ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 11-03-2010

กระทรวงสาธารณสุขไทย

พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยา

เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร

เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่

หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม

เพราะได้ผลดีมาก

ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97

จากกรณีองค์การอนามัยโลก

ได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ

ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส สตาวูดีน Stavudine : d4T

ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้

รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท

โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ

ซิโดวูดีน Zidovudine : AZT หรือทินอฟโฟเวียร์ Tenofovir

ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์

เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น

ตั้งแต่ค่าซีดีโฟร์ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี

ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

แทนคำแนะนำเดิม

ที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี

ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว

การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

อายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์

แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์

และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี

โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย

ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง

และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข

กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก

ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัส

ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสม

ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน

และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย

เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคม

และสวัสดิการข้าราชการ

คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน

โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน

โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้

ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า

ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐาน

ให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ จีพีโอเวียร์

GPO-VIR ประกอบด้วย สตาวูดีน+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และสูตรที่ 2 คือจีพีโอเวียร์ ซี GPO-VIR Z

ประกอบด้วย ซิโดวูดีนหรือเอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้

ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา

จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือซีดีโฟร์

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย

จากการประเมินพบว่าได้ผลดี

การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับ

เริ่มการให้ยาจากเดิม

ที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซี

เป็น 350 เซลล์ต่อซีซี

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย

กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้

เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด

เนื่องจากต้องรอความเห็น

จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน

ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

กรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัส

แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7

ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน

โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

ตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น

ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ เอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ เอแซดที+เนวิราพีน

ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51

โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม

เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก

สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97

มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9

หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540

อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33

นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า

การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม

คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด

โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กัน

ตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็ก

เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน

ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท

ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่ง

ใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ

ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข

ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัว

คือ เอแซดที+ลามิวูดีน+โลพินาเวียร์

เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น

นายแพทย์สมยศกล่าวว่า

การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว

จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้ยา

ที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม

ตับอักเสบ และอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ

จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ

ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์

และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม

โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด

เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ

นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

ที่มา:กระทรวงสาธารณสุข

 

**********************************

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 06-03-2010

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

เมื่อเราได้เราเชื้อไวรัส HIV มีเพื่อนๆ หลายคนคิดว่า

เราต้องเริ่มยาต้านไวรัสเลย ต้องคุยกันตรงนี้ว่า

การที่เราจะเริ่มใช้ยาต้านไวรัสนั้น เราจะเริ่มใช้ยาต้านเมื่อ

ระดับของจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200

ในเมื่องไทย เรากำหนดไว้เช่นนั้น

(ตอนนี้บางโรงพยาบาล เริ่ม จ่าย ยาต้าน เมื่อ จำนวน ซีดีโฟ 350

เพราะเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้ได้รับยาเร็วขึ้น

เพื่อหลีกเลี่ยงจากการมีโรคแทรกซ้อน)

แต่มีบางราย ที่ อาจจะต้องเริ่มยาต้านไวรัสก่อน

ที่จำนวน CD 4 จะต่ำกว่า 200

เช่น ผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ตุ่มคัน พีพีอี

หรือ อาหารทางผิวหนัง โรคปอดอักเสบจาก

พีซีพี หรือจำนวนของ CD4 เปอร์เซนต์น้อย

พร้อมมีการสัมพันธ์ กับโรคแทรกซ้อนต่างๆ

หรือมีเปอร์เซนต์ CD4ต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์

ส่วน ผู้ติดเชื้อที่มีการตรวจ ดู ระดับ CD4

ที่มีจำนวน CD4 มากว่า 250

การแพทย์ในทางเมื่อไทยจะถือว่ายังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส

ในกลุ่มนี้ สามารถดูแลตัวเอง ให้ดีๆ ต่อไป

ถ้าจำนวน CD4 ยังคงเพิ่มขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ

ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัส บางคนถามว่า

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ำนวน CD4 ถึงจะต่ำลง จนถึงเวลา รับยาต้านไวรัส

