่าวาดภาพอันหน้ากลัวไว้ในอนาคต แล้วคุณจะมีความสุข )
[b]ขอบคุณกับ 25 ปีที่ติดเชื้อ ที่สอนให้ผมรู้จักชีวิต[/b]ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ ที่อยู่ในบ้านฟ้า ทุกคนมีความรักในบ้านหลังนี้ทุกคน

ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ ที่อยู่ในบ้านฟ้า ทุกคน

www.pha.narak.com

มีความรักในบ้านหลังนี้ทุกคน

ผมเองเช่นกัน วันนี้ผมถึงต้องเข้ามา

ก่อนที่บ้านของเราจะไม่มีใครแนะนำให้เข้ามาอีก

เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทำดีเท่าตัว

ทำผิดครั้งเดียวจำไปจนตาย

อยากให้นึกถึงบ้านเราในสมัยก่อน

ที่เปิดประตูต้อนรับเพื่อนๆ ทุกคนที่มีความทุกข์

แค่กระทู้ ขอความช่วยเหลือ ในการตรวจเลือด

พวกเราก็เข้าไปช่วยกันอธิบาย

ส่วนเพื่อนคนไหน เห็นว่า เพื่อนยังไม่เข้าใจ

จะอธิบายและให้กำลังใจ

จนเพื่อนที่เข้ามาสบายใจ

และขอบคุณ ในความช่วยเหลือ จากบ้านหลังนี้

บ้านหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านของเราทุกคน

ช่วยกันให้กำลังใจ ดูแลกันและกัน

มีเพื่อนใหม่ๆ เสมอ ที่เพิ่มเข้ามาแล้วไม่อยากหายไปไหน

เพราะความอบอุ่นในบ้านหลังนี้มีให้ทุกคนเสมอ

ถามว่า ตอนนี้บ้านหลังเหมือนเดิมหรือไม่

ผมตอบได้เต็มปากครับว่าไม่

มันเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไป โดยที่เราไม่รู้ตัว

หรือรู้ตัวแต่ไม่สนใจ

สิ่งที่ขาดหายไปบ้าง เช่น กระทู้ขอคำปรึกษา

มีคนเข้าไปตอบจริง ในบ้างครั้งตอบแบบ อ่านแล้วก็รู้ว่า

รำคานที่จะตอบ

เท่านั้นยังไม่พอ  ความคิดเห็นต่อมาด้านล่าง

จะเริ่มคุยเล่น เม้าส์กัน สนุกสนาน

โดยที่ไม่ได้นึกถึงกระทู้ว่าใครเป็นผู้ตั้ง เค้าคนนั้นกำลัง

ต้องการอะไรแล้วคำตอบที่มาพูดเล่นกันอยู่ในกระทู้ที่เค้าเป็นคนตั้ง

นั้นคือคำตอบหรือ

เค้าพึ่งเข้ามาใหม่ ขอต้องการกำลังใจ เช่นเดียวกับเรา

ทุกคนจำกันได้หรือไม่ครับ

ว่าตอนที่เราติดเชื้อและได้รู้ผลเรารู้สึกอย่างไร

เกือบทุกคน มืดไปหมด

ใครที่ใช้คอมเป็นก็ เข้าค้นหาเกี่ยวกับเจ้าตัวน้อย

ที่อาศัยอยู่ในร่างกายเราทั้งสิ้น

เจ้าตัวน้อยจะทำให้เราตายเมื่อไหร่

ยาต้าน คืออะไร  ภูมิคุ้มกันคืออะไร CD4 คืออะไร

เราจะตายเมือไหร่

ก่อนตายจะมีตุ่มเต็มตัวหรือไม่ ผอมเหลือแต่กระดูหรือเปล่า

มีปัญหามากมายเกิดขึ้นในสมองน้อยๆ นี้

เยอะแยะ จนไม่รู้ว่าจะตั้งต้นตรงไหน

บ้านหลังนี้เคยช่วยชีวิตเพื่อนๆ มามากมาย

ช่วยทางด้านจิตใจให้เข้มแข็ง

เราทุกคนทำด้วยความจริงใจ และใส่ใจที่จะทำ

ตอนนี้บ้านของเราเปลี่ยนไป  มีการหาคู่กัน เป็นว่าเล่น

ผมเข้าใจความรู้สึก แต่อ้อมๆกันหน่อยก็ดีนะครับ

กระทู้ที่สมาชิคใหม่เข้ามาถามหาความรู้ ถามหากำลังใจ

ก็มีคนเข้าไปตอบน้อยลง

แต่กระทู้กับ HOT เมือเพื่อนเข้าไปตอบ

คุณเองไม่ได้คิดอะไรก็เข้าแซวเล่นกันสนุกสนาน

เพราะความเคยชิน

ว่านี่คือบ้านเรา ความคิดเห็นต่อไป

เริ่มคุยเล่ยสนุกสนานกับรีด้านบนอย่างไร

รีล่างต่อมายิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น

ไม่ได้คิดถึงเจ้าของกระทู้

ที่กำลังลอยคออยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่

หาฝั่งก็ยังไม่เจอ

เราแค่โยนเศษไม้ลงไป

เพื่อให้เค้าเกาะ  และคิดว่านี่ไง

