ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 11-03-2010

กระทรวงสาธารณสุขไทย

พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยา

เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร

เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่

หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม

เพราะได้ผลดีมาก

ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97

จากกรณีองค์การอนามัยโลก

ได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ

ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส สตาวูดีน Stavudine : d4T

ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้

รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท

โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ

ซิโดวูดีน Zidovudine : AZT หรือทินอฟโฟเวียร์ Tenofovir

ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์

เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น

ตั้งแต่ค่าซีดีโฟร์ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี

ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

แทนคำแนะนำเดิม

ที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี

ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว

การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

อายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์

แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์

และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี

โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย

ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง

และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข

กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก

ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัส

ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสม

ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน

และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย

เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคม

และสวัสดิการข้าราชการ

คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน

โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน

โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้

ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า

ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐาน

ให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ จีพีโอเวียร์

GPO-VIR ประกอบด้วย สตาวูดีน+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และสูตรที่ 2 คือจีพีโอเวียร์ ซี GPO-VIR Z

ประกอบด้วย ซิโดวูดีนหรือเอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้

ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา

จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือซีดีโฟร์

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย

จากการประเมินพบว่าได้ผลดี

การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับ

เริ่มการให้ยาจากเดิม

ที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซี

เป็น 350 เซลล์ต่อซีซี

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย

กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้

เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด

เนื่องจากต้องรอความเห็น

จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน

ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

กรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัส

แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7

ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน

โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

ตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น

ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ เอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ เอแซดที+เนวิราพีน

ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51

โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม

เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก

สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97

มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9

หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540

อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33

นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า

การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม

คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด

โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กัน

ตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็ก

เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน

ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท

ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่ง

ใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ

ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข

ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัว

คือ เอแซดที+ลามิวูดีน+โลพินาเวียร์

เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น

นายแพทย์สมยศกล่าวว่า

การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว

จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้ยา

ที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม

ตับอักเสบ และอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ

จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ

ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์

และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม

โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด

เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ

นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

ที่มา:กระทรวงสาธารณสุข

 

**********************************

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

085-5138799 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น. ครับ

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 06-03-2010

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

 

เมื่อเราได้เราเชื้อไวรัส HIV มีเพื่อนๆ หลายคนคิดว่า

 

เราต้องเริ่มยาต้านไวรัสเลย ต้องคุยกันตรงนี้ว่า

 

การที่เราจะเริ่มใช้ยาต้านไวรัสนั้น เราจะเริ่มใช้ยาต้านเมื่อ

 

ระดับของจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200

 

ในเมื่อไทย เรากำหนดไว้เช่นนั้น

 

(ตอนนี้บางโรงพยาบาล เริ่ม จ่าย ยาต้าน เมื่อ จำนวน ซีดีโฟ 350

 

เพราะเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้ได้รับยาเร็วขึ้น

 

เพื่อหลีกเลี่ยงจากการมีโรคแทรกซ้อน)

 

แต่มีบางราย ที่ อาจจะต้องเริ่มยาต้านไวรัสก่อน

 

ที่จำนวน CD 4 จะต่ำกว่า 200

 

เช่น ผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ตุ่มคัน พีพีอี

 

หรือ อาหารทางผิวหนัง โรคปอดอักเสบจาก

 

พีซีพี หรือจำนวนของ CD4 เปอร์เซนต์น้อย

 

พร้อมมีการสัมพันธ์ กับโรคแทรกซ้อนต่างๆ

 

ส่วน ผู้ติดเชื้อที่มีการตรวจ ดู ระดับ CD4

 

ที่มีจำนวน CD4 มากว่า 250

 

การแพทย์ในทางเมื่อไทย

 

จะถือว่ายังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส

 

ในกลุ่มนี้ สามารถดูแลตัวเอง ให้ดีๆ ต่อไป

 

ถ้าจำนวน CD4 ยังคงเพิ่มขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ

 

ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัส บางคนถามว่า

 

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

 

จำนวน CD4 ถึงจะต่ำลง จนถึงเวลา รับยาต้านไวรัส

 

อันนี้คงบอกได้ลำบาก พอสมควร

 

เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน

 

การดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละคนก็ต่างกัน

 

เมือได้รับยาต้านไวรัส ให้กินยา ทุก 12 ชั่วโมง

 

กินให้ตรงเวลา ดีที่สุด เช่น 9 โมง เช้า กับ 3 ทุ่ม เป็นต้น

 

การกินยาต้านไวรัสนั้น คงต้องรู้กันอีกว่า

 

ยาต้านไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้จำนวน ระดับของ CD4 เพิ่มขึ้น

 

ยาต้านจะเข้าไปจัดการกับเจ้าไวรัส

 

ในมีจำนวนลดน้อยลง ในกระแสเลือด

 

เมื่อจำนวน ไวรัสลดลง ร่างกายเราเอง

 

จะมีโอกาศ สร้าง จำนวน CD4 เพิ่มมากขึ้น

 

จากนั้นจำนวน CD4 จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

 

ในเพื่อนบางคน

 

อาจขึ้นๆ ได้เร็วจนหน้าตกใจ

 

ในบางคน อาจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ละน้อย

 

ก็อย่าไปตกใจเลยครับ

 

ให้รู้ว่าเราได้ทำการรักษาที่ถูกต้องแล้ว

 

ส่วนเรื่องผลข้างเคียง ของยาต้านไวรัส อย่าพึงไปคิดถึงครับ

 

เอาชีวิตเราเองไว้ก่อน เพราะว่า ยาต้านแต่ละตัวนั้น

 

ผลข้างเคียงต่างกัน

 

หรือบางคนอาจไม่ได้เจอกับผลข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ

 

ไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตก ไปก่อนครับ

 