อันนี้คงบอกได้ลำบาก พอสมควร

เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน

การดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละคนก็ต่างกัน

เมือได้รับยาต้านไวรัส ให้กินยา ทุก 12 ชั่วโมง

กินให้ตรงเวลา ดีที่สุด เช่น 9 โมง เช้า กับ 3 ทุ่ม เป็นต้น

การกินยาต้านไวรัสนั้น คงต้องรู้กันอีกว่า

ยาต้านไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้จำนวน ระดับของ CD4 เพิ่มขึ้น

ยาต้านจะเข้าไปจัดการกับเจ้าไวรัส

มีจำนวนลดน้อยลง ในกระแสเลือด

เมื่อจำนวน ไวรัสลดลง

ร่างกายเราเอง จะมีโอกาศ สร้าง จำนวน CD4 เพิ่มมากขึ้น

จากนั้นจำนวน CD4 จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

ในเพื่อนบางคน

อาจขึ้นๆ ได้เร็วจนหน้าตกใจ

ในบางคน อาจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ละน้อย

ก็อย่าไปตกใจเลยครับ

ให้รู้ว่าเราได้ทำการรักษาที่ถูกต้องแล้ว

ส่วนเรื่องผลข้างเคียง ของยาต้านไวรัส อย่าพึงไปคิดถึงครับ

เอาชีวิตเราเองไว้ก่อน เพราะว่า ยาต้านแต่ละตัวนั้น

ผลข้างเคียงต่างกัน

หรือบางคนอาจไม่ได้เจอกับผลข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ

ไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตก ไปก่อนครับ

ทานไปก่อน จะนั้นถ้าร่างกายเรา

โดนผลกระทบกับยาต้านไวรัสค่อยมาแก้ไขกันได้

เอาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก่อนแล้วกันนะครับ

หนึ่งเองก็ผ่านจากผลข้างเคียงของยาต้าน

มา มากนัก แต่ทำไงได้ครับ

ไม่กินก็เกิดโรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ในที่สุด

เอาชีวิตไว้ก่อน

อย่างอื่นค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าลืมนะครับว่า

กินยาให้ตรงเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย

เพราะยาต้าน 1 สูตร

เราอาจใช้ได้ 5 ถึง 7 ปี เก็บยาต้านไว้ให้นานที่สุดครับ

เพราะ ร่างกายของเรา อาจจะไม่

สามารถรับยาต้านได้ทุกตัวนะครับ

รักและคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบ้านหลังนี้เสมอครับ

เอสด์เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ครับ

****************************************

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

โทร.082-6526598

เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ยาต้านไวรัส HIV

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 17-08-2009

นับตั้งแต่เริ่มพบโรคเอดส์ เมื่อประมาณ 20 ปี ที่แล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนายาต้านไวรัสมาโดยลำดับ

นับตั้งแต่เริ่มพบยาตัวแรก คือ AZT เมื่อปี ค.ศ. 1987

จนถึงปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้รับการรับรองจาก

องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วถึง 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว

รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการใช้ยาจากเดิมที่เคยใช้ยาเพียงตัวเดียว

ในการยับยั้งไวรัส HIV ซึ่งสามารถควบคุมเชื้อได้เพียงระยะสั้น ๆ

เนื่องจากเกิดการดื้อยาจากการกลายพันธุ์ mutation ในยีนส์ของไวรัส

ต่อมามีการพัฒนาโดยการใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิด

พบว่าสามารถยับยั้ง HIV ได้นานขึ้น แต่ก็ได้ผลเพียงระยะหนึ่ง

หลังจากนั้นก็เกิดการดื้อยา

การรักษาจึงไม่ได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาตัวเดียว

จนในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการพบยากลุ่ม protease inhibitors (PIs)