เอาให้ไปแล้ว ที่เหลือก็ไปหาเองบ้าง

คนกำลังจะจมน้ำตาย จะมีแรงที่ไหนว่ายไปหาฝั่งได้

เราลืมตรงนี้กันไปหรือเปล่า

เหมือนหลายๆคน

ที่เคยบอกกับผมว่าจะผมจะไม่มีเพศสัมพันธุ์อีก

ผมจะพูด สวนไปทันที่ว่า

อย่าเลยครับ

อย่าพูดคำนั้น เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

เมื่อคุณเข้าใจและเข้มแข็ง คุณเริ่มเข้าใจ

ว่าจะอยู่กับเจ้าตัวน้อยได้อย่างไร

คุณจะลืมสิ่งที่คุณพูด

ได้ทีขอเข้าเรื่องนี้

เรื่องเพศสัมพันธุ์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด

แต่ก็ไม่ควรเอามาพูดกันในที่สาธารณะ

บ้านหลังนี้ก็คือที่สาธารณะเช่นกัน

ทุกคนจะคิดอย่างไร ผมไม่รู้

แต่สำหรับผมที่ได้อ่านผ่านตา  เรื่องการไปเดินตามห้าง

การไปโรงหนัง

การไปสวนต่างๆ เพื่อไปมีเพศสัมพันธุ์

เล่ากันจนเห็นภาพ

ก็มิควรเอามาคุยเล่นสนุกในบ้านหลังนี้

เพราะอะไรหรือครับ

เพราะคนที่เข้ามาอ่าน

มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจผู้ติดเชื้อ

บ้านหลังนี้เคยเป็นผมขอใช้คำว่าเคยเป็น ที่ยอมรับจากบุคลกร

บ้านหลังนี้ เคยมีเจ้าหน้าที่

ให้คำปรึกษาจำนวนมากจากหลายแห่ง

ที่ทุกคนจะต้องรู้จักแค่พูดชื่อขึ้นมา

ได้เข้ามาศึกษาในบ้านหลังนี้อย่างดีแล้ว

และมีความไว้ใจ

อย่าเต็มที่

เพือจะทำการส่งต่อเพื่อนผู้ติดเชื้อรายใหม่

เข้ามาศึกษาต่อในบ้านหลังนี้

บ้านหลังที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

มีร้อยล้านกำลังใจให้แก่กัน

แต่ตอนนี้มันลดลง

น้อยลง

เพราะเราลืมไป…………..

เราชินกับเจ้าตัวน้อยที่อยู่กับเราซะแล้ว

คนเราไม่ต้องมองอื่นไกลครับ

เอาแค่เรื่องความพอดีก็พอ

ใครบอกได้ว่าตรงไหนคือความพอดี ตรงไหนคือความไม่พอดี

ผมเองเมื่อก่อน

คิดว่าผมบอกได้แต่ เดี๋ยวนี้ ยิ่งตอบไม่ได้เลย

คนเรา กินข้าว

บางคน ครึ่งจานก็พอดี

บางคน 1 จานถึงจะพอดีอิ่ม บางคน 2 จานถึงจะพอดีอิ่ม

คือความว่าอิ่มเป็นตัวสรุป

เหมือนกันครับ

เราเอง อาจจะมองว่าเราให้ความรู้

แค่นี้ก็พอดีแล้ว

แต่เราเคยถามเค้าหรือไม่ว่าเค้าพอดีหรือยัง

ในบางคนกับบ่น

ทำไมไม่รู้จักหาความรู้ที่อยู่ในบ้านหลังนี้จากกระทู้เก่าๆ

ที่ผ่านมา ทำไม เราต้องมาพิมซ้ำๆ กันทุกวัน

ในคำถามเดิมๆทุกวัน

สำหรับผม ผมเข้าใจ เพื่อน ว่ายน้ำมาจนเหนื่อย

เห็นคนในบ้านหลังนี้เค้าพิมคุยกัน

ก็คิดแต่ จะรีบสมัคร และรีบเข้ามา

ขอความรู้ และ กำลังใจ จากเพื่อนๆในบ้าน

ผมขอยกตัวอย่างนะครับ

เมื่อตื่นขึ้นตอนเช้า

สิ่งแรกที่นึกคืออะไร วันนี้จะต้องไปไหนบ้าง

จะต้องทำอะไร

โห ชีวิตเราทำไมมันยุ่งจัง ลองแค่หัดเปลี่ยนความคิด

ของเราสักนิด

ว่า ตื่นขึ้นมา วันนี้เราจะให้กำลังใจใคร

จะช่วยเหลือใคร

ให้เค้าสบายใจได้บ้าง

เพื่อนๆ จะมีคำตอบทันที บ้านฟ้าของพวกเราไง

มีเพื่อน อีกมากมาย

ที่รอกำลังใจและความช่วยเหลือในด้านความรู้

และการดำรงค์ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

และยังมีอีกมากมาย

อย่าคิดถึงแต่

เพื่อนใหม่ที่เข้ามาตั้งกระทู้เท่านั้นนะครับ

เพื่อนๆอีกมากมาย

ที่เข้ามาอ่านแต่ไม่กล้าสมัคร เยอะแยะครับ

แล้วคุณจะยิ้ม

เมื่อคุณได้เห็นเค้าเข้มแข็งขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น