ทานไปก่อน จะนั้นถ้าร่างกายเรา

 

โดนผลกระทบกับยาต้านไวรัสค่อยมาแก้ไขกันได้

 

เอาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก่อนแล้วกันนะครับ

 

หนึ่งเองก็ผ่านจากผลข้างเคียงของยาต้าน

 

มา มากนัก แต่ทำไงได้ครับ

 

ไม่กินก็เกิดโรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ในที่สุด

 

เอาชีวิตไว้ก่อน

 

อย่างอื่นค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าลืมนะครับว่า

 

กินยาให้ตรงเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย

 

เพราะยาต้าน 1 สูตร

 

เราอาจใช้ได้ 5 ถึง 7 ปี เก็บยาต้านไว้ให้นานที่สุดครับ

 

เพราะ ร่างกายของเรา อาจจะไม่

 

สามารถรับยาต้านได้ทุกตัวนะครับ

 

รักและคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบ้านหลังนี้เสมอครับ

 

เอสด์เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ครับ

 

****************************************

 

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

 

โทร.085-5138977

 

เวลา 12.00 ถึง 24.00 น. ครับ

การแพ้ยา

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 03-03-2010

การแพ้ยามีอาการอย่างไร อันตรายแค่ไหน อ่านกัน ดูครับ

 

เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ

 

เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย

 

อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจ

 

และเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา

 

ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร มักจะถามคุณอยู่เสมอ

 

ทั้งที่โรงพยาบาลในตอนทำประวัติผู้ป่วยใหม่

 

หรือในขั้นตอนการรักษาของแพทย์

 

หรือในขั้นตอนการจ่ายยาของเภสัชกรที่ห้องยา

 

การแพ้ยาเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง

 

ของการใช้ยาสมดั่งคำขวัญที่ว่า

 

“ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์”

 

ดังนั้นถ้าไม่มีข้อบ่งใช้หรือไม่มีความจำเป็น

 

จึงไม่ควรใช้ยา เพราะอาจเกิดการแพ้

 

และเกิดผลข้างเคียงชนิดอื่นๆ ได้

 

ใครบ้างที่จะมีโอกาสแพ้ยา?

 

ในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา

 

จะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า

 

ตนเองจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด

 

เพราะในรายที่ไม่เคยแพ้ยา

 

แม้ว่าผู้นั้นจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้ว

 

ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ยาก็ตาม

 

แต่เมื่อมีการใช้ยานั้นในครั้งต่อไป

 

ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้โดยคาดเดาไม่ได้

 

แค่ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว

 

เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก

 

อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น มากขึ้นๆ เรื่อยๆ

 

จนบางรายอาจช็อคและเสียชีวิตได้

 

ยาอะไรที่ทำให้เกิดการแพ้ยาได้?

 

ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ยาได้บ่อย

 

ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลลิน penicillins

 

ยากลุ่มซัลฟา sulfonamides

 

และยาแก้ปวดลดไข้ NSAIDs เป็นต้น

 

แต่อย่างไรก็ตามยาทุกชนิดก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้

 

แม้แต่ยาที่ปลอดภัยมากๆ เช่น ยาพาราเซตามอล

 

ก็มีรายงานว่ามีผู้ป่วยแพ้ยาชนิดนี้ได้เช่นกัน

 

เมื่อเกิดการแพ้ยาแล้ว จะมีอาการอย่างไร?

 

อาการแพ้ยามีตังแต่ระดับน้อยๆ

 

อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง

 

หรือในบางรายอาจมีอาการริมฝีปากบวม

 

หน้าตาบวม หนังตามบวม พุพอง

 

ผิวหนังเปื่อยลอก

 

แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ใจสั่น

 

แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม

 

ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว

 

หยุดหายใจ ช็อค และตายได้

 

การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่า

 

ยาชนิดรับประทาน และส่วนใหญ่

 

ของผู้ที่แพ้ยามักมีอาการไม่รุนแรง

 

และหายเองได้เมื่อหยุดยา

 

เมื่อสงสัยว่าแพ้ยาควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

 

ดังนั้นในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาขึ้น

 

จึงควรหยุดยาและรีบไปหาแพทย์

 

หรือกลับมาพบผู้สั่งจ่ายยาทันที

 

เพื่อรักษาอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น

 

อย่าลืมสอบถามผู้สั่งจ่ายยา

 

ถึงชื่อยาที่ตนเองแพ้อยู่นั้นเป็นยาชนิดใด

 

เมื่อทราบแล้วควรจดจำและบันทึกไว้

 

และแจ้งแก่ผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้งที่มีการจ่ายยา

 

เพื่อเป็นการเตือนทั้งผู้สั่งจ่ายและตนเอง

 

ให้ป้องกันการแพ้ยาที่จะรุนแรงมากขึ้น

 

หากได้รับยาที่ตนแพ้นั้นอีก

 

**********************************

 

มีอะไรโทรปรึกษา หนึ่งได้นะครับ

 

ที่ 085-5138977 ครับ เวลา 12.00 ถึง 24.00 น.ครับ

 

 

วิตามินซี ธรรมชาติ

0

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 25-02-2010

วิตามินซี ธรรมชาติ

ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย

 ศตวรรษที่ 18

 มีการสังเกตว่า พวกทหารเรือที่มีการรอนแรม

ออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ

ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด

จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด

และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ

แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่า จะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือ

ที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ

และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น

ในปี 1982

ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญ

ที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่า

สารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ

“กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)”

ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน

กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ

“วิตามินซี”

และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง

ซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง

และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปี

แม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปี

ก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์

ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดี

และสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง

ในตัวได้นานกว่า 20 ปี

ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี

ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน

เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย

Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี

ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี

และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม

เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี

เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง

ในร่างกายสงบลง

ประโยชน์ของ วิตามินซี

เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า

วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง

ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

สุขภาพและความแข็งแรง

ของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น

และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย

และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี

จึงสามารถป้องกันการทำลายเซล

จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิล สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ

ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี

ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ

เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

- วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลา

ของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี

ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด

จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น

มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน

วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน

ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21%

แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี

สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

- วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี

ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง

โดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี

ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

- หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน

มันจะช่วยให้เหงือกมี

สุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซล

ที่ถูกทำลายและช่วยให้ แผลที่เหงือกหายเร็ว

- เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ

โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี

โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่

ผนังหลอดเลือด

- เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

ได้ มีการศึกษาอย่างมาก

ในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน

โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว

วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็งฃ

- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี ฃ

สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่

แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก

มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่า

ผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี

พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัว

ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของ โรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส

ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี

มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้

ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส

นอกจากนี้ยังมีการศึกษา

พบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

- ช่วยป้องกันอาการไมเกรน

เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid

โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

- ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี

จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาท

และจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทาน

ร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น

วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน

ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำ

ให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน

(แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน)

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร

เสริมสุขภาพได้แนะนำว่า

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทาน

อย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน

คนที่มีความเครียดควรรับประทาน

วันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น

มะเร็ง ความชรา

ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม

หากเราได้รับ วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ

ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด

ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่อง

เป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป

เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี

หากร่างกายไม่ได้ใช้ ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ

อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิด

จากการรับประทาน วิตามินซี

แม้จะรับประทานในปริมาณที่

สูงกว่า 6,000 – 18,000 มิลลิกรัม

- เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับ

สารต้านอนุมูลอิสระ ตัวอื่นๆ

เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

การทำงานของ วิตามินซี

- เพื่อสุขภาพทั่วไป

ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน

- สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน

ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม

ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด

- การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน

สามารถแบ่ง รับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน

ข้อควรระวัง  

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ

อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ

เช่น Copper Selenium

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาด

ของผลตรวจ ระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้

- วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี

จึงอาจจะเกิดภาวะ ได้รับธาตุเหล็กเกิน

ขอย้ำนะครับว่า

เป็นวิตามินธรรมชาตินะครับไม่ใช่สังเคราะห์ครับ

 

*************************************************

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

085-5138799 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น. ครับ

 

 

 

 

 

 

 

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 12-02-2010

เมื่อคืน ตอน เที่ยงคืน กว่าๆ ได้รับโทรศัพท์ ก่อนจะรับ

 

คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องที่ เสียใจ

 

น้องคนนั้นที่ผมได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ

 

ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้เสีย ชีวิตแล้ว

 

เสียงคุณแม่ของน้องเค้า

 

ฟังแล้วดูเข้มแข็ง

 

แต่ผมก็สามารถจับความเสียใจในน้ำเสียงนั้นได้

 

น้องเค้าสู้มา แบบสุดๆ เขาทน ทุกอย่าง

 

ไม่ว่าจะเอา ท่อออกซิเจน ออกแล้วใส่ ใส่แล้วเอาออก

 

น้องไม่เคยท้อ เพราะเราได้สัญญากันว่า

 

น้องจะต้องกลัมมา แข็งแรง ออกมาเดิน เคียงคู่กับพี่หนึ่งได้

 

กลับมาแข็งแรง เพื่อที่เราจะได้ทานข้าวด้วยกัน

 

และน้องจะต้องอยู่เพื่อดูแลคุณแม่ต่อไป

 

น้องเป็นนักสู้อีกคนที่ พี่นับถือ

 

ถ้าเป้นผม ต้อง ทน อยู่ในสภาพ แบบน้องนั้น

 

ผมเอง ยังไม่รู้เลยว่าจะ ทนได้ เท่าไหร่

 

หลับเถอะนะ หลับให้สบาย

 

ขอให้น้องไปสู้สุขติ ไม่ต้องห่วงอะไร น้องทำดีที่สุดแล้ว

 

สัญญาที่ให้ไว้กับพี่คนนี้ พี่รู้ว่าน้องไม่ได้ผิดสัญญา

 

น้องทำดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว

 

สวรรค์ คงรับน้องไปอยู่ด้วยแล้ว

 

ด้วยความกตัญญูที่น้องมีให้คุณพ่อคุณแม่ จะพาน้องไปสู่สุขติ

 

หลับให้สบายนะน้อง

 

คนที่เหลืออยู่ต้องสู้กันต่อไป

————————————————–

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

 

085-5138799 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น. ครับ

Glutathione กลูตาไทโอน

1

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 28-01-2010

Glutathione คืออะไร?

Glutathione กลูตาไทโอน เป็นสารประเภท Tripeptide

 

ที่ประกอบด้วย

 

กรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine

 

และ Glutamic acid

 

หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

 

Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ

 

ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการ

 

กำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ

 

(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง

 

แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออก

 

จากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกัน

 

ตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่

 

ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

 

Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น

 

(Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี

 

อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

 

Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

 

โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้าน

 

สิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน

 

ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

 

แหล่งที่พบ : พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์

 

แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้าง

 

กลูตาไทโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่

 

Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine,

 

Whey Protein, Vitamin B-6,

 

Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

 

ภาวะการขาด : โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน

 

นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น

 

หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ

 

การขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน

 

โรคความดัน ต้อหิน มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ

 

ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ

 

เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น

 

ชนิดและขนาดรับประทาน :

 

ปัจจุบันกลูตาไทโอนมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ดหรือแคปซูล

 

ชนิดพ่น ชนิดฉีดเข้าเส้นและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคชนิดต่างๆ

 

