วิตามิน บี รวม คืออะไร?

0

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 18-03-2010

วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท

 

 และความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ

 

 ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2,

 

ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12,

 

โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน

 

วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับ

 

การบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ

 

และยังมี ประโยชน์อย่างมาก

 

ในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท

 

ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน

 

ทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

  

วิตามิน บี 1ไธอะมีน

 

มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท

  

และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท

 

อาการรู้สึกสับสน

  

เป็นอาการของ การขาดวิตามิน บี1

  

วิตามิน บี 2 ไรไบฟลาวิน

 

ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัย สำคัญ

 

ของการหายใจระดับเซลล์

 

ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ

 

มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ

  

วิตามิน บี 3 ไนอะซิน

 

เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมี

 

มากกว่า 50 ปฏิกิริยา

 

ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า

  

ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด

 

บรรเทาอาการปวดไมเกรน

 

ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ

  

จำเป็นต้องได้ รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ

  

วิตามิน บี 5 แพนโทธีนิก แอซิด

 

เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็น

  

ต่อปฏิกิริยาชีวเคมี

 

ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมน

 

ของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด

  

วิตามิน บี 6 ไพริดอกซิน

 

มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง

  

ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง

 

ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย

 

การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน

 

การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

 

วิตามิน บี 12 ไซอะโนโคบาลามิน

 

มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ

 

ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท

 

ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท โฟลิก แอซิด

 

ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12

 

ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง

 

หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ

 

อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท

 

โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน

 

ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาท

 

ที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ

 

ไอโนซิทอล ช่วยใน

 

ปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  

ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด

 

ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง

  

ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต

 

และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย

 

รับประทานอาหารอะไรจึงจะได้วิตามินบีข้าวซ้อมมือ

 

หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว

  

และยีสต์ เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)

  

หัวใจวัว, ไตวัว น้ำนม นมเปรี้ยว

 

(โยเกิร์ต) ผักใบเขียว และ ปลา, เนื้อกระต่าย, ไก่งวง,

 

ไก่เนื้อ ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด

 

เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์วิตามิน บี

 

แม้จะพบมากในข้าว

 

แต่ปัจจุบันข้าวที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ

 

มักเป็นข้าวที่ถูกขัด จนขาวไม่มี วิตามิน บี เหลืออยู่

 

ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำ

 

จึงทำให้วิตามินบี

 

ที่มีอยู่ในร่างกายถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว

 

ดังนั้นในวัยที่ต้องใช้สมอง

 

มากเป็นพิเศษจึงควรเอาใจใส่

 

ในเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา

 

การรับประทานข้าวกล้อง

 

และน้ำตาลทรายที่ไม่ขัดสี

 

จะช่วยเพิ่มวิตามินบี ให้แก่ชีวิตประจำวันได้

 

ข้อมูลจาก : เอกสารทางการแพทย์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์

 

หวังว่าคงมีประโบชน์ กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ

*********************************

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

 

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

วิตามินซี ธรรมชาติ

0

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 25-02-2010

วิตามินซี ธรรมชาติ

ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย

 ศตวรรษที่ 18

 มีการสังเกตว่า พวกทหารเรือที่มีการรอนแรม

ออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ

ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด

จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด

และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ

แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่า จะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือ

ที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ

และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น

ในปี 1982

ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญ

ที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่า

สารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ

“กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)”

ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน

กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ

“วิตามินซี”

และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง

ซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง

และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปี

แม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปี

ก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์

ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดี

และสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง

ในตัวได้นานกว่า 20 ปี

ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี

ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน

เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย

Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี

ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี

และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม

เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี

เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง

ในร่างกายสงบลง

ประโยชน์ของ วิตามินซี

เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า

วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง

ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

สุขภาพและความแข็งแรง

ของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น

และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย

และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี

จึงสามารถป้องกันการทำลายเซล

จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิล สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ

ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี

ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ

เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

- วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลา

ของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี

ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด

จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น

มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน

วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน

ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21%

แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี

สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

- วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี

ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง

โดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี

ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

- หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน

มันจะช่วยให้เหงือกมี

สุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซล

ที่ถูกทำลายและช่วยให้ แผลที่เหงือกหายเร็ว

- เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ

โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี

โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่

ผนังหลอดเลือด

- เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

ได้ มีการศึกษาอย่างมาก

ในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน

โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว

วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็งฃ

- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี ฃ

สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่

แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก

มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่า

ผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี

พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัว

ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของ โรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส

ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี

มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้

ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส

นอกจากนี้ยังมีการศึกษา

พบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

- ช่วยป้องกันอาการไมเกรน

เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid

โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

- ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี

จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาท

และจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทาน

ร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น

วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน

ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำ

ให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน

(แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน)

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร

เสริมสุขภาพได้แนะนำว่า

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทาน

อย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน

คนที่มีความเครียดควรรับประทาน

วันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น

มะเร็ง ความชรา

ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม

หากเราได้รับ วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ

ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด

ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่อง

เป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป

เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี

หากร่างกายไม่ได้ใช้ ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ

อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิด

จากการรับประทาน วิตามินซี

แม้จะรับประทานในปริมาณที่

สูงกว่า 6,000 – 18,000 มิลลิกรัม

- เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับ

สารต้านอนุมูลอิสระ ตัวอื่นๆ

เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

การทำงานของ วิตามินซี

- เพื่อสุขภาพทั่วไป

ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน

- สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน

ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม

ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด

- การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน

สามารถแบ่ง รับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน

ข้อควรระวัง  

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ

อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ

เช่น Copper Selenium

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาด

ของผลตรวจ ระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้

- วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี

จึงอาจจะเกิดภาวะ ได้รับธาตุเหล็กเกิน

ขอย้ำนะครับว่า

เป็นวิตามินธรรมชาตินะครับไม่ใช่สังเคราะห์ครับ

 

*************************************************

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Glutathione กลูตาไทโอน

1

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 28-01-2010

Glutathione คืออะไร?

Glutathione กลูตาไทโอน เป็นสารประเภท Tripeptide

 

ที่ประกอบด้วย

 

กรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine

 

และ Glutamic acid

 

หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

 

Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ

 

ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการ

 

กำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ

 

(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง

 

แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออก

 

จากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกัน

 

ตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่

 

ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

 

Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น

 

(Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี

 

อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

 

Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

 

โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้าน

 

สิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน

 

ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

 

แหล่งที่พบ : พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์

 

แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้าง

 

กลูตาไทโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่

 

Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine,

 

Whey Protein, Vitamin B-6,

 

Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

 

ภาวะการขาด : โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน

 

นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น

 

หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ

 

การขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน

 

โรคความดัน ต้อหิน มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ

 

ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ

 

เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น

 

ชนิดและขนาดรับประทาน :

 

ปัจจุบันกลูตาไทโอนมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ดหรือแคปซูล

 

ชนิดพ่น ชนิดฉีดเข้าเส้นและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคชนิดต่างๆ

 

ที่ตรวจพบว่ามีการขาดสารนี้ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ ในแง่ของการป้องกัน

 

หรือเพื่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ขนาดที่รับประทานคือ 500-1000 มก. ต่อวัน

 

ผลข้างเคียง :

 

ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอน

 

ชนิดรับประทาน