หูดหงอนไก่

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 18-10-2011

หูดหงอนไก่

คือหูดที่เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศซึ่งเกิดจาก

การติดเชื้ออาจติดต่อ

โดยเพศสัมพันธ์

หรือเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดเฉพาะที่

หูดที่อวัยวะเพศ

จะขึ้นเป็นติ่งเนื่องอกอ่อนๆสีชมพู

ซึ่งลุกลามอย่างรวดเร็ว

จนมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ

หูดหงอนไก่มีระยะฟักตัว

ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ ค่อยแสดงอาการ

แต่หลายๆรายก็ไม่แสดงอาการเลยก็มี

HPV หรือใน

ชื่อเต็มว่า Human Papilloma Virus

เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดชนิดต่างๆ

มีมากกว่า 180 สายพันธุ์

แต่ละสายพันธุ์ก็ก่อโรคหูดแตกต่างกันไป

ที่สำคัญมีหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ

หูดหงอนไก่

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดีมานาน

แต่เดิมเราก็ไม่ได้เฉลียวใจถึงความร้ายกาจของมัน

เป็นมาก็รักษากันไปแต่ในตอนหลังเราพบว่า

หูดเหล่านี้

นอกจากจะเกิดจากเชื้อ HPV

สายพันธุ์ เบอร์ 6 และ เบอร์11แล้ว

ก็มีหลายราย

ที่เกิดจากสายพันธุ์ เบอร์ 16 และเบอร์ 18

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดุ

มีโอกาสทำให้กลายเป็นมะเร็งได้

หูดหงอนไก่จึงไม่ใช่หูดธรรมดาๆ

อย่างที่เราเคยรู้จักกันซะแล้ว

การติดเชื้อ HPV มีมากแค่ไหน

มีการประมาณการกันว่า

ประชากรของไทยเราประมาณ 20 ? 40 %

ติดเชื้อ HPV

แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อนั้นไม่แสดงอาการ

ส่วนที่มีอาการ

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ธรรมดาหรือสายพันธุ์ดุ

ก็มีโอกาสหายเองได้เหมือนกัน

โดยที่คนอายุน้อย

มีโอกาสหายได้เองมากกว่าคนอายุมาก

หูดของอวัยวะสืบพันธุ์ มีอาการแสดงออกหลายแบบ

แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 4 กลุ่มดังนี้

1. หูดหงอนไก่ ( condyloma accuminata)

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักเที่ยวทั้งหลายทราบซึ้งกันเป็นอย่างดี

มีลักษณะเป็นดอกกะหล่ำหรือ

แบบหงอนที่หัวไก่ชน เป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ

สีชมพูคล้ายหงอนไก่

หูดชนิดนี้ชอบขึ้นตรงบริเวณที่อับชื้นและอุ่น

2. หูดผิวเรียบ (smooth papular warts)

มีสีเนื้อ ผิวเรียบขนาด 1 ? 4 มิลลิเมตร

มักพบบริเวณเยื่อบุต่างๆ แต่ที่ผิวหนังก็อาจพบได้

ที่พบบ่อยๆ

ก็ตรงโคนอวัยวะที่ถุงยางอนามัยคลุมไม่ถึง

3. หูดผิวหนัง (keratotic genital warts)

ลักษณะก็เหมือนหูดตามผิวหนังทั่วไป

บางรายอาจพบหูดนี้

ตามร่างกายก่อนที่จะเป็นที่อวัยวะเพศด้วยซ้ำไป

4. หูดแบน (flat warts)

อาจเป็นหลายจุดใกล้ๆกัน แล้วรวมตัวเป็นปื้นใหญ่

มักพบตามเยื่อบุต่างๆ

หรือตามผิวหนังก็อาจพบได้

นอกจากนี้ยังมีชนิดย่อยๆ

ที่พบได้เช่น หูดยักษ์

( Giant Condyloma Accumunata

หรือ Buschke-Lowenstein tumor)

เกิดจาก HPV

สายพันธุ์ไม่ดุ (6, 11) แต่ดูน่ากลัวเพราะมีขนาดใหญ่

หูดในท่อปัสสาวะ

( Urethral Meatus Warts)

เป็นหูดที่มีปัญหาในการรักษามากที่สุด

เพราะมักจะไม่หายขาดหายแล้วกลับมาเป็นอีก

เพราะนอกจาก

จะเกิดบริเวณปลายท่อปัสสาวะ

ให้เจ้าของเห็นแล้ว

ก็อาจยังมีในท่อปัสสาวะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย

หูดในทวารหนัก (Intra-Anal Warts)

หูดพวกนี้พบมากในพวกเกย์

พบว่าเยื่อบุในทวารหนัก

มีลักษณะคล้ายกับบริเวณปากมดลูก

จึงมีโอกาสเกิดมะเร็งได้

เช่นเดียวกับปากมดลูกเมื่อปีที่แล้วมีรายงานใน

New England Journal of Medicine

ว่าพบมะเร็ง

ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในทวารหนักด้วย

ซึ่งแน่นอนว่ามะเร็งนั้น

กลายพันธุ์มาจาก หูดที่เกิดจากเชื้อ HPV

อวัยวะเพศอักเสบจากหูด

(Papillomavirus-associat balanoprosthitis)

อันนี้พบค่อนข้างบ่อย

จะเกิดรอยแผลแตกเป็นร่องๆ

โดนน้ำหรือโดนของเหลวในช่องคลอดจะแสบ

เวลาแข็งตัวหรือเวลาร่วมเพศจะเจ็บ

รักษาไม่ค่อยจะหายขาด เป็นๆหายๆ

มะเร็งปากมดลูก

เดิมที่เราเคยโทษว่าเกิดจากเริมนั้น

เดี๋ยวนี้พิสูจน์แล้วว่า

เกิดจากเชื้อ HPV นี่แหละ ดังนั้นถ้าท่าน

เป็นหูดหงอนไก่ตรงอวัยวะเพศ

ก็คงต้องตรวจ

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) บ่อยหน่อย

ตรวจปีละครั้งอาจไม่พอซะแล้ว

หรือถ้าตรวจ Pap smear

แล้วพบว่ามีเชื้อ HPV

อยู่ละก้อหมอก็ต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย

หญิงมีครรภ์

ถ้าเป็นหูดหงอนไก่อยู่ด้วย หูดจะขยายตัวอย่างเร็วมาก

เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมาก

ในช่วงตั้งครรภ์ ต้องรีบรักษาแต่เนิ่นๆ

ไม่อย่างนั้น

อาจเป็นอุปสรรคต่อการคลอดได้

ซึ่งถ้าพบตอนคลอด

หมอก็จะผ่าให้คลอดทางหน้าท้องแทน

การคลอดตามธรรมชาติ

ในผู้ชาย:มักพบที่อวัยวะเพศ

ส่วนที่อยู่ใต้หนังหุ้มปลายท่อปัสสาวะ อัณฑะ

ในผู้หญิง:

พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด

ปากมดลูกทวารหนัก

และฝีเย็บ ระยะฟักตัว ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน

หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ

ค่อยแสดงอาการ แต่หลายๆราย

ก็ไม่แสดงอากรเลยก็มี

การติดต่อ

โดยการร่วมเพศ และสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย

การป้องกัน

ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะป้องกันได้

นอกจากใช้ถุงยางอนามัยกับหญิงอื่น

ที่มิใช่ภรรยา หรือ

ในชายรักร่วมเพศ

ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเท่านั้น

การรักษา

การรักษามีหลายแบบ ทั้งทายา จี้เย็น จี้ด้วยไฟฟ้า

เลเซอร์หรือแม้แต่การตัดออก

แต่โดยปกติหมอจะเริ่มด้วยการทายา

ยาที่ทาตัวแรกเริ่มชื่อ podophylins 25 %

ใช้มานมนานก็ยังคงได้ผลอยู่

การทาต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้

โดยเฉพาะคนไข้หญิง

มีซอกมีหลืบ บางครั้งเป็นที่ผนังช่องคลอด

หรือปากมดลูกคนไข้ทาเองไม่ได้

ปกติการทานั้น 4-6 ชั่วโมง

ต้องล้างออกและทาสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าเชื้อดื้อต่อยาตัวนี้

ก็มียาตัวอื่นๆเป็นทางเลือก


โดย โรงพยาบาลพญาไท

**************************************

โทร.มาปรึกษา หนึ่ง ได้ครับ


ที่หมายเลข082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 21.00 น.ครับ

ที่มา http://www.inderm.go.th/nuke_802/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=292


โรคเริมหรือเฮอร์ปีส์

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 15-09-2009

โรคเริมหรือเฮอร์ปีส์ คืออะไร

 

เริมคือโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฮอร์เป็นโรคหนึ่ง

 

ซึ่งจัดเข้าอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสนี้ทำให้

 

เกิดการติดเชื้อได้หลายระบบทั่วร่างกาย

 

เช่น ตาเยื่อบุช่องปาก ริมฝีปาก ผิวหนังระบบประสาทและสมอง

 

รวมทั้ง บริเวณอวัยวะเพศ

 

โดยเชื้อไวรัสนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสัมผัส

 

ทางเยื่อบุหรือทางผิวหนังที่ถลอกหรือเป็นแผล

 

บริเวณที่พบอาการติดเชื้อเริมมากที่สุดคือ ริมฝีปาก

 

รองลงมาคือบริเวณอวัยวะเพศคนส่วนใหญ่ประมาณ 80-90 %

 

จะเคยได้รับเชื้อไวรัสเริมเข้าสู่ร่างกายแล้ว

 

แต่อาจไม่ได้แสดงอาการของโรค เมื่อเกิดอาการติดเชื้อครั้งแรกแล้ว

 

มักจะเกิดซ้ำอีก เป็น ๆ หาย ๆ อยู่เรื่อยไป

 

ลักษณะของโรคเริม

 

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6-8 วัน

 

จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด

 

ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้

 

ผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ ซึ่งต่อมา

 

จะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ หลายแผลติดกัน

 

เริมอวัยวะเพศ

 

โรคเริมอวัยวะเพศนี้ มีอัตราการติดต่อสูง

 

ซึ่งโดยมากมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่

 

การใช้ถุงยางอนามันก็ไม่สามารถป้องกันได้ทีเดียว

 

อาการของเริมอวัยวะเพศ

 

มักจะเป็นรุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรกโดยเริ่มปรากฏขึ้น

 

ประมาณ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากได้รับ เชื้อ

 

คือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล

 

และ อาจมีอาการ ปวดศรีษะ เป็นไข้

 

ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ นำมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน

 

จะปรากฎมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมาก

 

โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิง อาการของโรคจะเกิดขึ้นนาน 3-6 อาทิตย์

 

หลังจากนั้นไวรัสอาจจะยังอาศัยและซ่อนตัวอยู่

 

ในร่างกายอีกในสภาวะพักและทำให้เกิดเป็น ๆ หาย ๆ มาก

 

หรือ น้อย แล้วแต่บุคคลเช่น เมื่อมีอารมณ์เครียด

 

มีประจำเดือน หรือมีความกังวล เป็นต้น

 

ข้อปฏิบัติสำหรับคนใข้โรคเริมอวัยวะเพศ

 

งดเพศสัมพันธ์หรือสัมผัส โดยตรงกับแผลจะกระทั่งแผลหายดีแล้ว

 

พยายามละเว้นการแตะต้องกับ

 

บริเวณเพราะอาจจะแพร่ไปสู่ริเวณร่างการได้

 

สวมชุดชั้นใน ชนิดฝ้าย และ เว้นการสวมเครื่องนุ่งห่ม

 

หรือ กางเกงที่คับหรือยีนส์สตรีควรงด สวมกางเกง

 

ชนิดทำจากไนล่อนหรือลินิน

 

สตรีที่เป็นเริมอวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูง

 

ต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์

 

เพื่อ การตรวจ PAP SMEAR 1-2 ครั้งทุกเดือน

 

ทุกครั้งที่เปลี่ยนแพทย์ ให้เล่าประวัติการเกิดเริมของตนเองกันแพทย์

 

ที่ท่านไปหาใหม่

 

สตรีที่ตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยวกับเริมเป็นพิเศษ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด

 

ถ้าสงสัย ว่าจะเป็นโรคเริม ควรรีบปรึกษาแพทย์

 

การรักษา

 

จะใช้การทำแผล ขณะที่โรคยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนอยู่

 

การใช้ยา Acyclovir จะช่วยลดอาการได้แต่ไม่หายขาด

 

เมื่อร่างกายอ่อนแอก็จะเป็นใหม่ได้

 

ข้อเสียคือราคาแพงครับ

 

***********************

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

โรคฝีมะม่วง

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 02-09-2009

โรคฝีมะม่วง หรือ

LYMPHOGRANULOMA VENEREUM (LGV)

ลักษณะทั่วไป

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สามารถพบได้ประมาณ 5% ของผู้ป่วย

และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส

ติดต่อได้โดยการร่วมเพศ หรือ สัมผัสถูกหนอง

ของฝีมะม่วงโดยตรง

ระยะฟักตัว 3-30 ตัว

(เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยที่มีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต

กดเจ็บและตรวจไม่พบหลักฐานว่า

เป็นโรค เริม ซิฟิลิส หรืแผลริมอ่อน

ให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้

ยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดตรวจหาภูมิ

อาการ

เริ่มแรกจะมีตุ่มนูน ตุ่มใส

หรือแผลขนาดเล็กเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ

และหายไปเองภายใน 2-3 วัน

โดยที่ผู้ป่วยไม่ทันได้สังเกตพบ

ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโต

ติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ และเจ็บมาก

ตรงกลางเป็นร่องของพังผืด คล้ายร่องของมะม่วงอกร่อง

จึงเรียกว่าฝีมะม่วง” ซึ่งอาจเป็นเพียงข้างเดียว

หรือสองข้างก็ได้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีจะมีอาการอักเสบ 

มีลักษณะบวมแดงร้อนร่วมด้วย

บางคนอาจปวดฝีมากจนเดินไม่ถนัด

บางคนอาจมีอาการไข้  ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

เบื่ออาหาร ปวดข้อ ตาอักเสบ ผื่นขึ้นตามตัว

ฝีมะม่วงมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

เพราะในผู้หญิงน้ำเหลืองจากอวัยวะสืบพันธุ์

จะระบายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

ในช่องเชิงกรานมากกว่ามาที่ขาหนีบ

ถ้าไม่ได้รักษาฝีอาจยุบหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์

หรือเป็นเดือน แต่บางรายฝีอาจแตกเป็นรู หลายรู 

และมีหนองไหล กลายเป็นแผลเรื้อรังโรคนี้อาจลุกลาม

ทำให้มีการอักเสบของช่องทวารหนักจนตีบตัน

ถ่ายอุจจาระไม่ออก

มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการแทรกซ้อน

อาจทำให้มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลือง

ในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์

ภายนอกมีอาการบวมได้ (เช่น ปากช่องคลอดบวม อัณฑะบวม)

บางคนอาจเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่

ที่สำคัญ คือ การตีบตันของช่องทวารหนัก

ซึ่งอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

การรักษา

ให้ยาแก้ปวด ใช้น้ำอุ่นจัดๆ ประคบ

และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน 

หรืออีริโทรไมซิน ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง

หรือดอกซีไซคลีน  ครั้งละ 100 มก.

