เชื้อราในช่องปาก

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 07-02-2011

เราเป็นเชื้อราในช่องปาก หรือไม่ วิธีการดูง่ายๆ คือ

1. ใช้กระจกตรวจดูในช่องปากว่า มีฝ้าลักษณะเป็นปื้นๆ สีขาว

ที่เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้มหรือไม่

2. เวลากินของรสจัด เช่น เผ็ดรู้สึกแสบหรือไม่

3. การรับรสเปลี่ยนไปหรือไม่

ถ้ามีอาการทั้งหมดนี้ ควรคิดถึงเชื้อราในปาก

….สิ่งที่ต้องทำ ….

1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือจางๆ หรือน้ำสะอาดหลังกินอาหารทุกครั้ง

2.อมยา โคลไตรมาโซล ( Clotrimazole10 มก.)

วันละ 3-5 ครั้ง นาน 7-14 วัน

บางครั้ง โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย

อาจไม่มี โคลไตรมาโซล ชนิดอม มีแต่ชนิดเหน็บช่องคลอด

ในกรณีนี้ สามารถใช้แทนกันได้ โดยหักยาชนิดเหน็บออกเป็น 3 ส่วน

อมครั้งละส่วน 3- 5 ครั้ง นาน 7-14 วัน เช่นกัน

หรือ กินยาคีโตโคนาโซล ( Ketoconazole 200 มก.) ครั้งละ 1 เม็ด

วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น นาน 7-14 วัน

(ยานี้มีในโรงพยาบาลทุกแห่ง หาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไป)

* ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการกินยา

คีโตโคนาโซลในผู้ป่วยที่กินยารักษาวัณโรคอยู่

เพราะยาจะล้างฤทธิ์กันเอง

อีกทั้งยาคีโตโคนาโซลยังมีผลต่อตับหากกินในระยะเวลายาวนาน

ถ้าเราพบเชื้อราในปาก ร่วมกับมีอาการกลืนติด

หรือกลืนลำบาก ให้สงสัยว่า  เชื้อราได้ลงในหลอดอาหาร

ควรพบแพทย์เพื่อได้รับ ยาคีโตโคนาโซล ( Ketoconazole 200 มก.)

วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น นาน 14 – 21 วัน

หรือ ยาฟลูโคนาโซล ( Fluconazole 200 มก.) วันละ 1 ครั้ง

นาน 14-21 วัน

การป้องกันเชื้อราในหลอดอาหาร

ำได้โดยการรักษาเชื้อราในปากไม่ให้ลุกลาม

ถ้าเราเคยเป็นเชื้อราในปากแล้ว มีโอกาสที่เราจะเป็นซ้ำอีกเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูเป็น และจัดการได้ดี

อาจจะช่วยลดการลุกลามหรือการกลับเป็นซ้ำได้

เราเป็นแผลร้อนในหรือไม่

ตรวจดูในช่องปาก เป็นแผลแดงขอบตื้นไม่ขรุขระ

มักเจ็บแผลมากเวลาตื่นนอน

สิ่งที่ทำได้ คือ ถ้าเป็นไม่มากหายเองได้

ควรดื่มน้ำให้มากและพักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าต้องการรักษาใช้ยาไตรแอมซิโนโลน

ทาป้ายแผลวันละ 2-3 ครั้ง

ควรทาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เห็นแผลในปาก จนกว่าแผลหาย

ยาชนิดนี้มีในสถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน

และขายตามร้านขายยาทั่วไป

ถ้าเป็นมากจนกินไม่ได้ควรพบแพทย์

ลิงค์ด้านล่างจะมีรูปภาพให้ดูนะครับ

http://www.childrenhospital.go.th/main/dent/content36.html

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 ครับ

เวลา 7.00 ถึง 22.00 น. ครับ

ไซนัสอักเสบ

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 17-12-2009

ไซนัสอักเสบ

แพทย์ทั่ว ๆ ไป มักพบเสมอว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศรีษะ

จะมาบอก แพทย์ว่า กลัวจะเป็นโรค “ไซนัส”

ซึ่ง เขาหมายถึง “ไซนัสอักเสบ” ทั้ง ๆ

ที่ยังไม่เคยทราบเลยว่า “ไซนัส” คืออะไร ในความเป็นจริง

อาการปวดศรีษะเป็นแต่เพียง อาการอย่างหนึ่งที่อาจพบได้

ในโรคไซนัสอักเสบ และพบในระยะเฉียบพลัน

มากกว่าระยะเรื้อรัง

ไซนัส หมายถึงโพรงหรือช่องอากาศ

ที่อยู่ในกระดูกของหน้ามีทางติดต่อกับช่องจมูก

เรียกว่ารูเปิดของไซนัส โดยทั่ว ๆ ไปในคนมี

ไซนัสอยู่ 4 คู่คือ

1.Maxillary sinus มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่แก้มทั้ง 2 ข้าง

2.Frontal sinus อยู่ที่หัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง

ในบางรายพบว่ามีเพียงช่องเดียวหรือไม่มีเลย บางรายก็มีถึง 3 ช่อง

3.Ethmoidal sinus อยู่ที่ซอกตาระหว่างกระบอกตา

และจมูกเป็นช่องเล็ก ๆ

ติดต่อกันอยู่มีข้างละประมาณ 2-10 ช่อง

4.Sphenoidal sinus อยู่ที่หลังจมูกด้านบนสุด

ติดกับฐานของสมอง

ไซนัสอักเสบ Sinusitis ชนิดเฉียบพลัน

สาเหตุ

1.สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยไม่ดี เช่นภูมิต้านทานต่ำ