มีความรู้เกี่ยวกันเจ้าเชื้อตัวน้อยมากขึ้น

และสามารถดำรงค์ชีวิตอยู่ร่วมกันได้สบายเหมือนที่เราเป็น

ขอย้อนกับไปหน่อย

บางคนอาจเห็นเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่บางคน

เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ในที่สาธารณะ

ส่วนผม เวลาเข้ามาอ่าน

ผมจะรู้สึกแย่ทันที่

ติดเชื้อกันแล้วยังไปทำกันได้แบบนี้

พวกติดเชื้อเอดส์นี่ สมน้ำหน้ามัน

ฉนั้นผมไม่แปลกใจเลย ทำไม ทางการแพทย์

เขาถึงมีคำแปลให้โรคนี้อย่างสวยงาม

มันคือโรคแสวงหา

มันไปแสวงหากันมาเอง

ประกาศกันโครมๆ ว่าให้ใช้ถุงยาง ก็ไม่ใช้

นี้เรายังไม่แย่พออีกหรือ

กับคำว่าอีพวกแสวงหาโรคมาใส่ตัว

ขอบอกก่อนนะครับว่า

ที่กล่าวมา

ผมไม่ได้รวมถึงท่านที่ติดเชื้อมาจากสามีนะครับ

อยากให้ สังคมยอมรักเรา

เราเองก็ต้องทำตัวให้สังคมยอมรับได้

กระทู้ไหน อยากคุยเล่น เม้าส์กัน

ตั้งเลย ครับ คุยกันให้สนุก

ไม่มีใครว่าเรา

มันคือกระทู้ที่คุณต้องการตั้งและเป็นคนตั้ง

อย่าเอาความสนุกของคุณ

ไปทิ้งไว้ในกระทู้ที่เค้ากำลังต้องการความรู้

ต้องการกำลังใจ

และ ความเข้าใจในตัวเค้า

วันนี้หนึ่งได้เข้ามาพูดในสิ่งที่หนึ่งเก็บไว้มานาน

และหวังว่าคงจะมีใครเข้าใจบ้าง

อย่างน้อย

ก็ค่อยๆทำครับ ทำให้บ้านหลังนี้มีความรัก

ความรู้ และที่ขาดไม่ได้

กำลังใจครับ

เรามีให้กันเสมอไป

ปล.ถ้าพี่ๆ เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา แพทย์ พยาบาล

ที่ได้เข้ามาอ่าน ผมกราบขอโทษไว้ตรงนี้

ผมเองมีส่วนผิดครับ

และยอมรับผิด ที่ไม่ได้เข้าบ้านมานาน

จนบางคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ ยังไม่ทราบเช่นกัน

ผมจะพยามเข้ามาให้บ่อยขึ้น

กระทู้นี้ ถ้า เพื่อนๆ

ท่านใดอ่านแล้วไม่พอใจ ผมทราบดีว่าต้องมีแน่นอน

เพราะความพอดีของเราไม่เท่ากัน

………………………………………………………….

ตอนนี้ สุขภาพ หนึ่งไม่ดีก็ว่าได้ โฮโมนไทรอย์ ขึ้นสูงมาก

ค่าปกติ 4.2 แต่ของหนึ่ง 52.4 มันขึ้นมามาก

กว่าจะรู้ถึงเจ้าตัวปัญหา

ที่ทำให้เราไม่มีแรง น้ำหนักลด กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

แถม ยังมาเอาไขมันของเราไปใช้อีก

อย่างไม่มีวันเพียงพอก็คือเจ้าตัวนี้นี่เอง

จากคนที่หมดแรง เดินแทบจะไม่ไหวภายใน 3 เดือน

จากน้ำหนัก 64 เหลือ 45 กิโล

ทั้งผมและหมอ มองหน้ากัน

อย่างไม่เข้าใจแต่ในที่สุด

คุณหมอก็หาสาเหตุจนเจอ ตอนนี้หนึ่ง น้ำหนัก 47 เอง

กำลังพยายามเอาน้ำหนักขึ้น

แต่ไม่เหนือยเหมือนตอนนั้นแล้ว เริ่มเดินได้เป็นปกติ

น้ำหนักเริ่มขึ้น

ส่วน CD4 คั้งนี้เมื่อเดือนที่แล้ว

เลขที่ออก 1270 / 35 เปอร์เซนต์ครับ

ยังคงสูงเช่นเดิม

เห็นหรือไม่ครับ เรายังสามารถป่วยได้ เหมือนคนปกติ

อย่าคิดว่านี่คือโรคแทรก

เพราะมันไม่ใช่

เพื่อนๆ ที่เคยโทรมาขอคำปรึกษา

ก็โทรมาได้เช่นเดิม

เพราะ ผมไม่ได้บอกกับทุกคน บอกเพียงบางคนเท่านั้น

ไม่ต้องเกรงใจ

เพราะ เมื่อคุณวางสายไป ผมจะยิ้มและมีความสุข

ที่ทำให้คุณได้สบายใจ

และมีความรู้มากขึ้น

เข้าใจเกี่ยวกับเจ้าเชือตัวน้อยมากขึ้น

โทรมาได้ตลอดนะครับ

วันนี้คงพอแค่นี้เพราะมันยาวมากแล้ว

รักและคิดถึงเพือนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนครับ

( ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพราะอดีต

เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อย่ากังวน

ไปถึงอนาคตมากมายนัก

เพราะมันคือความทุกข์ที่คุณก่อขึ้นมาเอง

มันยังมาไม่ถึง

คุณเป็นคน

นึก คิด ปรุงแต่ง ไปในทางลบ คิดเองทั้งสิ้น

ด้วยความไม่รู้

จำไว้เถอะครับ ถ้าเราทำวันนี้ดีแล้ว วันพรุ่งนี้จะไำม่มีคำว่า

รู้แบบนี้ทำไปตั้งแต่เมื่อวาน

จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าหลงอยู่ในอดีต

ซึ่งแก้ไ้ขไม่ได้

อย่าวาดภาพอันหน้ากลัวไว้ในอนาคต

แล้วคุณจะมีความสุข )