ที่ตรวจพบว่ามีการขาดสารนี้ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ ในแง่ของการป้องกัน

 

หรือเพื่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ขนาดที่รับประทานคือ 500-1000 มก. ต่อวัน

 

ผลข้างเคียง :

 

ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอน

 

ชนิดรับประทาน

บนถนนคนติดเชื้อ

3

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 20-01-2010

ตอนที่ 5

 

วันที่รอคอยก็มาถึง ผมได้เดินทางไปพบคุณหมอตามนัด

 

เพื่อฟังผลของ ซีดีโฟ ทุกอย่าเหมือนเคย คนไข้ที่มาเอา หนังสือพิมพ์

 

มาบังใบหน้าไว้เช่นเคย การรอพบหมอนั้น

 

เหมือนกับเวลาที่รอคอยนั้น เนินนานมากมาย

 

อาจเป็นเพราะ เรากลัวคนที่เรารู้จัก

 

และไม่รู้จะบอกว่ามาที่นี่ทำไม มาเพื่ออะไร

 

เมื่อโดนเรียกชื่อ ผมกับคุณแม่ได้เดินเข้าไปพบคุณหมอ

 

เช่นเคย รอยยิ้มแห่งความอบอุ่นที่ท่านมีให้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

พร้อมที่จะฟังผมหรือยัง ท่านถาม

 

พร้อมแล้วครับ ผมอยากบอกให้รู้ว่า ผมทรมานมากแค่ไหน

 

กับการที่รอคอยผล ซีดีโฟ

 

สำหรับ โรคเอดส์ ที่เป็นแล้ว ตายไม่มีทางรักษา

 

ผมที่ออกมา ระดับ ซีดีโฟ คุณ ไม่คอยดีนัก

 

มี อยู่ 200 กว่าๆ เท่านั้นนะครับ

 

ผมได้แต่นิ่งเงียบ ในความเงียบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้น

 

แล้วคนปกติเค้ามีกันเท่าไหร่ค่ะคุณหมอ

 

ผมรอฟังคำตอบ อย่างใจเต้นรั่ว

 

คนปกติ มีอยู่ประมาณ 500 ขึ้นไปครับ

 

อ้าว งั้นผมก็ใกล้ตายแล้วซิ ผมมีแค่ 200 กว่าเท่านั้น

 

เหมือนกับท่านอ่านใจผมออก

 

ท่านอธิบายว่า ตอนนี้ อาจจะต่ำไปหน่อย

 

เพราะร่างกายอาจกำลังปรับตัวอยู่ก็อาจเป็นได้

 

กลับไปทำตามหมอสั่งนะครับ

 

แล้วอีก 6 เดือนมาพบกัน

 

ตอนนั้นในใจผม คิดว่าจะทำยังไงให้ ซีดีโฟ นั้นเพิ่มขึ้น

 

เพื่อผมจะได้อยู่กับคุณแม่นานๆ

 

ผมไม่มีความรู้อะไรเลย

 

ความรู้อันน้อยนิดที่ผมได้มจากคุณหมอจะทำให้ผมอยู่ได้นานเท่าไหร่

 

ผมและคุณแม่กราบสวัสดี

 

ในขณะที่เดินทางกลับบ้านเช่า ที่ผมเช่าอยู่กับเพื่อน

 

คุณแม่ท่านคงเห็นว่าผมเงียบ

 

มืออันอบอุ่น จับมือผมไว้ แล้วคำที่ทำให้ผมมีกำลังใจอีกครั้งคือ

 

แม่จะ พยามศึกษาหาความรู้ เรื่องการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้นะลูกแม่

 

ผมได้มองหน้าท่าน แม่ครับ ผมอยากอยู่กับแม่นานๆครับ

 

น้ำตา ของเราทั้งสองได้ไหลออกมาอีกครั้ง

 

ในความเงียบสงัดของจิตใจทั้งสองดวง

 

ทั้งๆที่รอบข้างมีแต่เสียงดัง จากหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัว

 

ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น

 

นอกจากเสียงหัวใจของผมที่เต้น อย่างไม่เป็นจังหวะ

 

เพราะคำว่าเอดส์เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

 

มันกลับมา วนเวียนอยู่ให้ความคิดของผมอีกแล้ว

 

เมื่อกลับถึงบ้านเช่า คุณแม่อยู่ให้กำลังใจผมอีกนานพอสมควร

 

จากนั้นท่านก็กลับไป

 

แม่จะรู้หรือไม่ว่าลูกคนนี้อยากให้มีอยู่ข้างๆตลอดเวลา

 

แต่ท่านมี ภาระ ที่ท่านต้องทำ ผมเข้าใจ

 

ผมจะทำอะไรได้ นอกจาก คำแนะนำของผมหมอ

 

ผมจะพยามทำให้ดีที่สุดครับ

 

เพื่อ วันเวลาที่ผมจะได้อยู่กับคุณแม่นานยาวนานมากที่สุดเท่าที่ทำได้

 

ผมพยามยามกิน ตาม ตรางเวลาที่ตัวเอง ทำขึ้นเอง

 

ผม ทานข้าววันละ 4 มื้อ ของว่างอีก 2 มื้อ

 

รวมเป็น 6 มื้อ

 

การทานข้าวที่เป็นเรื่อง่ายของคนอื่น 

 

แต่กับเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม แต่ละมื้อ ที่จะกินมันให้หมดจาน

 

ผมคิดค้นวิธีได้แล้ว คือ กินได้ด้วยอ่านหนังสือไปด้วย

 

แล้วมันก็หมดจริงๆ

 

ออกกำลังกาย ตีแบด กับเพื่อน ที่หน้าบ้านทุกเย็น

 

ตื่นเช้ามาสวดมนต์นั่งสมาธิ

 

ชีวิตผมมีแค่นี้ ส่วนปัญหา เรื่องการนอนไม่หลับ เริ่มกลับมาอีกครั้ง

 