โดยมีโรคอื่นเป็นพื้นฐานได้แก่ โรคเลือด, เบาหวาน,

โรคภูมิแพ้, วัณโรค โรคขาดสารอาหาร,

ภาวะที่ร่างกายตรากตรำมากเกินไป,ทำงานหนักเกินไป,

นอนไม่หลับ, การกระทบกับการเปลี่ยนแปลง

ของอากาศอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะความเย็นจัด

ถูกฝุ่นละออง และควันบุหรี่จำนวนมาก

สูดดมสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง เป็นต้น

2.สภาพของจมูกที่ช่วยส่งเสริมให้เป็นโรคนี้ง่าย

เช่น มีการอักเสบในจมูกหรือไซนัส

อันใดอันหนึ่งมาก่อน มีเนื้องอกในจมูก แผ่นกั้นช่องจมูกคด

ส่วนโครงสร้างภายในจมูกเบียดบังรูเปิดของไซนัส

ทำให้อากาศถ่ายเทไม่ดี มีการแตกหักของกระดูกไซนัส เป็นต้น

3.สาเหตุโดยตรง ได้แก่

3.1 โรคที่มีอาการนำทางจมูก เช่น ไข้หวัด,ไข้หวัดใหญ่,

หัด, คางทูม ไอกรนและอื่น ๆ

3.2 ฟันผุและการถอนฟัน โดยเฉพาะฟันบน

เชื้ออาจมาจากรากฟันซี่บนซึ่งอยู่ติดกับโพรงไซนัสดูใหญ่สุด

จะเป็นให้ไซนัสที่แก้มข้างนั้นอักเสบได้

3.3การสั่งน้ำมูกแรง ๆ จามมาก ๆ อย่างรุนแรง

การใส่ยาในจมูก และการดำน้ำ พาให้เชื้อโรคเข้าสู่ไซนัสได้ง่ายขึ้น

อาการอาจมีประวัติเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล

เจ็บคอ มาก่อน หรือาจมีประวัติฟันผุ

ถอนฟันนำมาก่อนก็ได้

1.ไข้ไม่สูงมาก ประมาณ 38 ํ – 39 ํซ. อ่อนเพลีย

ปวดเมื่อยตัว และ ปวดศรีษะ บริเวณขมับ,ท้าทอย

หรือปวดทั่วศรีษะ

2.ปวดบริเวณหน้า หรือกระบอกตาวันแรก ๆ

มักปวดทั่ว ๆ ไป อาจปวดทั่วศรีษะจนบอกไม่ถูกว่าปวด บริเวณไหน

หลังจากวันที่ 2 จะปวดเฉพาะบริเวณไซนัส

ที่เป็น เช่น ปวดที่แก้ม ที่ซอกตา ที่หัวคิ้วและกลางศรีษะ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดร้าวไปตาม

อวัยวะใกล้เคียง เช่น ฟันบน ขมับ หน้าผาก

กระบอกตาท้ายทอย หูและกลางกระหม่อม

3.อาการคัดจมูก, จาม, น้ำมูกไหล ส่วนมาก

มีมาก่อน เนื่องจากเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ

นำมา แต่ใน บางรายที่เป็นไซนัสอักเสบ

โดยตรง อาจมีอาการในวันที่ 2 – 3 ไปแล้วก็ได้

ถ้ามีโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยจะมี อาการรุนแรงมากขึ้น

การอักเสบติดเชื้อหนอง จะทำให้มีน้ำมูกข้น สีเขียว หรือเหลือง

ระยะนี้เสียงผู้ป่วยมักมีลักษณะตื้อ ๆ ไม่กังวาน

4.อาการในคอ เช่น เจ็บคอ มีเสมหะในคอ

คอแห้ง ระคายคอ

5.อาการไอ เนื่องจากเสมหะที่ไหลลงคอ

ไปรบกวน ทำให้ไอ หรือบาง

ครั้งมีโรคหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนขึ้น

6.อาการทางหู อาจมีอาการ หูอื้อปวดหู

เนื่องจากท่อระบายอากาศของหูชั้นกลาง ถูกอุดตันโดยเสมหะ

หรือการบวมหรือบางครั้งมีเนื้องอก

อยู่ด้านหลังจมูกร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมี

เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลาง ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

การตรวจโดยแพทย์

1.การตรวจด้านหน้าของจมูก

แพทย์ใช้ไฟส่องเข้าในจมูก ซึ่งถ่างด้วยเครื่องถ่างจมูก

เพื่อดูว่ามีการบวม, หนอง, เนื้องอก,

หรือการผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่

2.การตรวจด้านหลังของจมูก ใช้ไม้กดลิ้นและกระจกเล็ก ๆ

ลนไฟส่องในคอด้านหลัง ช่องปาก

3.ตรวจหาที่เจ็บบริเวณหน้า และไซนัส

4.ตรวจด้วย เอกซ์เรย์ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงภายในไซนัส

การรักษา

ส่วนมากเป็นการรักษาด้วยยารับประทาน

ไม่นิยมให้ยาหยอดจมูก

ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ

และรับประทานยาสม่ำเสมอ มักหายได้ง่าย ในระยะนี้

ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ คือยาปฏิชีวนะ

และยาที่รักษาตามอาการ

หลักที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติ

1.พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอน

ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ควรอดนอน

2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและถูกสุขลักษณะ

ไม่มากหรือน้อยเกินไป

3.ดื่มน้ำตามสมควรในผู้ใหญ่ประมาณ

วันละ 8-10 แก้ว ในฤดูหนาว

ในจังหวัดทางภาคเหนือ ควร ดื่มน้ำอุ่นจัด ๆ

4.รักษาร่างกายให้อบอุ่นตามสมควร

การใส่เสื้อกันความหนาวนั้น ควรใส่ให้หนา

จนมือและเท้าของ ผู้ป่วยอุ่นขึ้น

บางครั้งต้องใส่หมวก และถุงเท้าด้วย

5.การทำงานที่ไม่ได้ออกกำลังมาก

และไม่เครียดมาก พอทำได้ ไม่ถึงกับต้องหยุดทำงาน

นอกจากใน รายที่อาการ รุนแรงมาก

6.การใช้น้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวด

อาจช่วยลดอาการปวดลงได้บ้าง

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

7.หลักเลี่ยงการกระทบอากาศเย็นจัด

หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไซนัสอักเสบชนิดเรื้อรัง

ประวัติ การป่วย มักเป็นนาน หลายๆ เดือน

หรือเป็นปี หรือหลายๆ ปี

เนื่องจากโรคไซนัสอักเสบ มักไม่มีอันตราย

ที่รุนแรง นอกจากผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอมาก ๆ

หรือมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงอยู่เท่านั้น บางรายอาจมี

อาการเฉียบพลันเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ก็ได้

อาการของไซนัสอักเสบเรื้อรัง

อาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง บางอย่าง

หรือทุกอย่างดังต่อไปนี้

1.อาการทางจมูก ได้แก่ คัดจมูกน้ำมูกไหล,จาม,

เวลาพูดมีเสียงตื้อ ๆ ไม่กังวาน น้ำมูก

อาจมีทั้งใส หรือขุ่น สีขาว, เขียว,เหลืองก็ได้

บางรายมีกลิ่นเหม็น

การได้กลิ่นอาจผิดปกติ เช่น ไม่ค่อยรู้สึกกลิ่น

หรือมีกลิ่นมากไป ในเด็กที่มีน้ำมูกข้นนานเป็นเดือน

มักมีสาเหตุจากไซนัสอักเสบ

2.แน่นหรือไม่สบาย บริเวณหน้าหรือไซนัสที่เป็น

3.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

โดยเฉพาะในระยะที่ยังไม่เรื้อรังมาก

ประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน

4.ไอ อาจมีเสมหะหรือไม่มี แต่ส่วนมากจะมี

5.อาการทางหู แน่นหู หูอื้อ ปวดหู หรือมีเสียงรบกวนในหู

6.อาการปวดศรีษะอาจมีได้ในบางราย

มักปวดในระยะหลังตื่นนอนเช้า

หายไปตอนบ่าย ๆ

7.มีประวัติโรคภูมิแพ้ ฟันผุ

หรือประวัติการเป้นอย่างเฉียบพลันมา

ก่อน หรือมีเนื้องอกในจมูก

การตรวจ

เช่นเดียวกับในรายที่เป็นเฉียบพลัน

การรักษา แบ่งเป็น

1.การใช้ยา เช่นเดียวกับในรายที่เป็นชนิดเฉียบพลัน

2.การล้างไซนัส เมื่อมีประวัติเป็นนานเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป

และการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล มีวิธีล้าง 2 วิธี

2.1ใช้เครื่องดูดเสมหะ มักใช้ในเด็ก

โดยทำในท่านอนให้เด็กนอนแหงนหน้ามาก ๆ

และหายใจทางปากใส่ น้ำยาที่ใช้ล้าง

(น้ำเกลือผสมยาลดการบวมของเยื่อจมูกและไซนัส)

บางครั้งผู้ป่วยจะถูกขอร้องให้พูดคำว่า

” เค…เค” เพื่อให้การดูดได้ผลดีขึ้น

2.2การล้างโดยตรง ในไซนัสอาจใช้การเจาะผนังไซนัส

ผ่านทางจมูก ผ่านรูเปิดธรรมชาติของไซนัสทำมาก

และสะดวก สำหรับไซนัสบริเวณแก้ม

ส่วนไซนัสที่หัวคิ้วและหลังจมูก ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับไซนัสที่ ซอกตาไม่อาจล้างวิธีนี้ได้

3.การผ่าตัด แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่า

เมื่อไหร่ควรจะรักษาด้วย

การผ่าตัด ซึ่งหมายความว่าได้ผ่านการรักษา

ชั้นที่ 1 และ 2 มากแล้ว หรืออาจเป็นมานาน

จนแพทย์ตรวจพบว่าไม่อาจรักษาให้หายได้

ด้วยวิธีข้างต้น

การผ่าตัดนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

3.1 แก้ไขสิ่งกีดขวางในจมูกที่ทำให้อากาศถ่ายเท

ระหว่างจมูก, แผ่นกั้นช่องจมูกคดและอื่น ๆ

3.2 นำเนื้อเยื่อที่เป็นโรคไม่อาจหายเป็นปกติได้

ออกจากไซนัสให้หมด

3.3 ทำการถ่ายเทอากาศและหนองในไซนัส

ให้ดีไม่มีการอุดตันของไซนัส

ปัญหาของผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง

หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้ว

ส่วนมาก็จะหายจากโรคนี้แต่บางครั้งก็พบว่าผู้ป่วย

ยังไม่หายจากอาการที่เคย เป็น เช่นอาจมีน้ำมูก

หรือเสมหะลงคออยู่เรื่อย ๆ จามและคัดจมูก เป็นต้น

ทั้งนี้อาจมีสาเหตุอีกหลายอย่าง เช่น

1.การผ่าตัดไม่ได้ทำหมดทุกไซนัส

เราทราบแล้วว่ามีอยู่ทั้งหมด 4 คู่

แต่แทพย์ มักทำผ่าตัดคู่ที่เป็นมาก ที่สุด ก่อนเสมอ

ถ้ายังมีปัญหาอยู่ก็ต้องปรึกษาแพทย์ต่อไปอาจจะต้องทำผ่าตัด

ไซนัสอื่นเพิ่มเติม

2.ผู้ป่วยมีโรคภูมิแพ้เป็นประจำอยู่ แม้ว่าจะรักษาโรคไซนัสอักเสบ

จากการติดเชื้อ หายไปแล้ว แต่โรคภูมิแพ้

ก็ยังคงทำให้มีอาการคล้ายกันได้

จำเป็นต้องรักษาโรคภูมิแพ้ต่อไป

โรคภูมิแพ้นี้ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้

เพียงแต่ทำให้อาการเบาบางลง โดยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้

รับประทานยาแก้แพ้,

ฉีดวัคซีนเพื่อลดความไวของโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

3.อาจมีการเกิดซ้ำของโรคหลังจากผ่าตัด

เพราะเนื้อเยื่อภายในจมูก

และไซนัสระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ ยังมีความอ่อนแออยู่

4.มีโรคประจำตัวอย่างอื่น เช่น เบาหวาน,

วัณโรค, โรคของต่อมไธรอยด์ เป็นต้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

หรือป้องกันการเกิดซ้ำของโรค

ควรปฏิบัติให้ถูกต้องคือ

1.หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำลายสุขภาพ

ตามสาเหตุข้อ 1 หรือแก้ไขโรคประจำตัวที่มีอยู่

เมื่อมีความผิดปกติในจมูกควรปรึกษาแพทย์

เพื่อแก้ไข ควรงดการว่ายน้ำดำน้ำ

เมื่อเป็นหวัด หรือโรคภูมิแพ้ของจมูก

2.รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในฤดูหนาว

3.ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงทุกวัน

4.หลีกเลี่ยงจากสิ่งมีพิษในอากาศ เช่น

ฝุ่นละออง, สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง,ควันบุหรี่,

ทินเนอร์ผสมสี เป็นต้น

5.เมื่อเป็นหวัดอย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 สัปดาห์

ควรรีบปรึกษาแพทย์

6.ในกรณีที่มีฟันผุ โดยเฉพาะฟันบน

พึงระวังว่าจะมีโอกาสติดเชื้อเข้าสู่ไซนัสได้

7.รักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ

8.ออกกำลังกายพอสมควรโดยสม่ำเสมอ

9.รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วน

และไม่มาก หรือน้อยเกินไป

10.ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่ ควรได้รับการรักษาแพทย์โดยสม่ำเสมอ