ขอบคุณกับ 25 ปีที่ติดเชื้อ ที่สอนให้ผมรู้จักชีวิต

*****************************************

ติดต่อหนึ่งได้ ที่หมายเลข 082-6526598

โทรมาได้ทุกเวลาครับ

เพราะผมไม่ได้ขับมอไซค์รับจ้าง

ไม่มีแรงจะพยุงตัว

ขอให้กลับมาแข็งแรงก่อน

จะกลับไปขับเช่นเดิมครับ



เชื้อราในช่องปาก

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 07-02-2011

เราเป็นเชื้อราในช่องปาก หรือไม่ วิธีการดูง่ายๆ คือ

1. ใช้กระจกตรวจดูในช่องปากว่า มีฝ้าลักษณะเป็นปื้นๆ สีขาว

ที่เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้มหรือไม่

2. เวลากินของรสจัด เช่น เผ็ดรู้สึกแสบหรือไม่

3. การรับรสเปลี่ยนไปหรือไม่

ถ้ามีอาการทั้งหมดนี้ ควรคิดถึงเชื้อราในปาก

….สิ่งที่ต้องทำ ….

1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือจางๆ หรือน้ำสะอาดหลังกินอาหารทุกครั้ง

2.อมยา โคลไตรมาโซล ( Clotrimazole10 มก.)

วันละ 3-5 ครั้ง นาน 7-14 วัน

บางครั้ง โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย

อาจไม่มี โคลไตรมาโซล ชนิดอม มีแต่ชนิดเหน็บช่องคลอด

ในกรณีนี้ สามารถใช้แทนกันได้ โดยหักยาชนิดเหน็บออกเป็น 3 ส่วน

อมครั้งละส่วน 3- 5 ครั้ง นาน 7-14 วัน เช่นกัน

หรือ กินยาคีโตโคนาโซล ( Ketoconazole 200 มก.) ครั้งละ 1 เม็ด

วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น นาน 7-14 วัน

(ยานี้มีในโรงพยาบาลทุกแห่ง หาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไป)

* ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการกินยา

คีโตโคนาโซลในผู้ป่วยที่กินยารักษาวัณโรคอยู่

เพราะยาจะล้างฤทธิ์กันเอง

อีกทั้งยาคีโตโคนาโซลยังมีผลต่อตับหากกินในระยะเวลายาวนาน

ถ้าเราพบเชื้อราในปาก ร่วมกับมีอาการกลืนติด

หรือกลืนลำบาก ให้สงสัยว่า  เชื้อราได้ลงในหลอดอาหาร

ควรพบแพทย์เพื่อได้รับ ยาคีโตโคนาโซล ( Ketoconazole 200 มก.)

วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น นาน 14 – 21 วัน

หรือ ยาฟลูโคนาโซล ( Fluconazole 200 มก.) วันละ 1 ครั้ง

นาน 14-21 วัน

การป้องกันเชื้อราในหลอดอาหาร

ำได้โดยการรักษาเชื้อราในปากไม่ให้ลุกลาม

ถ้าเราเคยเป็นเชื้อราในปากแล้ว มีโอกาสที่เราจะเป็นซ้ำอีกเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูเป็น และจัดการได้ดี

อาจจะช่วยลดการลุกลามหรือการกลับเป็นซ้ำได้

เราเป็นแผลร้อนในหรือไม่

ตรวจดูในช่องปาก เป็นแผลแดงขอบตื้นไม่ขรุขระ

มักเจ็บแผลมากเวลาตื่นนอน

สิ่งที่ทำได้ คือ ถ้าเป็นไม่มากหายเองได้

ควรดื่มน้ำให้มากและพักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าต้องการรักษาใช้ยาไตรแอมซิโนโลน

ทาป้ายแผลวันละ 2-3 ครั้ง

ควรทาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เห็นแผลในปาก จนกว่าแผลหาย

ยาชนิดนี้มีในสถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน

และขายตามร้านขายยาทั่วไป

ถ้าเป็นมากจนกินไม่ได้ควรพบแพทย์

ลิงค์ด้านล่างจะมีรูปภาพให้ดูนะครับ

http://www.childrenhospital.go.th/main/dent/content36.html

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 ครับ

เวลา 7.00 ถึง 22.00 น. ครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 08-11-2010

หลังจากที่หายไปนาน ไม่ได้เข้ามาเขียนบันทึก

ที่จริงแล้วไม่ได้หายไปไหน ยังคงต้องต่อสู้ชีวิตเช่นเดียวกับคนทั่วไป

ทุกวันนี้ขับมอไซค์รับจ้าง ในช่วง 17.00 ถึง 24.00 น.