มาร่วมในสูตรการรักษาเรียกว่า highly active antiretroviral therapy

(HAART) โดยการใช้ยาหลายตัวร่วมกันแทนการใช้ยาเพียงตัวเดียว

สามารถควบคุมไวรัสได้อย่างสิ้นเชิง

ยาต้านไวรัส ดังกล่าวจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว

ซึ่งตัวยาทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะแสดงฤทธิ์ยับยั้งวงจรชีวิตของไวรัสเอดส์ดังนี้

ยากลุ่มที่ 1 ขัดขวางไม่ให้สารพันธุ์กรรม RNA

ของไวรัส เข้าไปรวมตัวกับสารพันธุ์กรรม (DNA)

ในเซลล์ของคนได้ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NRTIs

(Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

ยากลุ่มที่ 2 ทำให้ไวรัส ไม่สามารถแบ่งตัวได้

ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Non-Nucleoside reverse transcriptase inhibitors )

ยากลุ่มที่ 3 ทำให้ไวรัส พิการ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า Pi

(Protease Inhibitors)

ปัจจุบันยาที่ใช้ต้านไวรัส 3 กลุ่ม มีชื่อทางการค้าดังนี้

ยากลุ่มที่ 1 มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

ยาเดี่ยว ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

และยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2 ตัว

ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

1. AZT (Zidovudine) ชื่ออื่น ริโทรเวียร์ Retrovir

2. ddI (Didanosine) ชื่ออื่น ไวเด็กซ์  Videx-EC  ไดร์เวียร์  Drivir

3. 3TC (Iamivudine) ชื่ออื่น อีพิเวียร์ Epivir รามีเวียร์  Lamevir

4. ddC (Zalcitabine) ชื่ออื่น ไฮวิด (Hivid)

5. d4T (Stavudine) ชื่ออื่น ซีริท Zerit สตาเวียร์ Stavir

6. อาบาคาเวียร์ Abacavir ชื่ออื่น ไซย์เจน Ziagen

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัวขึ้นไป

1. AZT บวก 3TC มีชื่อว่า คอมบิเวียร์ Combivir ซีราเวียร์  Zeravir

2. AZT บวก 3TC บวก อาบาคาเวียร์  Abacavir มีชื่อว่า ไตรซีเวีย Trizivir

ยากลุ่มที่ 2 มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Non-Nucleosides reverse transcriptase inhibitors) ได้แก่

1.ไวรามูน Viramune ชื่ออื่น เนไวราปิน Nevirapine

นีราเวียร์ Nelavir  ชื่อย่อ NVP

2. สโตคริน Stocrin ชื่ออื่น อิฟาเวอเร็นซ์ Efavirenz

3. เรสคริปเตอร์ Rescriptor ชื่ออื่น ดีลาเวอร์ดีน Delavirdine

4. ไฮดรี Hydre ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย Hydroxyurea

5. ดรอคเซีย Droxia ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย Hydroxyurea

หมายเหตุ ยาข้อ 3, 4, 5 ในประเทศไทยยังไม่มีจำหน่าย

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 3 ตัว เป็นยา กลุ่ม 1 + กลุ่ม 2 คือ

1.ยาจีพีโอเวียร์ GPO vir-S30 และ GPO vir-S40

คือยา d4T + 3TC + NVP

2. ยาจีพีโอเวียร์ Z (GPOz 250) คือยา

AZT + 3TC + NVP

หมายเหตุ เป็นยาขององค์การเภสัชเป็นผู้ผลิต

ยากลุ่มที่ 3

มีชื่อย่อว่า Pi (Protease Inhibitors)

โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว )

และยาผสมรวมกัน  ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2-3 ตัว

ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

1.ริโทนาเวียร์ Ritonavir ชื่ออื่น นอร์เวียร์ Norvir

2.ซาควินาเวียร์ Saquinavir ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส Fortovase