ทำไง ผมจะพักผ่อนได้เพียงพอ

 

ชีวิตวนเวียนอยู่กับการพบจิตแพทย์

 

บางทีก็อยากตายๆ ไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมอยากอยู่กับแม่

 

ผมต้องสู้ สู้เพื่อ สองชีวิต อย่างที่แม่บอกผมไว้

 

คุณแม่ได้ศึกษา เกี่ยวกับการใช้วิตามินบำบัด

 

ในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ผมต้องทานวิตามินวันละ มากมาย

 

เพื่อให้ร่างกายนั้นแข็งแรงขึ้น

 

การดูแลตัวเองที่เป็นอยู่ กับวิตามิน ที่คุณแม่หามาให้

 

พร้อมทั้งคำอธิบาย วิตามินตัวไหน ให้ประโยชน์อะไร

 

และ ผลการวิจัยจากต่างประเทศ

 

ผู้ติดเชื้อ มีจำนวน ซีดีโฟ เพิ่มขึ้น ทำให้ผมมีความหวัง

 

ผมทานวิตามนหลายอย่างมา

 

ทั้งเห็ดหลินจือ และ ว่านหางจระเข้

 

ผมท่านทุกอย่างที่คุณแม่บอก ผมศึกษามันไปด้วย

 

หาข้อมูลต่างๆ ว่า ทุกอย่าง ที่ผมกินเข้าไป

 

แต่ละชนิด มันช่วยให้อะไรกับร่างกายของเรา

 

แต่ละวัน ทำไม เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน อีกตั้ง 6 เดือน

 

กว่าผมจะได้รู้เส้นตายของผมอีกครั้ง

 

แต่ผมจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด

 

พร้อมจะสู้ ด้วยจิตใจที่ อ่อนแอ

 

เพื่อคุณแม่เท่านั้นเอง

000000000000000000000000000

 

ตอนต่อไปคงมาเร็วๆนี้นะครับ

**********************************

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 14-01-2010

เมื่อวานไปหาคุณหมอตามนัด ไปรับยาเดิม

และได้แวะ ขึ้นไปเยี่ยม รุ่นน้องคนหนึ่ง

ที่รู้จักกัน ทางให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์

น้องคนนี้ รู้ว่าติดเชื้อมานานพอสมควร แต่ด้วย เห็นว่าร่างกาย

ยังคงแข็งแรง จึงละเลยการตรวจ ซีดีโฟ และ ได้เชื่อเพื่อน

ที่พาไปกินสมุนไพรต้ม

ของพระแห่งหนึ่ง ซึ่งบอกว่ากินแล้ว หาย

หลังจากนั้นก็ไม่สนใจ เรื่องการตรวจ ซีดีโฟ อีกเลย

เพราะร่างกายแข็งแรงดี จนมาวันหนึ่งป่าวยเข้าโรงพยาบาล

ซึ่งจำนาน ซีดีโฟ ตอนนั้น เหลือน้อยแล้ว

มีโรคแทรกหลายอย่าง เข้ามารุมล้อม

และซึ่งน้องเค้ายังคงปิดบังที่บ้านอยู่ว่าตัวเองได้รับเชื้อเฮชไอวี

โรงพยาบาลแห่งนั้นรับตัวน้องไว้แต่บอกทางญาติว่า

รักษาไม่ได้แล้วนะ เพราะว่า ซีดีโฟต่ำ ก็แค่รอความตาย

น้องเค้าได้ยินเช่นกัน

จึง ยอมบอก คุณแม่และญาติๆว่าเค้าได้รับเชื้อนะ

ยังไงฝากคุณแม่เค้าด้วย เค้าไม่รอดแล้ว ทางญิจึงพากันหาข้อมูล

และย้ายโรงพยาบาลในที่สุด

ตอนเข้ามาที่โรงพยาบาลใหม่นี้ ทางญาติได้ ค้น จบพบเบอร์

ให้คำปรึกษาของผม จึงโทรมาเล่า อาการให้ฟัง

ผมก็ให้ความรู้ไปตาม ที่ผมได้ศึกษามาว่า น้องเค้ายังคงรักษาได้นะครับ

ไม่ถึงขนาดที่จะต้องปล่อยให้เสียชีวิตครับ

จากนั้น ผมตั้งใจว่าจะไปเยียมน้อง

พอไปถึงน้องคนนั้นได้เข้าไปในไอซียูแล้วเพราะ

ว่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ

ต้องสอดท่อเข้าไปเพื่อช่วยในการหายใจ

และปอดมีปัญหามีการติดเชื้อเล็กน้อย

ผมไปยืนคุยด้วย น้องเค้าเห็นผม เค้าร้องไห้ ผมจับมือและพูดว่า

พี่มาแล้วนะ มาตามที่สัญญาไว้

น้องต้องสู้ สู้เพื่อ สองชีวิต คืดชีวิตเราและชีวิตคุณแม่

น้องได้แต่ ส่งภาษามือกับผมเพราะไม่สามารถพูดได้

เค้าชู้สองนิ้ว เป็น อัน รู้กันว่าเค้าจะสู้

ผมต้องเป็นผู้คุยฝ่ายเดียวเพราะน้องไม่สามารถพูดได้

ผมให้กำลังใจ และ บอกว่าเราต้องหาย

ต้องออกมาจากห้องไอซียู

จากนั้นเราจะไปออกไปทานข้าวด้วยกัน

สัญญากับพี่นะ ว่าน้องต้องทำใหได้

นิ้วก้อย ที่ยกขึ้นมาเป็ฯสัญญานบอกผมว่า สัญญา 

น้องเค้ายังดูดีมาก ผิวไม่มีร่องลอยของพีพีอีเลย

แต่ ผอม และซีด เพราะ ไม่สามารถ กินอาหารได้

ต้องให้อาหารทางสายยาง 

ผมคุยและให้กำลังใจ อยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็ บอกลา