 

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

ปอดอักเสบ PCP

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 22-10-2009

การติดเชื้อ Pneumocystis carinii Pneumonia

หรือ Pneumocystis jiroveci pneumonia (PCP)

Pneumocystis เป็นเชื้อราและมีลักษณะ

เหมือนกับโปรโตซัวที่พบได้เสมอในสัตว์

เชื้อที่เกิดโรคสัตว์เรียก Pneumocystis carinii

แต่เชื้อที่ทำให้เกิดโรคในคนเราเรียก

Pneumocystis jiroveci

เชื้อพวกนี้เป็นปรสิตที่อยู่ในเซลล์ ก่อนที่จะมีโรคเอดส์

จะไม่ค่อยได้พบโรคนี้

แต่หลังจากการมีระบาดของโรคเอดส์

ก็พบว่ามีอัตราการติดเชื้อ Pneumocystis 60-80%

แต่หลังจากที่มีการให้ยาต้านไวรัสเอดส์

และยาป้องกันการติดเชื้อ Pneumocystis

ก็ทำให้การติดเชื้อลดลง

การเกิดโรค

เชื่อว่ามีการเกิดโรคได้สองวิธีคือ

*เชื่อว่าคนเราได้รับเชื่อนี้ตั้งแต่เด็ก

โดยสามารถตรวจพบภูมิต่อเชื้อนี้ถึง 2 / 3 ของเด็ก

และเมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง

เชื้อในร่างกายก็จะทำให้เกิดโรคเรียกวิธีนี้ว่า reactivation

*อีกวิธีหนึ่งคือติดเชื้อใหม่

อาการและอาการแสดง

อาการสำคัญของผู้ป่วยจะมีเหนื่อยง่ายไข้

ไอแห้งๆไม่มีเสมหะ เหนื่อยง่ายหายใจลำบาก

เป็นอาการที่พบได้ร้อยละ 50

ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อPneumocystis น้ำหนักลด

เหงื่ออกกลางคืน อ่อนเพลีย

หากเป็นไม่มากจะตรวจร่างกายไม่พบอะไร

แต่ในรายที่เป็นมาก ผู้ป่วยจะมีอาการหอบอย่างมากและเขียว

โดยที่จะมีไข้เพียงเล็กน้อย

เจาะเลือดพบว่าค่า serum LDH

a liver enzyme สูงขึ้น มากกว่า 460 U

การวินิจฉัย

เนื่องจากประวัติ การตรวจร่างกาย

และผลการตรวจทางรังสีไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้

จึงจำเป็นต้องตรวจเสมหะหรือเนื้อเยื่อ

เพื่อการวินิจฉัย

-x-rayปอด,จะพบลักษณะมีรอยโรคทั้งสองข้าง

แต่ก็พบว่าปกติได้

-ตรวจเสมหะ sputum induction*

gallium scan,

การส่องกล้องตรวจหลอดลม bronchoscopy

ต้องใช้วิธีพิเศษในการย้อม

การรักษา

ยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อคือ 

-TMP/SMX เช่น  Bactrim,

Septra, co-trimoxozole

ขนาดที่ให้ 5มก/กก

trimethoprim ให้วันละ 3 ครั้ง

ยาขนาดปกติจะมี TMP/SMX  80/400

ต้องให้ยา 3 สัปดาห์

-Pentamidine (IV); 4 mg per kg IVหยด 60 นาที

-Dapsone with or without Trimethoprim (CT) (EA).

-Atovaquone for mild to moderate PCP, 

-Trimetrexate IV; 

-Primaquine (BC) with Clindamycin. 

-ในรายที่เป็นรุนแรงต้องให้ Corticosteroids 

โดยต้องมีภาวะร่างกายขาดออกซิเจน

โดยออกซิเจนในเลือดแดงเท่ากับหรือน้อยกว่า pO2 <70 mm/Hg

หรือความแตกต่างระหว่างออกซิเจนในปอด

และเลือดแดง arterialalveolar

O2 gradient >35 mm/Hg

โดยควรจะให้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากให้ยาซัลฟา

ระยะเวลารักษาประมาณ 21 วัน

การรักษาอาจจะส่งให้เกิดผลข้างเคียงของยาเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อให้ร่วมกับยาต้านไวรัส

จึงแนะนำว่าให้รักษา pcp เรียบร้อยจึงให้ยาต้านไวรัส

แต่อาจจะเกิด

immune recovery inflammatory syndrome

การเฝ้าติดตามการรักษา

การเฝ้าติดตามการรักษาเพื่อดูว่าเชื้อมีการเกิดซ้ำหรือเปล่า

และเฝ้าดูผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษา

ผลข้างเคียงของยา TMP/SMX ได้แก่

-ผื่น 20-85% บางรายอาจจะเป็น

steven johnson syndrome

-ไข้ 30-40%

- เม็ดเลือดขาวต่ำ 30-40%

- เกร็ดเลือดต่ำ15%

- ตับอักเสบ 20%

-ไตเสื่อม 1-5%

เมื่อการรักษาไม่ได้ผล

หลังจากได้รับยา TMP/SMX ไปแล้ว 4-8

วันโดยไม่มีอาการแสดงว่าดีขึ้นถือว่าการรักษาล้มเหลว

ซึ่งเกิดจากผู้ป่วยทนต่อผลข้างเคียงของยาไม่ได้

1ใน3 ของผู้ป่วย

ร้อยละ10 เกิดจากโรคอาจจะรุนแรงมาก

ควรจะรอ 3-5 วันจึงจะเปลี่ยนยา

การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ

Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP)