3.ครีซีแวน Crixivan ชื่ออื่น อินดินาเวียร์ Indinavir

4.ไวราเซ็ปท์ Viracept ชื่ออื่น เนลพินาเวียร์ Nelfianvir

5.แอมปรินาเวียร์ Amprenavir ชื่ออื่น เอเจนนิเวส Agenevase

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัว

1.กาเล็ทตร้า Kaletra คือโลปินาเวียร์ Lopinavir บวก

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ประโยชน์จากการใช้ยา รักษาผู้ติดเชื้อ

โดยใช้ยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ

( highly active antiretroviral therapy )

ในปัจจุบันจะให้ประโยชน์ดังนี้

1.สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่น้อย จนตรวจวัดไม่ได้

( undetectable level )

2. ทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณไวรัสลดน้อยลง

3. ทำให้การติดโรคแทรกซ้อน และอัตราการตายลดลงอย่างชัดเจน

ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กลับขึ้นมาเป็นผู้ติดเชื้อ

โทษและผลข้างเคียงของยา

ยานั้นมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์

แม้ยาต้านไวรัสจะช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

โดยไม่ปรากฏอาการของเอดส์ แต่ปัญหาของยาต้านไวรัสเท่าที่พบ

ผู้ติดเชื้อบางส่วน มีผลในเรื่องของสารเคมีตกค้างและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

จากการใช้ยาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้การที่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็น

ต้องใช้ยาต้านไวรัสจึงต้องได้รับยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับรายละเอียดโทษและผลค้างเคียงของยาแต่ละชนิดมีดังต่อไปนี้

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 1 NRTls

1. AZT คลื่นไส้, ปวดศรีษะ,โลหิตจาง, กล้ามเนื้ออ่อนแรงลีบเล็กลง

2. ddI ตับอ่อนอักเสบ,อุจจาระร่วง, คลื่นไส้, ปลายประสาทอักเสบ

3. ddC ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

4. d4T ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

5. 3TC ตับอ่อนอักเสบ

6. อาบาคาเวียร์ Abacavir มีไข้,ผื่น,

มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ,ทางเดินอาหาร

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ Abacavir

หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ

มีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจ และอาการของระบบทางเดินอาหาร

ภายใน 42 วันแรกหลังเริ่มใช้ยานี้ และเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว

แม้คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น ก็ห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง

เพราะพบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

ดังนั้นแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 2 NNRTls

1.ไวรามูน Viramune เกิดผดผื่นเม็ด,ตับอักเสบ

2. สโตคริน (Stocrin) มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง

เช่น มึนงง, ฝันประหลาด

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 3

1.ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส Fortovase

ปวดศรีษะ,อุจจาระร่วง

2.ริโทนาเวียร์ Ritonavir ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน,ตับอักเสบ

3.ครีซีแวน Crixivan เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วในกระแสเลือดสูงขึ้น

จนเป็นอันตรายต่อเซลล์สมอง,ปวดหัว,อ่อนเพลีย

4. ไวราเซ็ปท์ (Viracept) ถ่ายเหลว,ท้องเสีย,อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย

5. กาเล็ทตร้า (Kaletra) ท้องเสีย,ทำให้ไขมันอุตตันในกระแสเลือด,

ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน ,ตับอักเสบ

ข้อแนะนำการรักษา

การรักษาผู้ติดเชื้อ โดยการใช้ยาเพื่อควบคุมปริมาณของไวรัสเอดส์

ไม่ให้สูงเกินไปแต่เพียงด้านเดียว ดูจะไม่สมบูรณ์นัก

ความจริงแล้วควรใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปด้วย

น่าจะครบถ้วนกว่า แนวทางการรักษาแนะนำว่า

ควรรักษาทั้ง 2 ด้าน ควบคู่กันไป

เพราะเท่าที่ติดตามเฝ้าดูอาการของคนไข้ ที่ผ่านมา

พบว่าคนไข้ที่ใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงด้านเดียว

คนกลุ่มนี้มักมีสุขภาพที่มีปัญหาบ่อย

บางรายมีอาการแพ้ยาเป็นระยะ ๆ ตับมีปัญหา

และหากมีการใช้ยาในระยะยาว อาจจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม

เช่น หลังจากใช้ยาไปเป็นเวลานาน

แมัผลการรักษาจะพบว่าปริมาณไวรัสของคนไข้ลดลงต่ำกว่า 50 copy/มล

ซึ่งถือว่าปลอดภัย แต่ตรงกันข้ามระดับภูมิคุ้มกันของคนไข้ CD4

แทนที่จะสูงเพิ่มขึ้นกลับต่ำลงมากเช่นกัน

ซึ่งภาวะนี้ไม่ถือว่าเชื้อดื้อยาเนื้องจากไวรัสอยู่ในเกนณ์ที่ต่ำ

แต่เกิดจากปริมาณของภูมิคุ้มกัน CD4 ไม่ถูกสร้างขึ้นมา

ทำให้ภูมิต่ำติดโรคง่าย โดยเฉพาะในรายที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

มักเกิดภาวะโรคแทรก ตรงจุดนี้คือปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัส

แต่เพียงด้านเดียว ตรงกันข้ามสำหรับในกลุ่มคนที่ใช้ยาต้านไวรัส

ร่วมกันกับการใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไป

เช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดดีๆ

ที่มีข้อมูลทางวิทยาศสตร์ว่ามีฤทธิ์ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

และเสริมด้วยวิตามิน c วิตามินบี 6 หรือจะใช้อาหารเสริมเพิ่มควบคู่กันไปก็ดี

พบว่าสิงเหล่านี้สามารถช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้ให้มีสุขภาพที่ดีมากกว่า

กลุ่มคนไข้ที่ใช้แต่ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียว

กล่าวคือในคนที่ใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกัน

ผลการรักษาไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาว

การเกิดภาวะระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม ตับมีปัญหา ตุ่มคันตามตัว พบว่ามีน้อยกว่า

โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะน้อยกว่าเช่นกัน

เมื่อได้มีการเปรียบเทียบแล้ว

พบสุขภาพร่างกายของคนกลุ่มนี้จะดีและแข็งแรงกว่า

กลุ่มคนไข้ที่ได้รับแต่ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว

เชื่อว่าการรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับการใช้ยารักษา

ระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปน่าจะดีกว่าการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว

การใช้ยาต้านไวรัส

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบถึงปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสกันอีกครั้งว่า

เมื่อใช้ยาต้านไวรัสไปแล้วมักจะพบปัญหาจากผลข้างเคียงของยา

ปัญหาการดื้อยา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอ

เป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต

ดังนั้นการให้ยาต้านไวรัสในคนที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกัน CD4 สูงอยู่

จะถูกชะลอการให้ยาออกไปก่อน แต่ก็ต้องมีการติดตามผลทางสุขภาพ

และผลของระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ของผู้ติดเชื้อทุกระยะ 3 เดือน

เพื่อหาจังหวะที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเริ่มใช้ยา

สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสจะพิจราณาโดยหลัก 3 ประการดีงนี้

1.ประวัติสุขภาพในอดีตและปัจจุบัน

2.ผลการตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4

3.ผลการตรวจเลือดวัดระดับปริมาณไวรัสในร่างกายที่เรียกว่า viral load

จากหลักในการพิจารณาดังกล่าวได้แบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1. ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน

กลุ่มที่ 2. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ

1.1 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส

1.2 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 มากกว่า 350 เซล/ลบ มม.