วันละ 2 ครั้ง ควรกินยาติดต่อกันนาน 14 วัน

ถ้าฝีไม่ยุบและมีลักษณะนุ่ม

ควรใช้เข็มเบอร์ 16-18 ต่อเข้ากับกระบอกฉีดยา

แล้วเจาะดูดเอาหนองออก ไม่ควรผ่า

เพราะจะทำให้แผลหายช้า และอาจทำให้

มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลืองในบริเวณนั้นได้

ยาที่ใช้รักษา ได้แก่  Doxycyclin 100mg เช้า-เย็น

เป็นเวลา 21 วัน หรือ erythromycin 500 mg

วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 21 วัน

ข้อแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ดีกว่าที่จะทำการรักษาเอง

ควรตรวจเลือดหาวิดีอาร์แอลและเชื้อเอชไอวี

เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น

การป้องกัน

อย่าสำส่อนทางเพศ

ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ

ป้องกันได้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น

ผิวหนังส่วนอื่นไม่สามารถป้องกัน

หากมีแผลให้งดการมีเพศสัมพันธ์

ควรฟอกล้างด้วยสบู่หลังการร่วมเพศทันที

ระยะฟักตัว 3-30 ตัว (เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

ที่มา เว็บไซต์ สยามเฮลท์, ไทยแลปออนไลน์

 

*************************

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

แผลริมอ่อน

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 02-09-2009

แผลริมอ่อน เป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า  

Haemophilus Ducreyi 

โรคนี้ติดต่อได้ง่ายแต่ก็สามารถรักษาให้หายขาด  

โรคนี้จะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ  

และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บางครั้งมีหนองไหลออกมา 

ที่เรียกว่า ฝีมะม่วง  

หากไม่รักษาจะเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อ  

ลักษณะทั่วไป 

แผลริมอ่อน (ซิฟิลิสเทียม ก็เรียก)

พบได้ประมาณ 2-5%

ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง

ที่มีชื่อว่า ฮีโมฟิลุสดูเครย์

(Hemophilus ducreyi)

โรคนี้ติดต่อได้สองวิธีคือ

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการสัมผัสแผลระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์

ติดต่อโดยการปนเปื้อนหนองไปติดผิวหนังส่วนอื่น

อาการ

หลังได้รับเชื้อ 2-7 วัน จะมีแผลเล็ก ๆ

ที่ปลายอวัยวะเพศ ลักษณะคล้ายแผลเปื่อย

ขอบไม่แข็งและไม่เรียบ เรียกว่า แผลริมอ่อน

เวลาแตะถูกมักมีเลือดซิบ ๆ และรู้สึกเจ็บ

มักมีหลายแผล

ต่อมาจะพบต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ

บวมโตติดกันเป็นพืดและเจ็บ

ลักษณะเป็นสีแดงคล้ำและนุ่ม อาจแตกเป็นหนองได้

ส่วนมากโตเพียงข้างเดียว บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่น

เบื่ออาหารร่วมด้วย

ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

แผลจะลุกลามไปมาก

บางคนอาจเป็นมากจนอวัยวะเพศแหว่งหายได้

คนไทยเราเรียกว่า โรคฮวบ

อาการแทรกซ้อน

อาจทำให้เป็นแผลดึงรั้งจนเกิดภาวะ

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายไม่เปิด

ในรายที่เป็นรุนแรง อาจทำให้อวัยวะแหว่งหาย (โรคฮวบ)

เนื่องจากเป็นแผลทำให้เกิดการติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้น

ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอาจจะอักเสบจนแตกเป็นหนองไหลออกมา

หากไม่รักษาใน 5-8 วันหลังจากเกิดแผล

แผลอาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย

หากเป็นแผลที่หนังอวัยวะเพศชายอาจจะเกิดพังผืด

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยทำได้โดยการน้ำหนองที่ก้นแผล

ไปย้อมเชื้อก็จะพบเชื้อโรค และยังสามารถเพาะเชื้อ

เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค

การรักษา

ควรปรึกษาแพทย์

โรงพยาบาลหรือศูนย์ควบคุมกามโรค

เพื่อทำการย้อมหาเชื้อจาก หนองที่แผล

ถ้าเป็นแผลริมอ่อน

ก็ให้การรักษา ด้วยยาขนานใด ขนาดหนึ่ง ดังต่อไปนี้

โอฟล็อกซาซิน 400 มก. กินครั้งเดียว

ไซโพรฟล็อกซาซิน 500 มก. กินครั้งเดียว

เซฟทริอะโซน 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว

ข้อแนะนำ

โรคนี้บางครั้งอาจแยกออกจากซิฟิลิสไม่ชัดเจน

ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้นหรือสงสัยเป็นซิฟิลิส

ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

แม้ว่าอาการจะหายดีแล้ว

ผู้ป่วยก็ควรเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์แอล

และเชื้อเอชไอวี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส

หรือติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

ควรรักษาแผลเฉพาะที่โดยใช้น้ำเกลือชะล้าง

ไม่ต้องใส่ยาอะไรทั้งสิ้น

ไม่ควรใช้เพนิซิลลิน หรือ ซัลฟา ใส่แผล

เพราะอาจทำให้แพ้ได้ง่าย

การป้องกัน

อย่าสำส่อนทางเพศ

ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ

(ป้องกันได้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น ผิวหนังส่วนอื่นไม่สามารถป้องกัน)

หากมีแผลให้งดการมีเพศสัมพันธ์

ควรฟอกล้างด้วยสบู่หลังการร่วมเพศทันที

 

****************************

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

 

 

 

ที่มา

http://lifestyle.kingsolder.com/health/disease.asp?id=309&no=1&type_id=13

 

http://www.thailabonline.com/sexualvdrl.htm

 

 

 

หนองในเทียม

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 01-09-2009

หนองในเทียมเป็นหนึ่งในสี่ของโรคที่พบบ่อยในคลินิกกามโรคชาย

หนองในแท้ หนองในเทียม โรคเริม และหูดหงอนไก่ อาจมาเดี่ยวๆ 

โรคเดียว หรือมาพร้อมกับโรคหนองในแท้ก็ได้ หนองในเทียม 

ส่วนใหญ่จะรักษาหายด้วยยากิน แต่ก็มีคนไข้ส่วนหนึ่งที่รักษาหายยาก  

(มีไม่ถึง 10 %) จัดอยู่ในประเภทหนองในเทียมที่รักษายาก 

เมื่อมีการอักเสบในท่อปัสสาวะ เอาหนองหรือของเหลวจากท่อ 

ปัสสาวะมาตรวจย้อมแล้วส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์

(หรือตรวจด้วยวิธีอื่น) ถ้าไม่พบเชื้อหนองในแท้

(gram negative dipplococci)