ต้องอย่าพักห้องเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อนี้

การให้ยาป้องกันการติดเชื้อ

Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ HIV

 ทุกคนควรจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อ

Pneumocystis เมื่อ

- CD4 <200 เซลล์

- เคยมีประวัติเป็นเชื้อราที่ปาก

- ผู้ที่มี CD4-T lymphocyte น้อยกว่า 14%

- ผู้ที่เป็นโรคเอดส์   

- CD4 อยู่ระหว่าง 200-250

และไม่สามารถตรวจปริมาณเซลล์ CD4 ได้มากกว่า 3 เดือน

ยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ

Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP)

- ยาที่นิยมใช้ป้องกันการติดเชื้อคือ

Trimethoprim-Sulfamethoxazole

โดยให้ขนาด 1 เม็ดต่อวันก็สามารถป้องกันการติดเชื้อได้

แต่การให้ double strength วันละครั้ง

ก็มีประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อ

toxoplasmosis และเชื้อแบททีเรียอื่น

- นิยมให้ยากินเพื่อป้องกันแต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถกินได้

ให้ใช้ยาพ่น

- Aerosol Pentamidine (AP) (300mg/monthly)

หรืออาจจะให้ยา

- dapsone,dapsone+pyrimethanin,

- atovaquone

- oral pyrimethamine plus sulfadoxine

- oral clindamycin plus primaquine

หลังจากได้ยาต้านไวรัส

และระดับเซลล์ CD4 มากว่า 200 เป็นเวลา 3 ครั้ง

ติดต่อกันก็สามารถหยุดยาป้องกัน

การป้องกันทุติยภูมิ

- สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อ pcp จะต้องได้รับยาป้องกันตลอดชีวิต

- ยกเว้นเมื่อได้รับยาต้านไวรัสเอดส์

และระดับเซลล์ CD 4 มากกว่า 200 เป็นเวลา 3 ครั้งติดต่อกัน

ที่มา siamhealth

ทบทวน 19 มค.  2551

****************************************

 โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

งูสวัด (Herpes zoster)

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 22-10-2009

งูสวัด (Herpes zoster)

 เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อ Herpes Varicella-Zoster

 เป็นชนิดเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดไข้สุก ใส ผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสมาก่อนจะยังคงมี

 เชื้อไวรัสหลงเหลือค้างอยู่ในปมประสาทสันหลัง

 ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจะสามารถแบ่งตัว

 เพิ่มจำนวนทำให้เกิดเป็นโรคงูสวัดได้ แต่จะเกิดเฉพาะแนวประสาท

 ไม่ลุกลามกระจายออก เพราะมีความต้านทานต่อเชื้ออยู่ แล้ว

 แนวเส้นประสาทที่พบโรคได้บ่อย คือ บริเวณทรวงอก

 คอ เอว ก้นกบ ตา ใบหน้า

 ผู้ที่มีภูมคุ้มกันอ่อนแอลงจากธรรมชาติ เช่น

 คนสูงอายุ หรือจากโรค เช่น เอดส์

 การรับประทานยา steroid จะมี ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

 จากการสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 90

 จะมีภูมิต่อเชื้อ varicella-zoster ดังนั้นกลุ่ม

 คนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้องูสวัด โดยจะพบได้ 1.5-3 ต่อ 1,000 คน

 ผู้ที่อายุมากจะมีความเสี่ยงมาก

 ผู้ที่เป็นมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยา steroid

 ยารักษามะเร็ง ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคเอดส์

 กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะ เสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัด

 อาการ

 เริ่มด้วยปวดศีรษะ เห็นแสงจ้าไม่ได้ ปวดตามตัวมักจะไม่มีไข้

 ต่อมาจะมีอาการทางผิวหนังอาจจะแค่คันผิวหนัง

 บางคน ปวดแสบปวดร้อน

 บางคนเสียวที่ผิวหนัง อีก1-5 วัน มีผื่นแดงอยู่กันเป็นกลุ่ม

 ต่อมาเกิดเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นอยู่ซีกหนึ่งของร่างกาย

 ไปตามเส้นประสาท

 ตุ่มน้ำใสจะคงอยู่ประมาณ 5 วัน ต่อมาผื่นตกสะเก็ด

 และหายใน 2-3 สัปดาห์

 และอาจจะทิ้งรอยแผลเป็น ผู้ ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น

 โรคมะเร็ง,เอดส์,หรือได้ยากดภูมิ

 เช่น prednisolone ผู้ป่วยกลุ่มนี้พบโรคงูสวัดได้บ่อยและเป็น มาก

 การวินิจฉัย

 การวินิจฉัยทำได้จากประวัติและลักษณะของผื่น

 แต่ผื่นของผู้ป่วยบางคนตำแหน่ง

 ที่เกิดและลักษณะผื่นไม่เหมือนงูสวัด จึงจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่ม

 ได้แก่ การ เพาะเชื้อไวรัสการย้อมด้วยวิธี

 Direct immunofluorescence assay

 การรักษา

 - ช่วงตุ่มใสใช้น้ำยา burow หรือ boric acid

 วางบนผื่นจะช่วยลดอาการ

 - ผื่นเริ่มแห้งใช้ครีมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะทา

 - ยาแก้ปวด เช่น aspirin

 - ยารับประทานควรจะให้ภายใน 72 ชม.

 หลังจากผื่นขึ้นซึ่งจะทำให้ผื่นหายเร็ว ลด อาการเจ็บปวด

 และจำนวนเชื้อในตุ่ม ได้แก่ Acyclovir,Famciclovir,Valyclovir

 - Acyclovir 800 mg วันละ 5 ครั้งเป็นเวลา 7-10 วัน

 - Famciclovir 500 mg วันละ 3 ครั้ง 7 วัน

 - Valacyclovir 1000 mg วันละ 3 ครั้ง 7 วัน

 - ยา Famcicovir,Valyclovir

 จะให้ผลการรักษาดีกว่า Acyclovir การให้ยารับ

 ประทานจะทำให้ผื่นหายเร็ว

 ลดอาการเจ็บ ปวด ยังไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา

 ยังไม่ แนะนำให้ใช้ในคนท้อง

 - การใช้ยาทายังไม่ได้รับการยอมรับ

 - การใช้ยา steroid มีรายงานว่าการใช้ยา

 steroid ร่วมกับยาต้านไวรัสจะทำให้ แผลหายเร็ว

 และลดอาการเจ็บปวด แต่ไม่ แนะนำให้ steroid เพียงอย่างเดียว

 การรักษา Post herpetic neuralgia

 หากมีอาการปวดมากอาจจะต้อง

 ให้ยาแก้ปวดหลายขนาน เช่น nortriptyline 10 – 25 mg

 ก่อนนอน,gabapentin 300 mg วันละครั้ง

 โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

 - อาการปวดแผลหลังจากผื่นหายไปแล้ว

 ที่เรียกว่า Post herpetic neuralgia

 มักจะเกิดอาการหลังจากเกิดผื่น 30 วัน

 โดย มากพบภาวะนี้ในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 อาการปวดมักเกิดบริเวณผื่นเมื่อสัมผัสกับร้อน

