ติดหรือไม่ติดทางออกมีอยู่

0

Posted by ittirak | Posted in ติดหรือไม่ติดทางออกมีอยู่ | Posted on 27-07-2009

ติดหรือไม่ติดทางออกมีอยู่

เห็นกระทู้ต่างๆ เลยคิดว่า หน้าจะตั้งกระทู้ เรื่องนี้ กันซะนิดหนึ่ง

ปัญหาส่วนใหญ่บ้านน้อยหลังนี้ ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการไปมีความเสี่ยง

แต่ไม่กล้าไปตรวจเลือด หรือมีความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า การติดต่อนั้น

สามารถติดต่อกันได้อย่างไร

 การติดต่อนั้น มีแค่ 2 ทางใหญ่ๆ เท่านั้นคือ

1.ทางเพศสัมพันธ์  2.คือทางเลือด

มีเพื่อนๆ มากมายที่ไปเสี่ยงมา หลังจากนั้น เพียงไม่กี่วัน จะมีอาการต่างๆ เกิดขึ้น

เช่น ทำไม ผมมีต่อมน้ำเหลืองโต ลิ้มผมเป็นฝ้าขาว มีไข้ต่ำๆ มีตุ่มคัน

ตุ่มนี้ใช่ ตุ่มพีพีอี หรือเปล่าครับ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า

 การที่เราไปเสี่ยงมานั้น อาการเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน ไม่กี่วันครับ

 กระบวนการทำงานของ เจ้าเชื้อไวรัส เอชไอวี เข้าไปในร่างกาย

 จากนั้น เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ร่างกายของเราจะสร้างภูมิคุ้นเคย

 หรือแอนตี้บอดี้นั้นเอง อย่างน้อยต้องใช้ เวลา 6 อาทิตย์ขึ้นไป

 ส่วนการที่เราจะไปตรวจนั้น ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่

 ตอบตรงนี้เลยครับว่า ควรรอให้ครบ 90 วัน จะเป็นการดีที่สุด

ในการตรวจหาแอนตี้บอดี้ ส่วน เพื่อนที่ไปเสี่ยงมาแล้ว รอ 90 วันไม่ไหว

สามารถไปตรวจหา ไวรัสในเลือดได้เลย โดยการตรวจ PCR

 ซึ่งเป็นการตรวจหา เจ้าไวรัสเอชไอวี โดยตรงที่อยู่ในเลือดของเรา

 โดยนับจากวันที่เรามีความเสี่ยง 14 วันครับ จะได้ผลดีที่สุด

 มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ

 เพื่อนที่ไปเสี่ยงมาแล้วมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ขอบอกเลยนะครับว่า

อย่าเอาอาการใดๆ มาตัดสินว่าเราติดเชื้อครับ มีทางเดียวเท่านั้นคือ

การไปตรวจเลือดครับ

คงต้องเขียนให้เห็นถึงความเป็นจริงมากขึ้นอีกนิดครับว่า

ก่อน ที่จะมีเจ้าเชื้อ เอชไอวี มาเกิดขึ้นกับคนนั้น โรคต่างๆ นั้นเกิดขึ้นมากก่อนแล้ว

ไม่ว่าจะ เป็น วัณโรค ต่อมน้ำเหลืออักเสบ มะเร็งมดลูก ลิ้นเป็นฝ้าขาว ท้องเสีย

ปวดหัว เชื้อราเยื้อหุ้มสมอง วัณโรคในเลือด วัณโรคในต่อมน้ำเหลือ

 และโรคอื่นๆอีกมาก

อย่าเอาโรคเหล่านี้ อย่ามนำมาตัดสินครับว่าเราติดเชื้อหรือไม่

 กระทั้งคุณหมอเอง ยังไม่สามารถบอกเราได้เลยครับว่า เราติดเชื้อหรือเปล่า

 ถ้าเรามีโรคต่างๆเกิดขึ้น มีวีธีเดียวยเท่านั้นครับ คือการตรวจเลือด

ส่วนอารการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากไปเสี่ยงมาเพียงไม่กี่วันนั้น สามารถเกิดได้ครับ

ส่วนใหญ่จากความเครียดของคุณเอง ขอย้ำไว้ตรงนี้อีกครั้งครับว่า

 หลังจาก ที่เรามีความเสี่ยงมานั้น โรคแทรกซ้อนต่างๆ

 ยังจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่าง รวดเร็วครับ ต้องใช้ระยะเวลา ให้เจ้าเชื้อเอชไอวี

 มันไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3-5 ปีครับ

 ร่างกายเราอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนเนื่องจาก ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องได้นะครับ