เราจะจัดให้อยู่ในกลุ่มหนองในเทียมทั้งหมด

เพราะการรักษาไม่ต่างกัน

หนองในเทียมมีชื่อภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น NGU, NSP, PGU

แต่ละชื่อมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

NGU (Non-Gonococcal Urethritis)

ในผู้ชาย เมื่อตรวจหนองแล้ว

พบว่ามีการอักเสบ แต่ไม่พบเชื้อหนองในแท้ แต่อาจพบเชื้ออื่นเช่น

Chlamydia หรือ ureaplasma หรือเชื้ออื่นๆ

NSU (Non-Specific Urethritis) หมายถึง ท่อปัสสาวะอักเสบ

จะไม่พบเชื้อใดๆ อาจอักเสบอาจเกิดจากการสวนท่อปัสสาวะ

เคล็ดจากการมีเพศสัมพันธ์ แพ้ยา แพ้อาหารทะเล หรือเกิดจาก

การบาดของผลึกอาหารบางอย่าง

PGU (Post-Gonococcal Urethritis) หมายถึง การอักเสบใน

ท่อปัสสาวะหลังรักษาหนองในแท้หายแล้ว

ตัวต้นเหตุ

จากข้อความที่เกริ่นข้างต้นคงพอจะทราบแล้วว่า หนองในเทียมมี

ทั้งประเภทที่มีเชื้อและไม่มีเชื้อ ประเภทที่มีเชื้อ ก็มีได้หลายเชื้อ

เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรือเชื้อรา ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่

(เกินครึ่ง) ที่ตรวจพบคือเชื้อ Chlamydia trachomatis และ

Ureaplasma urealyticum ส่วนโรคเริมหรือพยาธิในช่องคลอด

(Trichomanas vaginalis) ก็อาจทำให้เกิดหนองในเทียมได้

ติดมาได้ยังไง

ส่วนใหญ่ติดจากการร่วมเพศ ไม่ว่าจะเป็น ทางปาก ทางช่องคลอด

หรือทางทวารหนัก ก็ติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น ผู้ชายหลายคนอาจคิดว่า

การให้ผู้หญิงใช้ปากโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะไม่ทำให้ติดโรค

ถือเป็นความเข้าใจที่ผิด ! นอกจากสาเหตุหลักนี้แล้ว สาเหตุอื่น

ที่ทำให้ติดโรคได้เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

การอักเสบของต่อมลูกหมาก เคล็ดจาการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง

แพ้ยา หรือแพ้สารอาหารบางอย่าง

นานแค่ไหนถึงมีอาการ

หลังรับเชื้อมาแล้วหนึ่งถึงสามสัปดาห์ หรือบางรายอาจนานเป็นเดือน

หนองในเทียมจะเริ่มแสดงอาการ

ส่วนหนองในแท้จะแสดงอาการเร็วกว่าหนองในเทียม

โดยจะแสดงอาการภายใน 3-4 วัน

มีอาการอะไรบ้าง

ในผู้ชาย อาการมักเกิดหลังติดเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์

โดยจะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัดเล็กน้อย

บางรายอาจคันหรือระคายเคืองท่อปัสสาวะ

หรือปวดหน่วงตรงฝีเย็บใกล้ทวารหนัก มีหนองซึม

ลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่น

(หนองในแท้ หนองจะมีลักษณะข้นกว่า) มีออกเพียงเล็กน้อย

ในระยะแรกอาจรู้สึกแสบๆในท่อปัสสาวะ และมีมูกออกเล็กน้อย

เฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น ต่อมาจะเริ่มแสดงอาการมากขึ้น

ในผู้หญิง มักไม่แสดงอาการ อาจมีเพียงตกขาวผิดปกติ

หรือปัสสาวะแสบเล็กน้อยในบางครั้ง

เด็กแรกเกิดที่แม่มีเชื้อหนองในเทียม โดยเฉพาะเชื้อ Chlamydia

อาจมีอาการตาแดงตาอักเสบหรือปอดบวมได้

หมอตรวจยังไง

สำหรับผู้ชาย นำสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะมาย้อมสี ส่องดูด้วย

กล้องจุลทรรศน์ ถ้ามีสารคัดหลั่งน้อย หมออาจเอาลวดแหย่เข้าไป

ในท่อปัสสาวะเพียงตื้นๆ เพื่อเอาสารคัดหลั่งมาตรวจ

แต่ถ้าใครมีหนองหรือเมือกให้เห็น ก็เอาแผ่นกระจกป้ายแล้วนำมา

ย้อมสี ส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจเพียงแค่นี้ก็นับว่าเพียงพอ

แล้วสำหรับการวินิจฉัย แต่ถ้ารักษาแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือไม่หาย

ก็ต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการอื่น เช่น เพาะเชื้อ ตรวจ PCR เป็นต้น

นอกจากนี้หมออาจตรวจปัสสาวะ วิธีนี้เรียกว่า TWO GLASS TEST

เพื่อดูว่า การอักเสบลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะ

ส่วนต้นหรือส่วนโคนแล้วหรือยัง

สำหรับผู้หญิง ตรวจภายในธรรมดาๆโดยเอาสารคัดหลั่งมาตรวจ

หาเชื้อหนองในเทียม แต่ปกติแล้ว ผู้หญิงจะตรวจพบยากกว่าผู้ชาย

จึงมักนิยมรักษาฝ่ายหญิงไปพร้อมๆ กับฝ่ายชาย

(ยากินที่ใช้รักษาเป็นยาชนิดเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ชาย)

ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐนิยมตรวจหาเชื้อ

Chlamydia trachomatis ด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจสารคัดหลั่งจาก

ปากมดลูกหรือตรวจจากน้ำปัสสาวะ (ตรวจได้ทั้งชายและหญิง)

แต่การตรวจแบบนี้ยังมีราคาแพงและยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย

ส่วนใหญ่วิธีนี้นิยมใช้กันในโรงพยาบาลใหญ่ๆ

หรือคลินิกเฉพาะทางบางแห่งเท่านั้น

ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

ผู้ชาย จะมีโรคแทรกซ้อนตามมา ที่พบบ่อยคือ

หนองในลงไข่ อัณฑะอักเสบ ถ้ายังไม่ใส่ใจ ปล่อยทิ้งไว้นาน

หรือมัวแต่ซื้อยากินเอง อาจทำให้เป็นหมัน

ไม่มีผู้สืบสกุล สูญพันธุ์ได้  โรคอื่นที่อาจตามมาคือ

โรค Reiter’s syndrome มีอาการ 3 อย่างร่วมกัน คือ

ไขข้ออักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ และมีปัสสาวะแสบ ขัด

ผู้หญิง เป็นฝ่ายที่น่าสงสาร เพราะอาจไม่รู้ตัวว่ามีเชื้อ

โดยเฉพาะเชื้อ Chlamydia ที่พ่อเจ้าประคุณสามีเอามาฝากโดยไม่บอก

ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษา อาจเกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ผลที่ตามมาคือ อาจมีลูกยาก เป็นหมัน

หรือท้องนอกมดลูกได้ง่าย ถ้าท้องในมดลูกก็อาจแท้งได้ง่าย

ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการตรวจคัดกรองเชื้อ Chlamydia

เป็นประจำ โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อายุน้อยมีความเสี่ยงสูง

ที่จะได้รับเชื้อ (โดยไม่แสดงอาการและไม่รู้ตัว)