จึงทำให้ ไม่สามารถรับโทรศัพท์ให้คำปรึกษาได้เต็มที่เหมือนเช่นเคย

ผมจึงได้ปิดมือถือไประยะหนึ่ง

ช่วงนี้ผมเปิดโทรศัพท์ให้คำปรึกษา ในเวลา 12.00 ถึง 16.00 น. เท่านั้นเอง

ก็ยังคงมีเพื่อนๆ โทรเข้ามาขอคำปรึกษาเช่นเดิม

ปัญหา ส่วนมากที่ได้พบ ก็หนีไม่พ้นคือ

เพื่อนๆ ที่ไปเสี่ยงมา แล้วไม่แน่ใจว่าติดเชื้อหรือไม่

อีกส่วนหนึ่งก็คือ เพื่อนๆ ที่ได้รับเชื้อรายใหม่ และโทรเข้ามาขอคำปรึกษา

ว่าจะต้องดูแลร่างกายอย่างไร ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร

ผมเองก็ให้คำปรึกษา ไปเหมือนเดิม

การดูแลตัวเองหลังจากที่ได้รับเชื้อ ไม่มีอะไรมาก

ก็แค่ ไม่รับเชื้อเพิ่ม

หมายความว่า ไม่รับทุกเชื้อ อีกนัยหนึ่งก็คือ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเท่านั้นเอง

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ทานอาหารที่มีประโยชน์ สำหรับเพื่อนๆ เองก็คงรู้ว่า อาหารอะไรที่มีประโยชน์

และไม่มีประโยชน์ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ของดิบๆ สุกๆ ไม่ดีแน่นอน

เพราะจะมีเชื้อโรคต่างๆ ที่สามารถ ทำให้ร่างกายนั้นป่วย หรือท้องเสียได้

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ในความหมายของผมก็ คือ การออกกำลังกายที่ทำให้ หัวใจนั้นได้เต้นเร็ว

และสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจและร่างกาย ใช้เวลาไม่ต้องมากครับ

แค่ วันละ 10 ถึง 15 นาทีก็พอครับ

ทำจิตใจให้สบาย อันนี้ผมรู้ดีว่าเพื่อนๆ ที่ติดเชื้อมาใหม่ๆ เป็นเรื่องอยากที่จะ

ทำจิตใจให้สบาย เพราะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเฮชไอวีเท่าไหร่หนัก

ไปหาคุณหมอตามนัด ตรวจจำนวนไวรัสในเลือดหรือที่เรียกว่า ซีดีโฟ อย่างสม่าเสมอ

ถ้าได้เริ่มรับยาต้านไวรัส อย่าลืมกินยาให้ตรงเวลา ก็เท่านั้นเองครับ

ช่วงที่ผ่านมา ฝนตก แทบทุกวัน ขับรถยากมากครับ

ฝนตกก็ต้องเข้าบ้าน เพราะกลัวไม่สบาย คุณแม่ก็โทร.มาตามตลอด

ช่วงนี้หน้าฝน ผ่านไปแล้ว ลมหนาวเข้ามาแทนที่

ขับรถฝ่าลมหนาวยังดีกว่าขัยรถตากฝน

ชีวิตยังต้องสู้ต่อไป ผมเองก็จะสู้ ไม่ยอมแพ้ เพราะผมสู้มาตลอดชีวิต

และจะสู้ต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังท้อ

คนเราท้อได้นะครับ แค่อย่าถอย หยุดคิดในมุมบวกสักนิดและก้าวต่อไป

ผมเองยังคงให้คำปรึกษาเช่นเดิม เวลาอาจจะน้อยลงไป

คงไม่ว่ากันนะครับ

*********************************************

ปรึกษา หนึ่งได้ที่ 082-6526598 ครับ

เวลา 12.00 ถึง 16.00 น. นะครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 23-05-2010

อดีต คือ บทเรียนที่ผ่านมา

 

ไม่ได้มีไว้ให้หวนกลับไปคืดเพราะแก้ไขไม่ได้

 

แต่ อดีต เคยทำให้เราภาคภูมิใจ

 

ว่าเราเคย ทำอะไรไว้บ้าง

 

หมายถึง ทำเพื่อ เพื่อนๆที่อยู่รอบตัวเราและสังคม

 

อดีต เคยทำงานด้านเอดส์มา 24 ปี

 

อดีต เคยเป็นผู้ติดเชื้อคนแรกที่เปิดตัวออกทีวี และสื่อต่างๆ

 

โดยไม่มีอะไรปิดบังหน้าตา

 

อดีต เคยร่วมก่อตั้งชมรมผู้ติดเชื้อเอชไอวีชมรมแรกของประเทศไทย

 

อดีต เคย เริ่มก่อตั้ง เครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลาง

 

อดีต เคยเป็นประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

แต่มันก็เป็นอดีตไปแล้ว

 

อดีตที่แสนจะ ต้องฟันฝ่า กว่าจะมาถึงทุกวันนี้

 

ทำให้เพื่อนๆ ได้เข้าถึงยาต้านไวรัส

 

ไม่ว่าจะในประกันสังคม หรือ บัตรทอง

 

แต่ปัจจุบันก็ คือปัจจุบัน

 