 หรือเย็นจะทำให้ปวดเพิ่ม

 อาการ ปวด อาจจะอยู่ได้เป็นปี

 การป้องกันภาวะนี้ต้องรีบรักษาโรคงูสวัดให้เร็ว

 ถ้าปวดมาก ให้กินยาแก้ปวด

 - Herpes Zoster Opthalmoticus

 เป็นงูสวัดของเส้นประสาทคู่ที่ 5 trigeminal nerve

 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดใบหน้าซีก หนึ่ง

มีผื่นขึ้นที่ศีรษะ รอบตา หากไม่รักษา ด้วยยาต้านไวรัส

 อาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ตา

 เช่น กระจกตาอักเสบ

 - ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่พบได้โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 ได้แก่ สมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ

 ผื่นที่ผิวหนัง กระจาย ปอดบวม

 - งูสวัดในผู้ป่วยโรคเอดส์ ผื่นมักจะไม่เหมือนคนปกติ

 มีการเป็นงูสวัดบ่อย

 การรักษาให้ใช้ Acyclovir รักษาจนผื่นหาย

 การปฏิบัติตน

 งูสวัด เป็นโรคที่เชื่อว่าไม่ติดต่อ เป็นแล้วหายไปเองได้

 เพียงแต่รักษาแผลให้สะอาด

 ในระยะเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการ ปวดแสบปวดร้อนให้ใช้ผ้าสะอาด

 ชุบน้ำ เกลืออุ่นๆ

 หรือ กรดบอริก 3% ปิดประคบไว้ เมื่อผ้าแห้งก็ชุบเปลี่ยนใหม่

 ทำเช่นนี้วันละ 3-4 ครั้งๆ ละประมาณ 15 นาที

 ในระยะตุ่มน้ำแตกมีน้ำเหลืองไหลต้องระมัดระวัง

 การติดเชื้อแบคทีเรียที่จะเข้าสู่แผลได้

 ควรใช้ น้ำเกลือสะอาดชะแผลแล้วปิดด้วยผ้าก๊อสที่สะอาด

 ถ้าปวดแผลมากรับประทานยาแก้ปวด

 เช่น พาราเซตามอล

 ในรายเป็นมากหรือรุนแรงจะต้องเข้ารับการตรวจรักษา

 กับแพทย์ทันที เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการปวด

 และอับเสบ รุนแรง ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ

 จากการได้ยากดภูมิต้านทานไว้ ได้แก่ ยาฆ่าเซลล์มะเร็ง

 หรือจากการได้รับการฉายรังสี หรือใน

 ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

 ในรายที่เป็นบริเวณใบหน้า จมูก

 อาจมีโอกาสลุกลามเข้าไปในแก้วตาได้ จะต้องปรึกษาจักษุแพทย์

 เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

 ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าใช่โรคงูสวัดหรือไม่

 ควรปรึกษาแพทย์

 เพื่อได้รับการวินิจฉัย และคำแนะนำในการปฏิบัติตน อย่างถูกต้อง

 

ที่มา : Siamhealth

 

****************************************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

วัณโรค

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 22-09-2009

วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณ

 

โรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน วัณโรคเป็นหนึ่งในสิบสาเหตุของการตายที่สำคัญสุด

 

แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้

 

ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ

 

เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้

 

และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัณโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย

 

โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม

 

หรือาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนัง

 

การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ

 

ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึง

 

โรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณ

 

โรคอาจเป็นได้ในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม

 

ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมองเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ

 

ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ

 

หรือการตรวจเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้วตรวจไม่พบเท่านั้น

 

อาการแสดงของวัณโรค ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว

 

อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น

 

ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย

 

และมักจะมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน

 

ในระยะที่เป็นกรดมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ

 

และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้

 

ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มหลอดอาจมีน้ำเกิดเกิดขึ้นในช่องปอด

 

และมีอาการเจ็บอก น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้น

 

อาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น เช่น ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง

 

มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมัก

 

จะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี

 

และแตกมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมอง

 

จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย

 

การรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น

 

ด้วยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอด

 

โรงพยาบาลหรือคลีนิคแพทย์แผนปัจจุบัน

 

เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี

 

ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนต้องปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด

 

ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่งการป้องกัน

 

ทารกที่คลอดจากโรงพยาบาลทุกแห่งและสถานีผดุงครรภ์ทุกแห่ง

 

1.จะได้รับการฉีดยา BCG เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่หลังคลอดใหม่

 

2.สำหรับผู้ใหญ่นั้นอาจขอฉีด BCGได้ตามโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนทุกแห่ง

 

3.การไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค

 

4.การแนะนำผู้ป่วยให้ปิดจมูกเวลาจะไอ

 

หรือจามตลอดจนไม่ควรถ่มน้ำลายเสมหะเรี่ยราดตามพื้น

 

5.ควรตรวจเอ็กซเรย์ปอดเป็นประจำทุกหนึ่งหรือสองปี

 

การรักษาวัณโรค

 

ปัจจัยสำคัญในการรักษาวัณโรคประกอบด้วย

 

1.การเลือกใช้ยารักษาวัณโรคที่เหมาะสมและถูกต้อง

 

2.ความร่วมมือของผู้ป่วยการเลือกยา

 

ที่เหมาะสมโดยเฉพาะในผู้ป่วย ที่รับการรักษาเป็นครั้งแรก

 

จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ผลดีถึงร้อยละ 85 หรือมากกว่า

 

แพทย์ผู้รักษาจะต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความเป็นไปของวัณโรค

 

ควรรับยาสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาปีครึ่งถึงสองปี

 

ผลร้ายของการรับยาไม่สม่ำเสมอ อาการแพ้ยาและผลข้าเคียงที่อาจพบได้

 