แล้วจะรักษายังไง

หนองในเทียมใช้ยากินเป็นหลัก และมักต้องกินยาวนาน บางรายอาจ

นานถึง 2 – 3 สัปดาห์ ดังนั้นจึงต้องตั้งใจกิน กินให้หมด

หมอให้มากิน ไม่ได้ให้มาเก็บ

แล้วจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร

มีสามีหรือภรรยาคนเดียว รักเดียวใจเดียวว่างั้นเถอะ

แม้แต่กิ๊กก็อย่าไว้ใจ แสบมาแยะแล้ว

ถ้ามีความจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และทุกช่องทาง

ทั้งช่องบนและช่องล่าง

ถ้าคุณเป็นโรคหนองในเทียมให้งดการมีเพศสัมพันธ์

การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ช้ำมากขึ้น และเพื่อป้องกันการรับเชื้อเพิ่ม

อย่าลืมรักษาคู่นอนด้วย มีกี่คน บ้านเล็กบ้านใหญ่

ต้องรักษาให้ครบทุกคน

 

********************************

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

 

 

หนองในแท้ (Gonorrhea)

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์, ไม่มีหมวดหมู่ | Posted on 17-08-2009

หนองในแท้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในช่วง 20 -30 ปีก่อน

เรียกว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว จวบจนมีโรคเอดส์เข้ามา มีการรณรงให้ใช้

ถุงยางอนามัยมากขึ้น โรคหนองในก็หายหน้าหายตาไปนาน จวบจนช่วงกลาง

ปี 2546 เริ่มพบหนองในแท้มากขึ้นพร้อมกับข่าวร้ายที่ตามมาด้วย

คือเชื้อนี้ดื้อยากินจนไม่อาจใช้ยากินรักษาได้อีกต่อไป

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษา

หายขาดได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae สามารถเกิดได้

ทั้งที่อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก ปากมดลูก ช่องท้อง ในช่องปาก ทวารหนัก

หรือแม้แต่นัยน์ตาทารกแรกเกิด

สำหรับผู้หญิงบางคนรับเชื้อมาแล้วไม่มีอาการหรือมีตกขาวเล็กน้อย

ไปซื้อยากินเองอาการสงบลงทำให้เข้าใจว่าไม่เป็น จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อ

มันลามเข้ามดลูก ไปสู่ปีกมดลูก ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ปีกมดลูกอักเสบ

ทำให้เกิดท้องนอกมดลูก หรือเป็นหมันในที่สุด

อาการและการแสดง

ฝ่ายชาย หลังรับเชื้อมา 2 – 5 วันก็จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหล

จากท่อปัสสาวะ แต่บางรายอาจรวดเร็วทันตาเห็น ไหลในวันรุ่งขึ้นก็เคยเจอ หรือ

บางรายอาจนานเป็นเดือนแล้วจึงค่อยมีอาการก็มี แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่

มักราว 2 – 5 วันนั่นแหละ มีหลายรายยังซื้อยากินเองแล้วอาการสงบไป

ผ่านไปเป็นสัปดาห์ มาอีกทีก็เกิดโรคแทรกซ้อน อัณฑะบวมยากต่อการรักษา

หรือบางรายอาจถึงกับเป็นหมันไปก็มี

ส่วนฝ่ายหญิง บางรายอาจไม่มีอาการ รับเชื้อมาไว้เฉยๆก็เจอบ่อยๆ

จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อชายที่มามีเพศสัมพันธ์ด้วยเกิดการติดเชื้อไป

ส่วนคนที่รับเชื้อแล้วมีอาการ อาการที่เป็นก็เช่น ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะ

มีเลือด มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวสีเหลืองออกเขียวเป็นต้น

ส่วนรายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เมื่อติดเชื้อก็จะมีอาการคันหรือระคายเคือง

ที่ทวารหนัก อาจมีเมือกหรือหนองออกมาทางทวารหนักเช่นเดียวกับในท่อปัสสาวะ

มีคนเข้าใจผิดมากๆหลายราย ที่เข้าใจว่าเวลาไปเที่ยวไม่ใช้อวัยวะสอดใส่

แต่ให้หญิงบริการใช้ปากกับอวัยวะเพศของตนแล้วจะปลอดภัย

คนที่เข้าใจอย่างนี้แสบมาแยะแล้ว เพราะในลำคอของหญิงบริการเหล่านี้

มีเชื้อโรคหนองในแท้อาศัยพักอยู่ เพราะเธอก็ไปใช้ปากให้กับผู้ใช้บริการราย

อื่นมาก่อน เมื่อมาใช้ปากกับท่าน เชื้อหนองในเลยกระโดดมาติดอวัยวะของท่าน

แบบนี้มาฉีดยาแยะแล้วนะครับ จะใช้ปากก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยนะครับ

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ เห็นคนไข้บ่อยๆ

บางครั้งแค่ฟังประวัติและเห็นลักษณะหนองก็บอกได้แล้วว่าใช่หรือไม่ใช่

ส่วนการตรวจยืนยัน คือการเอาหนองมาย้อมเชื้อส่องกล้องดู

นอกจากการวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ถ้าตรวจหาเชื้อไม่เจอ แต่สงสัยมากๆ

ก็อาจเอาหนองมาเพาะเลี้ยงเชื้อก็ได้ หรือปัจจุบันจาก

น้ำปัสสาวะหรือของเหลวจากปากมดลูกก็อาจนำมาตรวจหา DNA ของเชื้อก็ยังได้

ถ้าไม่รักษา อะไรจะเกิดขึ้น

ถ้าไม่รักษา (หรือรักษาเองอาการสงบไป) เชื้ออาจลามลงอัณฑะทำให้อัณฑะ

อักเสบบวมเจ็บเป็นเหตุให้เป็นหมันหรืออาจลามเข้ากระแสเลือด

ทำให้เกิดข้ออักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

อาการแทรกซ้อนสำหรับฝ่ายหญิงคือทำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเชิงกราน

หรือปีกมดลูกอักเสบ บางรายเป็นก้อนหนองที่ปีกมดลุกก็เคยมีให้เห็น

ทำให้ท่อตีบตันอาจทำให้เป็นท้องนอกมดลูกตามมา

หรืออาจเป็นหมันไปเลยก็ได้ ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาสาธารณสุขต่อไป

แต่ที่น่าเป็นห่วงกังวลกว่านั้นก็คือ เมื่อท่านติดเชื้อหนองในได้

ท่านก็อาจติดเชื้อ hiv ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเธอรับเชื้อหนองในมาได้

เธอก็อาจรับเชื้อ hiv มาด้วยได้เช่นกัน

การรักษา

ในตำรากล่าวถึงยารับประทานหลายตัวสามารถรักษาหนองในแท้ได้

แต่ในทางปฏิบัติจริงเชื้อเหล่านี้ดื้อยา จนไม่อาจใช้เป็นแนวทางรักษาได้แล้ว

ต้องใช้ยาฉีดอย่างเดียว ดังนั้นถ้าท่านไปมีเพศสัมพันธ์แล้วมีอาการที่สงสัยว่า

จะเป็นหนองในแท้ อย่ามัวเสียเวลาซื้อยากินเอง มิฉะนั้นเชื้อจะหลบจนท่าน

ตายใจว่าหายแล้ว สุดท้ายจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจนยากจะเยียวยาได้

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

ซิฟิลิส Syphilis

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 11-08-2009

ซิฟิลิส Syphilis

ซิฟิลิสเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอันตราย

เนื่องจากมีอาการเรื้อรัง มีระยะติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี

สามารถทำให้เกิดโรค แก่ระบบต่าง ๆของร่างกายได้หลายระบบ

อาจมีอาการแสดงที่ชัดเจน หรืออาจอยู่ในระยะสงบได้เป็นระยะเวลานาน

นอกจากติดต่อทาง เพศสัมพันธ์แล้ว

ยังสามารถติดต่อจากมารดาไปยังทารกได้

เชื้อสาเหตุ

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Treponema pallidum

ระยะฟักตัว 9 – 90 วัน

ลักษณะทางคลินิก ซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

ซิฟิลิสระยะแรก early syphilis

ซิฟิลิสระยะหลัง late syphilis

1. ซิฟิลิสระยะแรก early syphilis มีการดำเนินของโรคดังนี้

1.1 ซิฟิลิสระยะที่ 1 (primary syphilis) ระยะฟักตัว 9 – 90 วัน

เชื้อเข้าทางเยื่อบุ รอยถลอกหรือรอยฉีกขาดที่ผิวหนัง

จะมีแผลเกิดขึ้นที่บริเวณเชื้อเข้าไป เช่น อวัยวะเพศ ริมฝีปาก

นิ้วมือ ลิ้นหัวนม ทวารหนัก เป็นต้น ในระยะแรกรอยโรคเป็นตุ่มเล็ก ๆ

ต่อมาแตกเป็นแผลซึ่งค่อย ๆใหญ่ขึ้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–2 ซม.

มักเป็นแผลเดียว ก้นแผลสะอาด มีน้ำเหลืองเยิ้ม ขอบแผลนูนแข็ง

บางคนเรียก โรคแผลริมแข็งจะไม่เจ็บนอกจากมีเชื้อโรคอื่นมา

แทรกทำให้แผลอักเสบ และเจ็บปวดได้

ที่แผลจะมีตัวเชื้อโรคอยู่จึง ติดต่อกันได้ง่าย

มักพบแผลบริเวณอวัยวะเพศซึ่งทำให้เกิด

การอักเสบ ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบได้ (inguinal lymph node)

ซึ่งต่อม น้ำเหลืองที่บวมโตนี้มีลักษณะแข็งคล้ายยางและกดไม่เจ็บ

แผลซิฟิลิส มีคุณสมบัติพิเศษ คือ

สามารถหายเองได้ภายในเวลา 3 – 8 สัปดาห์

แม้จะรักษาไม่ถูกต้องหรือไม่รักษาก็ตาม

แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไปด้วย

โรคจะลุกลามต่อไปเข้าสู่ระยะที่ 2

1.2 ซิฟิลิสระยะที่ 2 (secondary syphilis) มักจะเกิดหลังจากที่เป็น

แผลซิฟิลิสระยะที่ 1 ประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ แต่บางรายอาจจะนาน

เป็นเวลาหลายเดือนก็ได้ ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เชื้อกระจายไปตาม

กระแสเลือดทำให้เกิดอาการแสดงได้หลายอย่าง

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมัก มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือ กระดูก ต่อมน้ำเหลืองโต

การตรวจเลือดด้วย VDRL/RPR จะได้ผล reactive

และมีอาการแสดงทางผิวหนัง หรือเยื่อบุที่พบได้จากการตรวจร่างกาย คือ

1.ผื่น skin rash เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะผื่นที่พบมี

หลายแบบเช่น ผื่นราบ macule ผื่นนูน papule ตุ่มหนอง pustule

หรือผื่นนูนมีสะเก็ด papulosquamous ที่พบบ่อยคือ

แบบ maculopapular และแบบ papulosquamous

มักพบผื่นที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้า

2.รอยโรคที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่อับชื้น condyloma lata เช่น

บริเวณรอบ อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก เป็นต้น

3.รอยโรคที่พบบริเวณเยื่อบุในช่องปาก mucous patch หรือบริเวณ

อวัยวะเพศ มีลักษณะเป็นแผลตื้น ๆ โดยมีเยื่อสีขาวเทาคลุมอยู่

4.ผมร่วง alopecia ลักษณะที่พบบ่อยคือ ร่วงเป็นหย่อม ๆ

(moth-eaten alopecia) แต่อาจพบเป็นแบบอื่น ๆได้ เช่น

ร่วงแบบกระจาย diffuse alopecia

ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 อาจค่อยๆ หายไปเองแม้ไม่รักษา

หรือรักษาไม่ถูกวิธี แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคทุเลาหรือหายขาด

โรคจะลุกลามต่อไปสู่ระยะสงบ ซึ่งเรียกว่า ซิฟิลิสระยะแฝง

1.3 ซิฟิลิสระยะแฝง latent syphilis การตรวจร่างกายทั่วไปรวมทั้ง

ระบบหัวใจหลอดเลือดและระบบประสาท พบว่าปกติ

แต่ผลการตรวจเลือดด้วยวิธี VDRL หรือ RPR และยืนยันด้วยวิธี TPHA

หรือ FTA-ABS ให้ผล reactive แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

early latent syphilis คือ ติดเชื้อภายใน 2 ปี

และ late latent syphilis ติดเชื้อเกิน 2 ปี

หรือไม่ทราบระยะเวลาติดเชื้อที่แน่นอน หากติดเชื้อเป็นเวลานานมาก ๆ

อาจพบ VDRL เป็น non reactive แต่ TPHA

หรือ FTA-ABS ให้ผล reactive ตามเดิม

2. ซิฟิลิสระยะหลัง late syphilis หลังจากโรคสงบอยู่

ในระยะแฝงนานเป็นปีๆ ประมาณ 1 ใน 3

ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะแสดงอาการของโรค

ในระยะท้ายคือ ซิฟิลิสระยะหลัง

ในปัจจุบันพบผู้ป่วยระยะนี้น้อยเนื่องจากการรักษาแต่ต้น

สามารถหยุดการดำเนินโรคได้ อาการที่พบบ่อยในซิฟิลิส

ระยะหลัง แบ่งเป็น

2.1 ซิฟิลิสกลุ่มกัมม่า benign late syphilis

รอยโรคนี้เรียกว่า gumma เกิดจากการที่มี tissue necrosis

และ granuloma พบได้ที่ ผิวหนัง เยื่อบุกระดูก หรืออวัยวะภายใน

2.2 ซิฟิลิสของระบบการไหลเวียนโลหิต cardiovascular syphilis

เชื้อโรคเข้าทำลายหัวใจและหลอดโลหิตใหญ่ aorta ตลอดมาอย่างช้าๆ

จะปรากฏอาการเส้นโลหิตใหญ่โป่งพอง ลิ้นหัวใจรั่ว

ทำให้การทำงานของหัวใจเสื่อม หรือล้มเหลวได้ในที่สุด

2.3 ซิฟิลิสระบบประสาท neurosyphilis

เชื้อซิฟิลิสทำลายระบบประสาททีละน้อย

เป็นเวลานาน ทำให้มีอาการปวดตามแขนขา เดินผิดปกติ

ขาลาก ข้อเข่าเสื่อม สมองอักเสบ สมองเสื่อมหรือเป็นบ้าได้

หรืออาจเป็นชนิดไม่มีอาการ (asymptomatic neurosyphilis)