ตอนนี้ เราไม่สามารถกลับไปทำงาน เช่น คนทั่วไปได้

 

เพราะ เราเคยเปิดตัวออกทีวี และสื่อต่างๆ

 

และตอนนี้งบประมาณก็หมด

 

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ก้าว ต่อไป

 

และแล้ว ผมก็หางานได้ กลางวัน ผมได้ ขายหมึกปริ้นเตอร์

 

หลัง 5 โมงเย็น ผมได้ ออกไปขับมอไซค์รับจ้าง เลิกเที่ยงคืน

 

ชีวิต คนเราต้องสู้

 

ถึงมันจะยากลำบาก ขนาดไหนก็ตาม

 

เวลาเราท้อ มองคนที่เรา ด้อยกว่าเรา

 

คนที่ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน พรุ่งนี้จะ มีอะไรกิน

 

เขาเหล่านั้น ยังมีอีกมากมาย

 

เขาเหล่านั้นยังสู้ชีวิต

 

แล้ว ทำไม ผมเองจะไม่สู้ จะยอมแพ้ ได้อย่างไร

 

ขอบคุณ คุณแม่ที่ผมรักที่สุดในโลก

 

และ พี่ก้อย พี่โต พี่พีช คุณหนึ่ง

 

ที่ช่วยเหลือผม ทำให้ผมได้ขับมอไซค์รับจ้าง

 

ขอบคุณน้องโอและน้องแพร ที่ช่วยทำให้ผมได้ทำงาน

 

ขายหมึกปริ้นเตอร์ ถึงจะต้องหาลูกค้าเองก็ตาม

 

ขอบคุณทุกกำลังใจให้บ้านหลังนี้

 

ขอบคุณลูซี่เพื่อนรัก ที่จะให้เราเข้ามาตั้งกระทู้ขอความช่วยเหลือ

 

แต่เราคิดว่าเรายัง พอที่ผ่าน มันไปได้ เราจึงไม่ทำ

 

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้

 

ผมแค่อยากบอกว่า ทุกคนต้องสู้นะครับ

 

อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

 

และขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนนะครับ

 

ส่วนเรื่อง โทรศัพท์ให้คำปรึกษา ผมยังคงทำอยู่นะครับ

 

เพื่อน สามารถ โทรมาได้ เช่น เคย

 

แต่ ขอเปลี่ยนเวลาเป็น 10.00 ถึง 17.00 น. นะครับ

 

เพราะหลังจากนั้น

 

ผมต้องออกไปขับมอไซค์รับจ้าง ไม่สะดวกที่จะ รับสายครับ

 

แต่ถ้า ผมกลับมา

 

แล้วมีข้อความ พรุ่งนี้ผมจะโทรกลับไปนะครับ

 

ขอบคุณ บ้านหลังนี้ ที่ มีแต่ความรัก

 

รักและเป็นห่วงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนนะครับ

 

ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

 

*************************************

 

มีอะไรโทรปรึกษา หนึ่ง ได้ครับ

 

082-6526598

 

เวลา 10.00 – 17.00 น. ครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 13-05-2010

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่เปิดตัวออกทีวี และสื่อต่างๆ

 

ว่าตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อ ซึ่ง ในตอนนั้น

 

ผม ไม่ได้คิดถึงผลระยะยาวเลย แม้นแต่น้อย

 

จนมาถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมต้อง พบเจอ  คือ

 

เมื่อผม ไม่ได้งบประมาณจากหน่วยงานใด

 

มาสนับสนุกช่วยเหลือ

 

ทางชมรมชีวิตและความหวัง

 

ทำให้เพื่อนๆ ที่ เคย ทำงานอยู่ด้วยกัน

 

ต้อง ออกไปหางานทำกันเอง

 

ส่วนตัวผมเองก็ พยามสมัครงาน ไปหลายที่

 

ผมได้ เข้าทำงาน อยู่ 3 – 4 ครั้ง

 

แต่ พอ ทำไปได้สักระยะ สิ่งที่ผม พบเจอก็คือ

 

คนเริ่มจำผมได้ว่าผม ติดเชื้อ และเริ่มแสดง ความรังเกียจ

 

ออกมาอย่าง เห็นได้ชัดเจน

 

จนผมต้องลาออกจาก ที่ทำงานเอง เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยไป

 

จนในที่สุด ผมถึงรู้ว่า สิ่งที่ เราได้ให้ความรู้ไป

 

มันได้ผลบ้าง แต่ไม่เต็มที่

 

ยังไง เราก็ยังเปลี่ยน ความรู้สึกของคนบางกลุ่มไม่ได้

 

จนผม ต้อง เอาเงินเก็บ ก้อนสุดท้าย

 

ออกมาเปิดร้านขายของเอง ในช่วงแรกก็ดี

 

แต่ หลังๆ เริ่มขายไม่ดี และ ทำให้ผม ต้องหยุด ร้าน นั้นไป

 

จากนั้นผมก็ยังคงสู้

 

จนมี ผู้ที่มีพระคุณ คนหนึ่งได้มองเห็นถึง

 

การทำงานของผม

 

ว่าเป็นประโยชน์ ต่อสังคม จึง เข้ามาช่วยเหลือ

 

ทำให้ผม  อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้  

 

และ ทำงานให้คำปรึกษา ต่อไป ทำด้วยใจรัก

 