จากนั้นไม่นาน ด้วยการรักษาของหมอที่เอาใจใส่

และ กำลังใจที่จะสู้ของน้อง เค้าดีขึ้นตามลำดับ

จนสามารถ กลับ เข้ามาอยู่ห้องปกติได้ คุณแม่น้อง จึงโทรมาบอกผมว่า

น้องเค้าลงมาอยู่ห้องปกติแล้วนะ

ผมจึงไปเยี่ยมอีก ครั้งนี้น้องดูสดใสขึ้นมาก

ท่อต่างๆ ถูกถอดออกหมดแล้ว

ทานข้าวได้เอง ยิ้มกับผมได้ พูดคุยกับผมได้

น้องเค้าดีใจ บอกว่าไม่คิดว่าจะรอดออกมาได้

แต่เค้าก็สามารถทำได้

เค้าถามว่าเค้าเก่งมั้ย ผมบอกว่าเก่งครับ แต่ต้องเก่งขึ้นไปอีกนะ

พี่ยามออกกำลังกายไว้

ขยับแขนขาไว้กล้ามเนื้อจะได้ไม่ลีบ

น้องเค้าก็ ทำตามทุกอย่างที่ผมแนะนำ พยามทานอาหารให้เยอะๆ

และขยับแขนขาตลอด

เราคุยกัน นานมาครั้งนี้ การพูดคุยครั้งนี้ทำให้ผมรู้อีกครั้งว่า

กำลังใจสำคัญที่สุด

น้องสัญญากับผมว่าจะหายและออกมาใช้ชีวิตตามปกติ

และพี่หนึ่งต้อง มาทานข้าวด้วยกันนะ

ผมรับปาก วันนั้นผมมีความสุขมาก

แต่เมื่อวาน สิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดขึ้น

ผมขึ้นไปหาน้องเค้าที่ชั้น  5

สิ่งที่ผมได้เห็นคืน ร่างอันผอมบาง นั้น

มีอาการสั่น ปากก็สั่น อย่างเห็นได้ชัด

ครั้งนี้ความสดใสหายไปจากใบหน้า มีแค่แววตาที่ดีใจ

ส่งมาให้ผมรู้ว่า ดีใจนะ ที่พี่หนึ่งมา

จากการพูดคุยในครั้งนี้

น้องบอกผมว่า ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว ทรมาน กินก็ไม่ได้ นอนก้ไม่หลับ

ฟันมันกระทบกัน อยู่ตลอดเวลา

มีไข้ 3 เวลา อะไรนักหนาก็ไม่รู้

จากการพูดคุยกับพยาบาลผมจึงทราบว่า ได้มีการเจาะหลัง

อีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุ ของอาการที่เกิดขึ้น

ตอนนี้ เจอเชื้อแต่ยังรอผลการตรวจ ว่าเป็นเชื้ออะไร

ผมเองคิดถึงเจ้าตัว MAC คือวัณโรคในเลือด

จริงตามนั้นคุณหมอได้นำ

น้ำในไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อตัวนี้ด้วยเช่นกัน

การที่ผมไปหาน้องเค้าครั้งนี้กับ สองครั้งที่แล้ว มันต่างกัน

ครั้งนี้กำลังใจน้องเค้าหมด ไม่อยากจะสู้ต่อ

ผมได้บอกว่า เดียวน้องจะหาย น้องจะต้องกลับมาดูดีเหมือนเดิม

อย่างที่เราสัญญากันไว้ น้องยิ้มที่มุมปาก

มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับบอกผมว่า

อย่ามาหลอกกันเลย จริงหรือที่จะหายกลับไปเป็นปกติได้เช่นเดิม

ผมได้แต่จับมือและ ส่งกำลังใจไปให้ และบอกว่า สู้ๆ นะ

พี่เป็นกำลังใจให้

ครั้งนี้น้องเค้าตอบรับผมดีขึ้น ผมบอกลา

พี่จะมาหาอีกนะ อย่าลืมสัญญานะ

ที่เขียนมายาวมากมายนี้แค่อยากให้รู้ว่า ยาสมุนไพรมี่ใช่ทางออก

การไม่ตรวจ ซีดีโฟ เป็นการมาดอย่างแรง

ถ้าเรา ตรวจดู ระดับซีดีโฟ เราจะรับยาต้านไวรัสได้ทัน

และไม่ต้องป่วยกับโรคแทรกซ้อน

หวังว่าเพื่อนคงได้อะไรบ้างกับ

สิ่งที่หนึ่งเขียนมาเล่าให้ฟังในครั้งนี้นะครับ

 