ซึ่งวินิจฉัยได้โดยการตรวจน้ำไขสันหลังแล้วพบมีการเพิ่มของจำนวนเซลล์

และการเพิ่มปริมาณ ของโปรตีน

หรือผลการตรวจ VDRL หรือ FTA-ABS หรือ TPHA ของน้ำไขสันหลัง

ให้ผล reactive ในรายที่มีอาการ

อาการทางระบบ ประสาทที่พบบ่อย

คือ meningovascular syphilis, tabes dorsalis

และ general paralysis of insane (GPI) อย่างไรก็ตาม

การวินิจฉัย ซิฟิลิสระบบประสาทต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา

ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis)

ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะเช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป

ทั้งด้าน ลักษณะทางคลินิก

การดำเนินโรค ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ปัญหาที่สำคัญคือ

โรคนี้สามารถติดต่อจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้

เนื่องจากเชื้อในกระแสเลือดของมารดาสามารถผ่านรก

ไปตามสายสะดือเข้าไปในตัวทารกได้

มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิส และมีผล VDRL reactive

ทารกก็จะมีผล VDRL reactive ด้วย

การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปไม่ครบกำหนดคลอด

อาจแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด หรือทารกตายคลอด

ถ้าการตั้งครรภ์นั้นสามารถ ดำเนินต่อไปจนถึงครบกำหนดคลอด

ทารกที่เกิดมาจะมีอาการของ ซิฟิลิสแต่กำเนิดปรากฏอยู่ด้วย

อัตราการติดเชื้อของทารกในครรภ์ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อ

ในกระแสเลือดของมารดา

ถ้ามารดาเป็นโรคในระยะที่มีเชื้อจำนวนมาก

เช่นซิฟิลิสระยะที่ 2 ทารกมีโอกาสติดเชื้อสูง ถ้าเป็นโรคระยะท้าย ๆ

เช่น ซิฟิลิสระยะแฝง เกิน 2 ปี

อัตราการติดเชื้อของทารกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

อาการและอาการแสดงของซิฟิลิสแต่กำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

1.ซิฟิลิสแต่กำเนิดระยะแรก early congenital syphilis

พบตั้งแต่แรกคลอดจนถึงระยะ 1 ปี

มักมีอาการ คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรก คลอดน้อย ตับโต

ม้ามโต ผิวหนังที่ฝ่ามือฝ่าเท้าพอง และลอก

ในกรณี ที่เด็กโตขึ้นจนถึง 2 – 3 เดือน จะพบลักษณะเฉพาะ

คือ ดีซ่าน (prolonged jaundice)

ผื่นขึ้นตามตัวคล้ายซิฟิลิสระยะที่ 2 ในผู้ใหญ่

บางรายมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต ไม่ขยับแขน หรือขา

(pseudo paralysis) เกิดจาก osteochondritis

หรือมี epiphyseal separation นอกจากนี้ยังพบว่า

เด็กเลี้ยงไม่โต น้ำหนักไม่เพิ่มตามอายุ

ตัวบวมจากโรคไต (nephrotic syndrome)

ผิวหนังรอบปาก และจมูกแตกเป็นรอยแผลตื้น ๆ

มีเลือด และน้ำเหลืองออกทาง

เยื่อบุจมูก เมื่อแผลหายแล้วจะเกิดรอยแผลเป็นรอบๆปาก

เรียกว่า rhagades เมื่อเวลาผ่านไป

จะปรากฏอาการของซิฟิลิส แต่กำเนิดระยะหลัง

2.ซิฟิลิสแต่กำเนิดระยะหลัง late congenital syphilis

พบในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี

มีพยาธิสภาพตรงกับซิฟิลิสระยะหลังในผู้ใหญ่

ลักษณะที่สำคัญคือ แก้วตาอักเสบ interstitial keratitis

อาจตาบอดได้ ฟันหน้ามีรอยแหว่งเว้าคล้ายจอบบิ่น

มีแผลเป็นคล้ายรอยย่นที่มุมปาก เส้นประสาทฝ่อทำให้หูหนวกได้

สมองเสื่อมเพราะเชื้อเข้าทำลายระบบประสาท

นอกจากนั้น ยังอาจพบความผิดปกติของกระดูกได้

เช่น ดั้งจมูกยุบ เพดานปากโหว่ หน้าผากงอก กระดูกหน้าแข้งโค้ง

ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 เป็นซิฟิลิสระบบประสาทด้วย

เด็กที่เป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด

อาจมีชีวิตอยู่จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่มีอาการผิดปกติเลย

หรืออาจมีร่องรอยของซิฟิลิสแต่กำเนิดปรากฏให้เห็น

มีอยู่จำนวนมากที่เด็กเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิดตายเสียแต่ยังเด็ก

เพราะสุขภาพอนามัยไม่สมบูรณ์

*******************************************************************************

 

 
 

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HIV/AIDS

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 10-08-2009

เอดส์ คืออะไร

 

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)

 

เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV

 

ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือกขาว

 

ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ

 

ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม

 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ

 

อาการจะรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต

 

โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า   

 

ไวรัส เอดส์  หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  HIV

 

ซึ่งย่อมาจาก Human immunodeficiency Virus   

 

เมื่อไวรัส เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปภายในเซลล์บางชนิดของร่างกาย  

 

จะมีการฟักตัวระยะหนึ่งซึ่งอาจนานเป็นปีหรือนานกว่า 10 ปี

 

โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ  

 

ต่อมาไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย  

 

จนสามารถทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เสื่อมหรือเสียไปเรื่อยๆ  

 

ผู้ป่วยจึงมักมีการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย  

 

ในที่สุดร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้  และจะเสียชีวิตในที่สุด

 

2.ทำไมจึงเรียกว่าโรคเอดส์  (AIDS)

 

AIDS มาจากคำเต็มว่า Acuquired immune Deficiency Syndrome

 

A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด

 

I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม

 

S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการหรือโรคที่มีอาการหลายๆอย่าง

 

เอดส์ AIDS  จึงหมายถึงกลุ่มอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง

 

3. ลักษณะพิเศษของเชื้อเอดส์

 

เป็นไวรัสกลุ่ม  Retrovirus เป็นไวรัสที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นาน

 

เมื่อเทียบกับไวรัสอื่นๆ

 

เชื้อไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากเชื้อไวรัสอื่นๆ ดังนี้คือ

 

มันสามารถหลบเลี่ยงจากการถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกายคนปกติ

 

ได้ด้วยการเข้าหลบอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด  T-Lymphocytes  

 

ทำให้  Antibodies  ที่ถูกสร้างขึ้นไม่สามารถทำอันตรายต่อเชื้อ

 

ที่บุกรุกเข้ามาในร่างกายได้

 

สามารถนำเอาส่วนของ  gene ของตัวมันเข้าไปแฝงเป็นส่วนหนึ่งของ gene

 

ของเม็ดเลือดขาวของคนเรา  แล้วอาศัย enzyme พิเศษที่ไม่มีในไวรัสชนิดอื่น

 

ที่เรียกว่า  Reverse Transcriptase enzyme

 

เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว

 

ให้มีการสร้าง gene โดยที่ตัวมันไม่ต้องแบ่งตัวเอง  

 

ทำให้มีการเพิ่มจำนวน gene ของไวรัสได้อย่างรวดเร็ว

 

จนสามารถทำลายเม็ดเลือดขาวที่มันอาศัยอยู่นั้น

 

ได้สามารถกระตุ้นให้เซลล์บางชนิดของร่างกายมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว

 

จนเกิดเป็นมะเร็งชนิดต่างๆได้

 

เช่น กระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแบ่งตัวมาก

 