หลักการเลือกยา1.ควรพิจารณาใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและสะดวกในการใช้

 

2.มีการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงน้อย

 

3.ราคาถูก

 

รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

 

1.ไอโซไนอาซิด (Isoniazid, INH) เป็นยาสำหรับรับประทาน

 

มีความสำคัญเพราะประสิทธิภาพสูง

 

ดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหารซึมเข้าสู่เนื้อของร่างกายทั่วไป

 

มีผลเป็นพิษที่สำคัญต่ำและราคาถูกการแพ้ยาที่สำคัญคือ

 

พิษต่อตับและระบบประสาท พิษต่อตับจะทำให้เกิดตับอักเสบ

 

มักจะเกิดกับคนสูงอายุหรือมีโรคตับอยู่ก่อน

 

พิษต่อระบบประสาทมีประสาทส่วนปลายอักเสบ

 

เวียนศรีษะ ชัก ซึมและประสาทตาอักเสบ

 

2.อีแธมบิวตอล (Ethambutal) เป็นยาสำหรับรับประทาน

 

มีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่า PAS แต่อาการแพ้ยามีน้อยกว่า

 

และรับประทานง่าย การแพ้ยา

 

ที่สำคัญคือ ประสาทตาอักเสบทำให้มีตาบอดสีหรือตามัว

 

3.สเตรพโตมัยซีน (Streptomycin) เป็นยาสำหรับฉีด

 

ซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกาย

 

แต่เข้าสู่น้ำไขสันหลังในระดับต่ำ ขับออกทางไต

 

และส่วนหนึ่งถูกทำลายในร่างกาย

 

ผลเป็นพิษที่สำคัญคือต่อประสาทสมองคู่ที่แปดและไต

 

พิษต่อประสาทสมองคู่ที่แปดทำให้มีอาการเวียนศีรษะ

 

สมรรถภาพการทรงตัวเสื่อม มีเสียงในหูและอาจทำให้หูหนวก

 

พิษต่อไตทำให้การทำงานของไตเสื่อม

 

ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวัง

 

ในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก

 

4.ริแฟมปิซิน (Rifampicin) เป็นยาสำหรับรับประทานมี

 

ประสิทธิภาพทั้งในด้านการทำลายและระงับการเจริญของเชื้อวัณโรค

 

ดูดซึมได้ดีจากลำไส้ ถูกขับออกทางน้ำดีและปัสสาวะ

 

ผลเป็นพิษที่สำคัญคือทำให้มีตับอักเสบ การใช้ยาขนาดสูงแบบ

 

เว้นระยะจะทำให้เกิดอาการแบบไข้หวัดใหญ่

 

เกร็ดเลือดต่ำความดันเลือดต่ำและอันตรายต่อไต

 

การรักษาวัณโรค อาจแบ่งออกเป็น

 

การรักษาครั้งแรก

 

1.การรักษาในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อนการรักษาครั้งแรก

 

การรักษาครั้งแรกที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคร้อยละ 85

 

หรือมากกว่า ถ้าการรักษาครั้งแรกล้มเหลว

 

จะทำให้การรักษาต่อไปลำบาก ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงได้ผลไม่ดี

 

เท่าการรักษาครั้งแรกและผลแทรกซ้อนสูง

 

วิธีการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

 

1.การใช้ยาแบบมาตรฐาน

 

2.การใช้ยาแบบเว้นระยะ

 

3.การใช้ยาระยะสั้น

 

1.การใช้ยาแบบมาตรฐาน ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีเงาผิดปกติขนาดน้อย

 

ในภาพรังสีทรวงอก ไม่มีโพรงในปอดตรวจเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรค

 

หรือพบจำนวนน้อย ไม่มีพยาธิสภาพในอวัยวะอื่น

 

การรักษาควรใช้ยาสองขนาด โดยใช้ไอโซไนอาซิด

 

ร่วมกับยาอื่นอีกหนึ่งขนานทุกวันเป็นเวลา 1ปีครึ่งถึง 2 ปี

 

เช่น ไอโซไนอาซิด+อีแธมบิวตอล, ไอโซไนอาซิด + พี.เอ.เอส,

 

ไอโซไนอาซิด + ไธอาเซตาโซน

 

การเลือกใช้ยาคู่ใดควรพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย

 

เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับยาสม่ำเสมอครบขนาดและระยะเวลา

 

ที่ต้องการผู้ป่วยวัณโรคที่มีเงาผิดปกติขนาดมากในภาพรังสีทรวงอก

 

มีโพรงในปอด ตรวจพบเชื้อวัณโรคจำนวนมากในเสมหะหรือ

 

มีโรคแทรกเนื่องจากวัณโรคควรใช้ยาสามขนานในระยะ 2-3 เดือนแรก

 

และตามด้วยการใช้ยาสองขนาดจนครบ 1ปีครึ่ง ถึง 2 ปี

 

โดยเพิ่มสเตรพโตมัยซินหรือริแฟมปิซินในระย 2-3 เดือนแรก

 

2.การใช้ยาแบบเว้นระยะ เป็นวิธีการควบคุมให้ผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอ

 

ครบขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง โดยอาศัยบุคลากรทางการแพทย์

 

เป็นผู้จ่ายยาแก่ผู้ป่วยเป็นประจำ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยที่

 

ขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์การรักษา

 

ด้วยวิธีนี้ควรเลือกยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรค

 

และมีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

 

เช่น สเตรพโตมัยซิน ไอโซไนอาซิด ริแฟมปิซิน

 

3.การใช้ยาระยะสั้น เมื่อลดระยะเวลาในการรักษา

 

พบว่าสามารถควบคุมผู้ป่วยได้ดีขึ้น

 

และอาจผลเป็นพิษจากยา การรักษาจะได้ผลดีเมื่อใช้ยาหลายขนาน

 

ในระยะแรกเช่นใช้ยา 4 ขนานใน 2 เดือนแรก

 

และตามด้วยยา 2-3 ขนานจนครบ 6-9 เดือน

 

เช่นใช้สเตรพโตมัยซิน + ไอโซไนอาซิด + ริแฟมปิซิน

 

+ พัยราซินะไมค์ การใช้ยาระยะสั้นวิธีต่าง ๆ

 

ยังจะต้องมีการดัดแปลงแก้ไขด้วยการศึกษาต่อไป

 