และต้องการช่วยเหลือเพื่อนๆ

 

ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน หรือ

 

เพื่อนๆ ที่ไปเสี่ยงมา

 

และยังวิตกกังวนว่าจะติดเชื้อหรือไม่

 

ผมทำด้วยความเต็มใจ และมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำ

 

ตอนนี้ ท่านผู้ มีพระคุณท่านนั้น

 

ได้ เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ จึงโทรเข้ามาหาผมวันนี้ว่า

 

ท่านคงช่วยเหลือต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

ผมเจ้าใจท่าน และยังรักเคารพ ท่านไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

ผมจะสู้ต่อไป จะหาทาง ทำงาน

 

และช่วยเหลือเพื่อนๆ ต่อไป

 

เพื่อนๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

 

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมจะ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

มีอะไรที่จะปรึกษา โทร.หา หนึ่ง.ได้เช่นเคยนะครับ

 

หมายเลข 082-6526598 ครับ

 

เวลา 10.00. ถึง 17.00 น. ครับ

วิตามิน บี รวม คืออะไร?

0

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 18-03-2010

วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท

 

 และความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ

 

 ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2,

 

ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12,

 

โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน

 

วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับ

 

การบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ

 

และยังมี ประโยชน์อย่างมาก

 

ในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท

 

ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน

 

ทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

  

วิตามิน บี 1ไธอะมีน

 

มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท

  

และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท

 

อาการรู้สึกสับสน

  

เป็นอาการของ การขาดวิตามิน บี1

  

วิตามิน บี 2 ไรไบฟลาวิน

 

ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัย สำคัญ

 

ของการหายใจระดับเซลล์

 

ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ

 

มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ

  

วิตามิน บี 3 ไนอะซิน

 

เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมี

 

มากกว่า 50 ปฏิกิริยา

 

ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า

  

ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด

 

บรรเทาอาการปวดไมเกรน

 

ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ

  

จำเป็นต้องได้ รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ

  

วิตามิน บี 5 แพนโทธีนิก แอซิด

 

เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็น

  

ต่อปฏิกิริยาชีวเคมี

 

ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมน

 

ของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด

  

วิตามิน บี 6 ไพริดอกซิน

 

มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง

  

ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง

 

ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย

 

การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน

 

การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

 

วิตามิน บี 12 ไซอะโนโคบาลามิน

 

มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ

 

ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท

 

ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท โฟลิก แอซิด

 

ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12

 

ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง

 

หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ

 

อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท

 

โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน

 

ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาท

 

ที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ

 

ไอโนซิทอล ช่วยใน

 

ปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  

ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด

 

ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง

  

ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต

 

และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย

 

รับประทานอาหารอะไรจึงจะได้วิตามินบีข้าวซ้อมมือ

 

หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว

  

และยีสต์ เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)

  

หัวใจวัว, ไตวัว น้ำนม นมเปรี้ยว

 

(โยเกิร์ต) ผักใบเขียว และ ปลา, เนื้อกระต่าย, ไก่งวง,

 

ไก่เนื้อ ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด

 

เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์วิตามิน บี

 

แม้จะพบมากในข้าว

 

แต่ปัจจุบันข้าวที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ

 

มักเป็นข้าวที่ถูกขัด จนขาวไม่มี วิตามิน บี เหลืออยู่

 

ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำ

 

จึงทำให้วิตามินบี

 

ที่มีอยู่ในร่างกายถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว

 

ดังนั้นในวัยที่ต้องใช้สมอง

 

มากเป็นพิเศษจึงควรเอาใจใส่

 

ในเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา

 

การรับประทานข้าวกล้อง

 

และน้ำตาลทรายที่ไม่ขัดสี

 

จะช่วยเพิ่มวิตามินบี ให้แก่ชีวิตประจำวันได้

 

ข้อมูลจาก : เอกสารทางการแพทย์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์

 

หวังว่าคงมีประโบชน์ กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ

*********************************

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

 

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 11-03-2010

กระทรวงสาธารณสุขไทย

พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยา

เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร

เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่

หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม

เพราะได้ผลดีมาก

ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97

จากกรณีองค์การอนามัยโลก

ได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ

ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส สตาวูดีน Stavudine : d4T

ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้

รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท

โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ

ซิโดวูดีน Zidovudine : AZT หรือทินอฟโฟเวียร์ Tenofovir

ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์

เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น

ตั้งแต่ค่าซีดีโฟร์ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี

ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

แทนคำแนะนำเดิม

ที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี

ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว

การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

อายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์

แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์

และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี

โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย

ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง

และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข

กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก

ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัส

ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสม

ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน

และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย

เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคม

และสวัสดิการข้าราชการ

คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน

โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน

โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้

ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า

ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐาน

ให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ จีพีโอเวียร์

GPO-VIR ประกอบด้วย สตาวูดีน+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และสูตรที่ 2 คือจีพีโอเวียร์ ซี GPO-VIR Z

ประกอบด้วย ซิโดวูดีนหรือเอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้

ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา

จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือซีดีโฟร์

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย

จากการประเมินพบว่าได้ผลดี

การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับ

เริ่มการให้ยาจากเดิม

ที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซี

เป็น 350 เซลล์ต่อซีซี

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย

กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้

เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด

เนื่องจากต้องรอความเห็น

จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน

ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

กรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัส

แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7

ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน

โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

ตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น

ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ เอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ เอแซดที+เนวิราพีน

ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51

โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม

เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก

สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97

มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9

หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540

อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33

นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า

การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม

คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด

โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กัน

ตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็ก

เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน

ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท

ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่ง

ใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ

ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข

ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัว

คือ เอแซดที+ลามิวูดีน+โลพินาเวียร์

เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น

นายแพทย์สมยศกล่าวว่า

การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว

จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้ยา

ที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม

ตับอักเสบ และอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ

จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ

ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์

และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม

โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด

เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ

นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

ที่มา:กระทรวงสาธารณสุข

 

**********************************

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 06-03-2010

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

เมื่อเราได้เราเชื้อไวรัส HIV มีเพื่อนๆ หลายคนคิดว่า

เราต้องเริ่มยาต้านไวรัสเลย ต้องคุยกันตรงนี้ว่า

การที่เราจะเริ่มใช้ยาต้านไวรัสนั้น เราจะเริ่มใช้ยาต้านเมื่อ

ระดับของจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200

ในเมื่องไทย เรากำหนดไว้เช่นนั้น

(ตอนนี้บางโรงพยาบาล เริ่ม จ่าย ยาต้าน เมื่อ จำนวน ซีดีโฟ 350

เพราะเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้ได้รับยาเร็วขึ้น

เพื่อหลีกเลี่ยงจากการมีโรคแทรกซ้อน)

แต่มีบางราย ที่ อาจจะต้องเริ่มยาต้านไวรัสก่อน

ที่จำนวน CD 4 จะต่ำกว่า 200

เช่น ผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ตุ่มคัน พีพีอี

หรือ อาหารทางผิวหนัง โรคปอดอักเสบจาก

พีซีพี หรือจำนวนของ CD4 เปอร์เซนต์น้อย

พร้อมมีการสัมพันธ์ กับโรคแทรกซ้อนต่างๆ

หรือมีเปอร์เซนต์ CD4ต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์

ส่วน ผู้ติดเชื้อที่มีการตรวจ ดู ระดับ CD4

ที่มีจำนวน CD4 มากว่า 250

การแพทย์ในทางเมื่อไทยจะถือว่ายังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส

ในกลุ่มนี้ สามารถดูแลตัวเอง ให้ดีๆ ต่อไป

ถ้าจำนวน CD4 ยังคงเพิ่มขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ

ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัส บางคนถามว่า

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ำนวน CD4 ถึงจะต่ำลง จนถึงเวลา รับยาต้านไวรัส

อันนี้คงบอกได้ลำบาก พอสมควร

เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน

การดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละคนก็ต่างกัน

เมือได้รับยาต้านไวรัส ให้กินยา ทุก 12 ชั่วโมง

กินให้ตรงเวลา ดีที่สุด เช่น 9 โมง เช้า กับ 3 ทุ่ม เป็นต้น

การกินยาต้านไวรัสนั้น คงต้องรู้กันอีกว่า

ยาต้านไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้จำนวน ระดับของ CD4 เพิ่มขึ้น

ยาต้านจะเข้าไปจัดการกับเจ้าไวรัส

มีจำนวนลดน้อยลง ในกระแสเลือด

เมื่อจำนวน ไวรัสลดลง

ร่างกายเราเอง จะมีโอกาศ สร้าง จำนวน CD4 เพิ่มมากขึ้น

จากนั้นจำนวน CD4 จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

ในเพื่อนบางคน

อาจขึ้นๆ ได้เร็วจนหน้าตกใจ

ในบางคน อาจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ละน้อย

ก็อย่าไปตกใจเลยครับ

ให้รู้ว่าเราได้ทำการรักษาที่ถูกต้องแล้ว

ส่วนเรื่องผลข้างเคียง ของยาต้านไวรัส อย่าพึงไปคิดถึงครับ

เอาชีวิตเราเองไว้ก่อน เพราะว่า ยาต้านแต่ละตัวนั้น

ผลข้างเคียงต่างกัน

หรือบางคนอาจไม่ได้เจอกับผลข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ

ไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตก ไปก่อนครับ

ทานไปก่อน จะนั้นถ้าร่างกายเรา

โดนผลกระทบกับยาต้านไวรัสค่อยมาแก้ไขกันได้

เอาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก่อนแล้วกันนะครับ

หนึ่งเองก็ผ่านจากผลข้างเคียงของยาต้าน

มา มากนัก แต่ทำไงได้ครับ

ไม่กินก็เกิดโรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ในที่สุด

เอาชีวิตไว้ก่อน

อย่างอื่นค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าลืมนะครับว่า

กินยาให้ตรงเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย

เพราะยาต้าน 1 สูตร

เราอาจใช้ได้ 5 ถึง 7 ปี เก็บยาต้านไว้ให้นานที่สุดครับ

เพราะ ร่างกายของเรา อาจจะไม่

สามารถรับยาต้านได้ทุกตัวนะครับ

รักและคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบ้านหลังนี้เสมอครับ

เอสด์เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ครับ

****************************************

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

โทร.082-6526598

เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