*************************************************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ

บนถนนคนติดเชื้อ

0

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 04-01-2010

ตอนที่ 4

เมื่อถึงเวลาที่ผม ต้องไปพบคุณหมอตามนัดที่โรงพยาบาล

อย่างที่เล่ามาก่อน ว่า

ต่างคนต่างมีหนังสือพิมพ์คนละเล่มเอาไว้บังหน้า

เพราะกลัวเจอคนที่รู้จัก

เหมือนเช่นเคย คุณแม่ไม่เคย ทิ้งผมให้ไป คนเดียว

ท่าน เคียงข้างผมเสมอ เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ 

ผมก็ได้ สัมผัสได้กับความอบอุ่นได้อีกครั้ง

ด้วยความเป็นกันเองของท่าน

ท่าน ถามผมว่า เป็น อย่างไรบ้าง ผมตอบตรงๆว่า

ผมยังนอนไม่หลับครับ เพราะความคิด ของผมวันเวียน

อยู่แต่คำว่าเอดส์เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

คุณหมอบอกผมว่า อย่าคิดมาก

ทำตามที่ ผมบอก จะมีอายุ อีกได้อย่างน้อยเป็น 10  ปี

ผมมีกำลังใจมากขึ้นอีก

จากนั้น ก้ไปเจาะเลือด คุณหมอนัดผมอีกครั้ง

คือ 6 เดือนข้างหน้า เพื่อมาฟังผล CD4

ผมแทบ ทนไม่ไหว เพราะอยากรู้ว่า จำนวน CD4

ของผมอยู่ที่เท่าไหร่

ผมและคุณแม่ ได้เดินทางกลับบ้าน เมื่อถึงบ้าน

ผมก็ไม่มีอะไรจะทำ นอกจาก อยู่กับ อารมณ์เก่าๆ

คือเอดส์เป็นแล้วตาย

การทำจิตใจให้สบาย นี้ช่างเป็นเรื่องยาก มากมายจริงๆ

คุณแม่เองท่านก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ท่านได้ พาผมไปยกให้เป็นลูกของ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต  พรหมรังสี  

จากนั้น คุณแม่ได้สอนให้ผมรู้จักหารสวดมนต์

การทำสมาธิ เพื่อทำให้จิตใจนั้นสงบ

ยอมรับว่าช่วยผมได้ ดีทีเดียว แต่ก็ ยังไม่ทั้งหมด

เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นที่จิต

จิต มันพาคิดไปว่าเอดส์เป็นแล้วตาย ทีไร ก็ หมดแรงทุกที

ชีวิตประจำวันของผมตอนนั้น

ไม่มีอะไรเลย นอกจาก การ ดูแลสุขภาพกายจิตให้ดีที่สุด

ผมกินข้าววันละ 6 มื้อ

เพื่อให้น้ำหนักตัวขึ้น ผมออกกำลังกาย

เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

แต่ติดอยู่ที่ข้อ นอนหลับ พักผ่อนให้เพียบพอ ยากที่สุด

ผมยอมรับ มันนอนไม่หลับ ทำยังไงก็นอนไม่หลับ

เสียงของ คำว่าเอดส์ เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

เข้ามากระทบจิตใจผม อีกเช่นเคย

ถ้าเรานอนหลับไม่ได้ เท่ากับเรา ไม่ได้พักผ่อน

เราจะต้องตายแน่ๆ ทำยังไงให้นอนหลับ

ปัญหานี้ เป็น ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนิน ชีวิตของผม

คุณแม่จึงลองให้ กินยานอนหลับ

ผมกินเข้าไป ไม่เห็นหลับเลย

ผม ได้พยามทำหลายอย่างเพื่อให้ผมได้นอนหลับ

แต่ไม่สำเร็จ จน ต้องไปพบจิตแพทย์

เพื่อ ขอยานอนหลับ คุณแม่ไม่เคย ทิ้งผมอีกเช่น เคย

ท่านพาผมไป ที่โรงพยาบาล หลายแห่ง

แห่งแรก ที่ผมไป เป็นอะไร ที่ มัน รู้สึกบอกไม่ถูก

อาจเป็นเพราะว่า ในห้องไม่ได้มีแต่ผมกับคุณหมอ

มันดันมีนักสึกษาแพทย์ ร่วมฟังด้วย ผมเลยรู้สึกไม่เป็น ส่วนตัว

จากนั้นก็ได้ยา มา กลับมาบ้าน กิน เท่าไหร่ก็ นอนไม่หลับ

แถม มึนหัว ง่วงนอน ลอยๆ บอกไม่ถูก

แต่เวลานอนก้ไม่หลับ

คุณแม่ พาไปพบจิตแพทย์ อีกหลายแห่ง

จนมา พบจิตแพทย์ ที่ผม ได้คุยด้วยแล้ว รู้สึกเป็นกันเอง

ท่านบอกผมว่า กินยาไปนะ มันไม่หลับก็ ทนเอา

อีกหน่อย ร่างกาย มัน ทนไม่ไหว จะ หลับได้เอง

ผมคิดในใจว่า โห ถ้าเป็น อย่างนั้นได้จริง

ผม คงหลับเองไปได้แล้ว

คนไม่ต้องมาพบคุณหมอ ผมได้ยาไป หลายอย่างมาก

ร่วมถึงยานอนหลับอีกเช่น เคย

แต่ครั้งนี้ ผมได้ นอนหลับ พึ่งจะรู้ว่า

การนอนหลับมีความสุขมากแค่ไหน เพราะยานอนหลับตัวใหม่

ที่คุณหมอให้มา ผมดีใจมากมาย

เพราะ ผมจะไม่ตายแล้ว ผมได้ พักผ่อนเพียงพอแล้ว

ผมยังคงไปพบ จิตแพทย์ อย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่ผมได้เห็น ในเวลาที่ผมไปพบจิตแพทย์

คือ ผมเจออะไรแปลกๆ

เช่น ครั้งนี้ มีคนกลุ่มหนึ่ง เดินยกเก้าอี้ไปวางไว้ที่กำแพง แล้ว

ก็ยกกลับมา วางไว้ที่เก่า

ยกไปยกมาแบบนั้น ผม งง สงสัย เขาทำไปเพื่ออะไร

ทำไปทำไม

และผมก็ได้กระจ่าง เมื่อได้เข้าไปพบคุณหมอ

ผมถามท่าน คำตอบ ที่ได้คือ

เขาคนนั้นเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง

คือโรค ที่อยู่เฉยไม่ได้ ขั้นรุนแรง เขาเลยต้องทำอะไรแบบนั้น

ตลอดเวลา เพราะทำให้เขา สบายใจ

เมื่อก่อน เป็นมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว

เมื่อได้ยินเช่น นั้น ผม ใจอ่อนเลย

ผมถามคุณหมอว่า แล้วผมจะเป็นแบบนี้มั้ยครับ

ยังดี ที่คุณหมอบอกผมว่า ไม่เป็นถ้ากินยา ต่อไป อย่างต่อเนื่อง

เอา ผมจะ กินยาต่อไป ชีวิต ไม่มีอะไร ที่แน่นอนเลย

ผมติดเชื้อแล้ว ยังต้องมาพบจิตแพทย์ อีก

อะไรหนักหนาชีวิตนี้

เอา ทำชีวิต ประจำวันให้ดีที่สุด

กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่รับเชื้อเพิ่ม

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

กินวิตามินที่คุณแม่จัดหามาให้

ทำต่อไป เพื่อรอเวลา ที่ผม CD4 จะออกมาในวันที่คุณหมอนัด

 