วิธีประเมินผลการรักษา

 

1.การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

ควรตรวจเสมหะซ้ำเป็นระยะทุก 1-3 เดือน

 

2.ผู้ป่วยที่การวินิจฉัยแน่นอน การถ่ายรังสี ทรวงอกซ้ำทุกเดือน

 

ไม่มีความจำเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรังสีไม่มีความสัมพันธ์

 

เกี่ยวกับการดำเนินโรคเท่าการตรวจเสมหะ

 

หาเชื้อวัณโรคอาจถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำทุก 3-6 เดือน

 

2.อาการทางคลินิก เช่น ไข้ อาการไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

 

จะหายไปถ้าการรักษาได้ผล

 

สาเหตุของการรักษาไม่ได้ผล

 

สาเหตุที่สำคัญได้แก่การที่ผู้ป่วยได้รับยาไม่ถูกต้อง

 

รับยาไม่สม่ำเสมอไม่ครบตามตามกำหนดเวลาอันสมควร

 

มีการแพ้ยาเกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดจากมีโรคอื่น

 

ร่วมอยู่ด้วยและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นเบาหวาน พิษสุราเรื้อรัง

 

การรักษาผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อน

 

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาเต็มที่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

 

และการประเมินผลแสดงการรักษาไม่ได้ผล

 

ควรเปลี่ยนใช้ยาขนานใหม่ ที่ผู้ป่วยไม่เคยได้รับมาก่อน

 

อย่างน้อย 2 หรือ 3 ขนาน

 

โดยอาศัยผลการทดสอบการต้านยาของเชื้อวัณโรค

 

หรือการเปลี่ยนแปลงทางคลินิกผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาจนครบ

 

กระบวนการแล้ว โรคสงบไประยะหนึ่งแล้วกำเริบขึ้นใหม่

 

การรักษาควรพิจารณาถึงสถานที่ของเชื้อวัณโรคได้หรือไม่

 

ถ้าสามารถทำการทดสอบได้อาจให้ยาเก่าที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน

 

และรอผลทดสอบการต้านยาของเชื้อวัณโรค

 

ถ้าไม่สามารถทำการทดสอบได้ควรใช้ยาใหม่

 

ที่ผู้ป่วยไม่เคยได้รับมาก่อน 2-3 ขนาน

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อน

 

มีความยุ่งยากและปัญหามาก

 

เนื่องจากต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพต่ำ

 

และผลแทรกซ้อนสูง แนะนำให้ส่งผู้ป่วยให้ผู้ที่มีประสบการณ์รักษาจะดีกว่า

 

***********************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

Cytomegalovirus (CMV)

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 18-09-2009

ความรู้เกี่ยวกับ Cytomegaloviru (CMV)

 

Cytomegalovirus (CMV)

 

เชื้อนี้สามารถพบได้ทั่วโลกสามารถทำให้เกิดโรคได้หลายแห่ง

 

อาการของโรค

 

เชื้อไวรัสนี้ทำให้เกิดอาการได้หลายอวัยวะ

 

คือ ตาทำให้เกิด Retinitis:

 

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการตามัวจนกระทั่งตาบอด

 

ผู้ป่วยควรจะรายแพทย์หากว่าเห็นสิ่งที่รอยในตาเพิ่มขึ้น

 

และควรตรวจสายตาเป็นประจำ

 

และควรตรวจจอรับภาพเป็นประจำ

 

ระบบทางเดินอาหารผู้ป่วยมีหลอดอาหารอักเสบ Esophagitis

 

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอขณะกลืน,ลำไส้อักเสบ Colitis

 

ผู้ป่วยจะมีไข้ ท้องร่วง ปวดท้อง น้ำหนักลด

 

ระบบทางเดินหายใจมีปอดบวม

 

การตรวจวินิจฉัย

 

ควรตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ CMV antibody titer

 

เพื่อตรวจว่าเคยติดเชื้อนี้หรือไม่ สำหรับตาควรตรวจด้วยจักษุแพทย์

 

การรักษา

 

ยาที่ใช้รักษาได้แก่ Ganciclovir (DHPG) (IV), Foscarnet (IV),

 

Ganciclovir Implants (intraocular), IV Cidofovir.

 

Combo of Ganciclovir and Foscarnet,

 

Intravitreal Cidofovir, MSL-109

 

(monoclonal antibody) (CT) for retinitis. ISIS 2922,

 

GEM 132 (antisense)

 

for retinitis (CT). GW1263 for retinitis (CT), proganciclovir (CT).

 

การป้องกันการติดเชื้อ

 

จะให้ยาป้องกันการติดเชื้อ CMV

 

เมื่อ มีภูมิต่อเชื้อ CMV antibodies เซลล์CD4 น้อยกว่า50 or 5%.

 

ยาที่ป้องกันการติดเชื้อ Retinitis: Ganciclovir 5-10mg/kg daily (MX),

 

cidofovir (5mg/kg every other week) (MX).

 

Switch to foscarnet if resistance develops.

 

Oral ganciclovir (3g/day) Px/Mx.

 

การป้องกันทุติยภูมิ

 

เชื้อ CMV ยังไม่มียารักษาให้หายขาด

 

ผู้ที่เคยติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาป้องกันตลอดชีวิต

 

ยกเว้นหลังจากได้ยาต้านไวรัสเอดส์แล้วเซลล์ CD4

 

มากกว่า 100 เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน

 

และไม่มีอาการของโรคเป็นเวลามากกว่า 30 สัปดาห์

 

การป้องกันการรับเชื้อ

 

เนื่องพบเชื้อ CMV ได้ในน้ำอสุจิ น้ำนม สารหลั่งจากช่องคลอด

 

น้ำลายดังนั้นควรสวมถุงยางคุมกำเนิด

 

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ต้องดูแลเด็กต้องระวังการติดเชื้อ CMV ต้องล้างมือให้สะอาด

 

ผู้ติดเชื้อ HIV หากต้องได้เลือดต้องเป็นเลือดที่ไม่มีภูมิต่อเชื้อ CMV

 

วิธีป้องกันสามารถทำได้ดังนี้

 

ล้างมือให้สะอาด

 

สวมถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์

 

หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำหรือชามร่วมกันเพราะอาจจะปนเปื้อนน้ำลาย

 

*******************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่
082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