อาจจะชะลอ การใช้ยาในผู้ป่วยที่มี CD4

ระดับนี้ออกไปก่อนและติดตามตรวจนับ CD4 ทุก 3 เดือน

กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อ ที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค,เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วงเรื้อรัง

ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส แต่การเริ่มใช้ยาต้านควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม

โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้าง

ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่

เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา rifampicin รักษาอยู่

จะห้ามใช้ยาต้านไวรัส กลุ่มที่ 3 PIs

หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่

อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย

จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียง

ของยาต้านไวรัสที่จะใช้ และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อม

ที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยา

อย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา

สูตรการให้ยาแบบจับคู่ยา

การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อ โดยการจับคู่ยาอาจแบ่งออกเป็น 2 สูตรคือ

สูตรยา ARV ( antiretroviral drug ) เป็นการให้ยา 2 -3 ตัวร่วมกัน

แต่จะใช้เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs

สูตรยา HAART เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs

หรือนำยา กลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมจับคู่กับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs

คู่ที่ 1 AZT + ddI

คู่ที่ 2 AZT + 3TC

คู่ที่ 3 AZT + ddC

คู่ที่ 4 d4T + ddI

คู่ที่ 5 d4T + 3TC

ยาที่ห้ามใช้ร่วมกัน

คู่ที่ 1 AZT + d4T

คู่ที่ 2 ddI + ddC

คู่ที่ 3 d4T + ddC

2.การให้ยาแบบสูตร HAART

เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs

หรือนำยากลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs เช่นกัน

AZT + ddI + สโตคริน Stocrin

AZT + 3TC + ครีซีแวน Crixivan + ริโทนาเวียร์  Ritonavir

d4T + 3TC + ไวราเซ็ปท์ Viracept

d4T + ddI + ซาควินาเวียร์ Saquinavir + ริโทนาเวียร์ Ritonavir

3TC + ddI + กาเล็ทตร้า Kaletra

AZT + ddC + ไวรามูน (Viramune)

หรืออาจจะได้สูตร อื่น ต่างจากนี้

หมายเหตุ

1.AZT + 3TC + อาบาคาเวียร์ Abacavir เป็นยาสูตรพิเศษชื่อ Tizivir

เป็นการจับคู่ 3 ตัว เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs

แต่ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ Abacavir

หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ

การเกิด hypersensitivity ได้

อาการนี้คือกลุ่มอาการ  flu-like จะมีไข้ ผื่น

มีอาการทางระบบการหายใจส่วนบน และอาการของระบบทางเดินอาหาร

มักเกิดภายใน 42 วันแรก หลังเริ่มใช้ยานี้

และในคนที่มีอาการดังกล่าวเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว

คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น และที่สำคัญปัญหาที่พบ

ถ้ามีการกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง

พบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

ดังนั้นห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้อีกครั้ง แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

2.ยากลุ่มที่ 3 ซาควินาเวียร์ Saquinavir ควรใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์

(Ritonavir) จะได้ผลดีกว่าการใช้

แต่ยาซาควินาเวียร์ (Saquinavir) เพียงตัวเดียว

กรณีผลการรักษาล้มเหลวให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่โดยดูจากจากสิ่งต่อไปนี้

ถ้าจำนวน ไวรัสในเลือดเพิ่มขึ้นเกิน 10,000 copy/มล.

ข้อควรระวังในการใช้ยา

การใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ

เป็นสาเหตุทำให้ไวรัสดื้อยา (drug resistant variant)

และไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การรักษา

ด้วยยาต้านไวรัสในเวลาต่อมาล้มเหลว และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในการรักษาครั้งต่อๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคนควรเข้าใจ

และตระหนักถึงปัญหานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพราะปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าการรักษา

เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว

การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก และที่น่าเป็นห่วงก็คือ

การเกิด T-cell tropie syneytium-indueing variant HIV

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดื้อยาที่มีความรุนแรง และจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4

ลดลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินของโรคเร็วขึ้น

และเสียชีวิตเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น insufficient antiviral poteney

ความจริงของยารักษาโรคเอดส์

ปัจจุบันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อ

โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยาต้านไวรัสมี

ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวของมัน

ข้อดี โดยการใช้สูตรยา HAART เป็นการใช้ยา 3 ตัวขึ้นไป

คนไข้ที่ได้รับยาสูตรนี้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือนเชื้อไวรัสจะลดลงจน