***************************************************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ

บนถนนคนติดเชื้อ

0

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 23-12-2009

ตอนที่ 3

 

เมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน ที่เช่า อยู่กับเพื่อน

 

สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ เพื่อนจะรับได้หรือไม่

 

กับการที่ผมติดเชื้อตัวนี้มา

 

เขาทั้ง 2 จะมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

 

สิ่งต่างๆ ที่กังวล ได้ถูกแก้ไข

 

โดย คุณ แม่ ท่านเป็นคนให้ความรู้กับเพื่อนทั้งสอง

 

เป็นโชคดี ของผมที่มีคุณแม่ที่รักผม

 

ท่านอธิบายให้เพือนผมได้เข้าใจ

 

ว่า เราสามารถ อยู่ร่วมกันได้ 

 

แต่ คำว่าเอดส์ เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

 

ยังคงวิ่งวนเวียน อยู่ในสมอง ตลอดเวลา

 

ผมได้ แต่นอนนิ่ง ไม่ทำอะไร ทั้งสิ้น

 

อารการ ไข้ ก็ยังคงมี ผมไม่ยอมทำการรักษาใดๆ

 

อยากนอน อยู่แบบนี้ ให้ มันตายไปจากโลกใบนี้

 

ในสมองถามตัวเอง ว่าไปติดมาจากไหน

 

คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก มันมีหลายเรื่องวิ่งอยู่ในหัวสมอง

 

ทั้งอยากตาย ทั้งสับสน เราจะตายเมือไหร่

 

จะมีชีวิต อยู่ได้นานแค่ไหน และในที่สุดก็ตัดสินใจ

 

ไม่รับรู้อะไร อีก ดีที่สุด นอนแบบนี้ให้ตายไป

 

แต่ด้วยคำพูดของคุณแม่

 

ท่านบอกกับผมว่า ลูกแม่ ลูกต้องสู้นะ

 

ลูกไม่ได้สู้เพือ่ชีวิตเดียว ลูกสู้เพื่อ สองชีวิต

 

ถ้าไม่มีลูก แม่จะ อยู่ได้อย่างไร

 

คำพูดนี้ทำให้ผม รุกขึ้นมาสู้

 

อาหารมื้อแรก หลังจากที่ไม่ได้ กินอะไรมา 10 วัน

 

คือโจ๊ก ที่คุณแม่ซื้อมาให้ ผมรุกขึ้นมากิน จนหมด 

 

ร่างกายค่อยเริ่มมีแรง

 

ผมมองหน้าคุณแม่ และผมสัญญา

 

กับท่านว่าผมจะสู้ครับ สู้เพื่อ สองชีวิต ครับแม่

 

ลูกจะทำให้ดีที่สุด

 

เพื่อลูกจะได้อยู่กับแม่ให้นานที่สุดครับแม่

 

คุณแม่บอกผมว่าท่านจะ เป็นคนพาผมไปหาหมอ

 

ท่านจะหาหมอที่รักษาผมให้ได้

 

ตอนนี้ชีวิตผมฝากไว้ที่คุณแม่

 

เราฝากชีวิตไว้ซึ่งกันและกัน  

 

ผมจึงยอมไปพบคุณหมอคลินิกแห่งหนึ่ง

 

แถวสะพานควาย เมื่อเดินเข้าไป

 

โดยมีคุณแม่เดินเคียงข้างผมอย่างเสมอ

 

ไม่ผิดอย่างที่คุณแม่บอกผมไว้เลย

 

ท่านดูอบอุ่น เป็นกันเอง

 

และไม่รังเกียจผมเลย แม้นแต่น้อย

 

ต่างจากโรงพยาบาลแห่งนั้นที่ไล่ผมออกมา

 

ท่านตรวจดูร่างกายผมโดยที่ไม่ใส่ถุงมือ

 

ผมมีต่อมน้ำเหลือโตหลายแห่ง ท่านบอกผมเช่นนั้น

 

ดูแลตัวเองให้ดีๆ

 

เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกเป็น 10 ปี

 

ทำตามนี้นะ

 

1.ไม่รับเชื้อเพิ่ม

 

2.ทานอาหารที่มีประโยชน์

 

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

4.ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่

 

5.ทำจิตใจให้สบาย

 

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ผมรับปากท่าน ว่า ครับผมจะทำให้ได้

 

แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะ ข้อ 5 และ 6

 

ทำจิตใจให้สบาย โดย ที่ผมรู้ว่าเอดส์เป็นแล้วตาย

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ผมจะหลับลงได้อย่างไร

 

ในเมื่อ ผมยังคงคิดอยู่ว่าผมจะตายเมื่อไหร่

 

แต่อย่างน้อย วันนี้ผมก็ได้พบทางออก

 

ผมก้าวออกมาจากที่มืดแล้ว

 

ถึงแสงสว่างนั้นจะเล็กเท่าปลายไม้ขีดก็ยังดีกว่าไม่มี

 

ผมพร้อมที่จะสู้ต่อไป

 

คุณหมอจึงนัดผมให้ไปพบที่โรงพยาบาล

 

เพื่อตรวจหา CD4 ต่อไป

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

085-5138977 เวลา 13.00 ถึง 24.00 น.ครับ