จนเกิดเป็นมะเร็งที่เรียกว่า Kaposi’s  Sarcoma

 

หรือสามารถกระตุ้นให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองแบ่งตัวจน

 

เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เรียกว่า Lymphoma ได้ เป็นต้น

 

4.เชื้อเอดส์หรือไวรัสเอดส์ ( HIV ) คืออะไร

 

เชื้อเอดส์มีชื่อว่า HIV มาจากคำเต็มว่า  Human Immunodeficiency Virus

 

H = Human หมายถึง คน หรือ มนุษย์

 

I = Immunodeficiency หมายถึง ภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรือเสียไป

 

V = Virus หมายถึง เชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก

 

จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

แต่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆได้  ถ้าเข้าไปในร่างกาย

 

HIV จึงหมายถึง เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมาก  

 

และถ้าเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคของเราเสียไป  

 

และร่างกายก็จะไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆได้  จึงล้มป่วยด้วยโรคนั้นๆ

 

HIV ติดต่อกันได้อย่างไร

 

การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย

 

ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ

 

ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น

 

และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่

 

การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา

 

ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์

 

การรับเชื้อทางเลือด

 

- ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV

 

มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ

 

ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อ HIV ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง

 

- รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด

 

ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด

 

ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อ HIV และจะปลอดภัยเกือบ 100%

 

ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก

 

ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี

 

เชื้อ จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30

 

จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ จากแม่ได้

 

แต่ถ้าแม่ ได้ รับยาต้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

 

โอกาสที่เด็กจะติดนั้นน้อยมาก

 

เอดส์ / HIV มีอาการอย่างไร

 

คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าไปในร่างกาย

 

ไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเสมอไป

 

ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัส

 

ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย

 

ถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบ

 

หรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค

 

ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร

 

ภายใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเข้าไป

 

ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ

 

ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ

 

ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว

 

แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วัน

 

ก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต

 

นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ

 

ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดบวก HIVได้

 

และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือด HIVบวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว

 

โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่า

 

มีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัส HIVอยู่ในเลือด

 

หรือที่เรียกว่าเลือด HIVบวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อ HIV เข้าไปแล้ว

 

ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมา

 

ทำปฏิกิริยากับไวรัส HIVเรียกว่าแอนติบอดีย์ (antibody)

 

เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายมาแล้ว

 

แต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัส HIV ได้คนที่มีเลือดบวก

 

จะมีไวรัส HIVอยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้

 

น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือน

 

กว่าจะมีเลือด HIV บวกได้ ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา

 

เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา

 

โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน

 

แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน 6 เดือน

 

โดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

 

เวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา

 

และห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อ

 

บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้

 

โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ

 

คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป

 

ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ

 

ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ

 

ขนาด 1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง

 

ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ

 

ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้

 

ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง

 

แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบ

 

ได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้

 

จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัส HIV

 

โดยไวรัส HIVจะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้

 

ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์

 

เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้น

 

ยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น

 

อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง

 

โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด,

 

เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา

 

และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง

 

จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น

 

ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ

 

ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกราย

 

ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดพิสูจน์

 

ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์

 

เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว

 

ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆ

 

และเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา (Kaposi’ssarcoma)

 

และมะเร็งปากมดลูก

 

การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำ

 

ไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง

 

เช่นจากการเป็นมะเร็ง

 

หรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ

 

หรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่า นิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ

 

ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้ (ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ)

 

ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

 

มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน

 

นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด

 

เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง

 

และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV)

 

ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย

 

และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน

 

มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ

 

ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง

 

ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิต

 

แคโปซี่ซาร์โคมา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด

 

ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง

 

มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง

 

คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น

 

ส่วนจะมีหลายตุ่ม บางครั้งอาจแตกเป็นแผล

 

เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา

 

อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร

 

ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้

 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

 

หรือมะเร็งปากมดลูกได้

 

ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV จึงควรพบแพทย์

 

เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน

 

นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมี

 

อาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย

 

เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต

 

หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง

 

บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน

 

หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น

 

ในแต่ละปีหลังติดเชื้อ HIVร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อ

 

จะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว

 

จะเสียชีวิตภายใน 2- 4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก

 

รักษาไม่ได้ หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล

 

หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ

 

หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด

 

พบว่ายาต้านไวรัส HIV ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้

 

สามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้นาน และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

 

อาการของเอดส์ มี 2 ระยะ

 

1.ระยะไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรง

 

ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่

 

จะอยู่ในระยะนี้ และบางคนไม่ทราบว่า ตัวเองติดเชื้อ HIV

 

จึงอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

 

2.ระยะมีอาการ ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการ

 

ภายหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 7-8 ปี

 

แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

 

- ระยะเริ่มปรากฎอาการ อาการที่พบคือ มีเชื้อราในปาก

 

ต่อมน้ำเหลืองโต งูสวัด มีไข้ ท้องเสีย น้ำหนักลด มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง

 

- ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก

 

ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค

 

ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

 

ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร

 

รักเดียว ใจเดียว หากจะมีเพศสัมพันธ์กับหญิง

 

ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์

 

ขอรับบริการปรึกษา เรื่อง โรคเอดส์ ก่อนแต่งงาน

 

และก่อนที่จะมีบุตรทุกท้อง

 

เอดส์ รู้ได้อย่างไรว่า ติดแล้ว

 

เนื่องจากโรคนี้แสดงอาการช้า แต่สามารถทราบได้

 

โดยการตรวจเลือด หากต้องการผลที่แม่นยำ

 

ควรตรวจภายหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 6 สัปดาห์ขึ้นไป

 

จนถึง 3 เดือน

 

เอดส์ รักษาได้หรือไม่

 

ขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายได้

 

ยาที่ใช้ปัจจุบันจะช่วยยับยั้ง ไม่ให้ไวรัส HIV เพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

ในร่างกายผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์จะมีสุขภาพแข็งแรง

 

สามารถทำงานได้ตามปกติ

 

เอดส์รักษาได้แต่ไม่หายขาดเป็นแต่โรคติดต่อเรื้อรัง

 

ซึ่งถ้าผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัส HIV เมื่อระดับจำนวน

 

ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น ก็จะไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ

 

แต่สามารถ เจ็บป่วยไม่สบายได้ เหมือนคนปกติ

 

เอดส์ ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อ HIV

 

- ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่

 

- ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่ หรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา

 

- ผู้ที่สงสัยว่า คู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง

 

- ผู้ที่คิดจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก

 

- ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัย

 

และสุขภาพของร่างกาย เช่นผู้ที่ต้องไปทำงานในต่างประเทศ(บางประเทศ)

 

เอดส์ เราอยู่ร่วมกันได้

 

คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถอยู่ร่วมกับสังคม และครอบครัวได้

 

และทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป เพราะเชื้อ HIV

 

ไม่ได้ติดต่อกันโดย การสัมผัส การกอดจูบ

 

การรับประทานอาหาร การขับถ่าย การใช้ของร่วมกัน

 

การอยู่ใกล้กัน การสนทนากัน หรือถูกยุงกัด

 

ดังนั้น จึงไม่ต้องแยกวงรับประทานอาหาร ไม่ต้องแยกห้องนอน

 

ห้องน้ำ อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ หรือห้องทำงาน

 

เอดส์เราสามารถอยู่ร่วมกันได้