ไม่สามารถตรวจพบได้ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกัน CD4 เกิดการเพิ่มขึ้น

ข้อเสีย คือ อาจจะก็ให้เกิดภาวะผิดปกติ ร่วมทั้งกลุ่มอาการ Syndrom

ที่สืบเนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัส เช่น ตับอักเสบ ,ไขมันในเส้นเลือดสูง ,

เป็นเบาหวาน,โรคไต ปลายประสาทอักเสบ,

มีอาการปวดเมื่อยตามข้อตามตัว, มีผื่นขึ้นตามตัว

เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย , แก้มตอบ , แขนขาลีบ , พุงโต

ด้วยเหตุผลนี้แนวคิดในการรักษา

โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียวได้เปลี่ยนไป

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาที่สมบูรณ์แบบ 2 ทาง

ที่เรียกว่า Complementary treatment

หมายถึงการรักษา ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน

ควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก Alternative medicine

โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส

จนไม่สามารถ ตรวจพบได้ ( ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 หรือ 20 ตัว ต่อ ลบ.มม.)

จะใช้วิธีป้องกันข้อเสียของยาต้านไวรัส โดยการซ่อมสร้างร่างกาย

โดยใช้วิธีที่เรียกกันว่าแพทย์ทางเลือก Alternative medicine

เช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เชื่อได้ว่า

มีฤทธิ์ในการปกป้อง ซ่อมสร้างร่างกาย เช่น ปกป้องตับ

โดยการใช้ สมุนไพรเห็ดหลินจือ,ชะเอมเทศ,ลูกใต้ใบ,ฟ้าทะลายโจร, มะระขี้นก

ก็ยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

การใช้วิตามิน C วิตามิน B6 วิตามินรวมเกลื่อแร่

การใช้น้ำมันปลาในกลุ่มโอเก้า 3 ป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง

การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

การใช้ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารบางชนิดช่วยด้วย

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น

สามารถช่วยปกป้องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยาต้านไวรัส

และต้องคอยเฝ้าระวังเจาะเลือดตรวจตับ ตรวจไต

ตรวจไขมันในเส้นเลือด ตรวจน้ำตาลใน เลือดทุก 3 เดือน

หรือเจาะเลือดตรวจทันที ที่สงสัยว่าอาจจะมีผลข้างเคียง

ที่สืบเนื่องมาจากการใช้ยาต้านไวรัส

จากแนวคิดการรักษาโดย การใช้ยาต้านไวรัส ควบคู่กันไป

กับการซ่อมสร้างร่างกาย Complementary treatment ดังกล่าว

ซึ่งวิธีการนี้มันก็เหมือนกับการรักษาคนไข้ที่เป็นวัณโรค

เช่นถ้าแพทย์ที่รักษาให้แต่ยารักษาวัณโรคอย่างเดียว

โดยที่ไม่ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายของคนไข้ควบคู่ร่วมไปด้วย

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คนไข้มักจะโซมผอมแห้ง มาก

เพราะฉะนั้นการรักษาคนไข้ HIV จึงควรรักษา 2 ทางควบคู่กันไป

จะได้ผลที่ดีกว่า การให้แต่ยาต้านไวรัสเพียงด้านเดียว

แต่สมุนไพรและวิตามินบางอย่าง ไม่สามรถ ใช้รวมกันได้

เช่น สโตคริน (Stocrin) ไม่สามารถ รับประทานกับ กระเทียมสกัดได้

ครีซีแวน Crixivan ไม่สามารถ รับประทาน กับวิตามิน C ได้

ยังมีข้อที่ต้องควรระวังอีกมากมาย

ไม่ว่าเรื่องสมุนไพร บางตัวที่ไม่สามารถ รับประทานติดต่อกันได้นาน

เช่น ฟ้าทะลายโจร ถ้ารับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน

จะทำให้ความดันในเลือดต่ำได้ เป็นต้น

หวังว่าเพื่อนคงได้อะไรบ้างนะครับ

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