ส่วนอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากที่เพื่อนๆ ไปเสี่ยงมานั้น

 เช่น คันตามตัว ร้อนวูบๆ ไปหมดเลย มีอาการแปลกๆ บอกไม่ถูก

 ย้ำอีกครั้งครับว่า เอามาเป็นตัวชี้วัดไม่ได้ว่าเรารับเชื้อหรือไม่นะครับ

 ตรวจเลือดเท่านั้นครับผม

ส่วนเพื่อนๆ ที่ติดเชื้อ คงต้องขอย้ำนะครับ

ว่า อย่าลืมไปตรวจดูระดับ CD4 กันด้วยครับ อย่าเอาร่างกายเป็นตัวตัดสินครับ

ว่าเรายังแข็งแรงดี คงไม่มีอะไร ไม่จำเป็นต้องตรวจ

ยังรักเพื่อนๆ ในบ้านหลังนี้เสมอ ไม่เคยลืมครับ

โทรหากันบ้างคุยกันบ้างนะครับ ด้วยรักห่วงใยจากใจจริงครับ

หนึ่งเองได้รับโทรศัพท์อยู่ตลอดครับ และให้คำปรึกษา

เพื่อนๆ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ สามารถโทรมาได้ครับ ที่ 082-6526598 ครับ

ตามเวลา 10.00 ถึง 17.00 น. เลยครับ ยินดีที่จะคุยด้วย

 ให้คำปรึกษาด้วย อย่างเต็มใจครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 27-07-2009

วันนี้เข้ามาเปิดเวป ตกใจ คุณป้อมเอาบล็อก ผมกับคุณแม่เข้ามาแปะไว้ในเวป

กราบขอบคุณ คุณป้อมแห่ง เวป www.narak.com ไว้ตรงนี้อีกครั้ง

ที่เอาบล็อกของ สองแม่ลูก มาไว้บนเวป PHA หรือบ้านฟ้าของพวกเรานั้นเอง

ผมเอง ยังทำไม่เก่งนะครับ แต่จะ พยามทำ ต่อไป และจะเอาข้อมูล

ที่มีประโยชน์ มาให้กับเพื่อนๆได้อ่านกัน

โทรศัพท์ยังเข้ามาไม่ขาดสาย มีทั้ง เพื่อนที่รับเชื้อรายใหม่ หรือเพือนที่ ติดเชื้อแล้ว

ซึ่งยังไม่รู้จักวิธีการดูแลรักษาตัวเอง

ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ เช่น ไปเสี่ยงมา มีอาการ แบบนี้ ติดเชื้อ ใช่หรือไม่

คงต้องบอกตามเดิมว่า อย่าเอา อาการที่เกิดขึ้น หลังจากไปเสี่ยงมาไม่กี่วัน

มาเป็นตัว บ่งบอกว่าเราได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว รอให้ถึงเวลา เท่านั้นครับ แล้วไปตรวจเลือด

การที่เราไปตรวจเลือดนั้น เป็น ตัวตัดสินที่ดีที่สุดครับ ไม่มีอะไรแน่นอนเท่าผลเลือดแล้วครับ

มีเพื่อนคนหนึ่งโทรมา ปรึกษา เท่าที่ฟัง เพือ่นคนนี้มีความเสี่ยงมาก

เพราะ มีเพศสัมพันธุ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย

แต่ ไม่กล้าไปตรวจเลือด เหตุผลคือ กลัว หมอรู้ ว่าติดเชื้อ กลัว พยาบาลรู้

กลัวไปหมด ไม่ว่าจะแนะนำให้ไปตรวจที่ไหน  เลยจ้องอธิบายไปว่า ตรวจกับไม่ตรวจ

อะไรดีกว่ากัน รู้ผลวันนี้ ตอนที่ร่างกายแข็งแรง ดีกว่าแน่นอน

ที่จะ ปล่อยในร่างกายและภูมิคุ้มกันต่ำจนเกิดโรคแทรกซ้อน อะไรดี อะไรไม่ดี

อะไรที่เราไม่สามารถหลบหลีกได้ เช่นการตรวจเลือดที่ไหนก็ต้องพบเจ้าหน้าที่

ทั้งนั้น แต่ทำอย่างไรให้คนรู้น้อยที่สุด ถ้าคุณ อาย

เช่น ไปโรงพยาบาลเลย ไปบอกพยาบาลว่า ปวดหัว มีไข้ จากนั้น

เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ ค่อยบอกท่านว่าเราไปมีความเสี่ยงมา แล้วตอนนี้ร่างกายรู้สึกว่าอ่อนแอ

เลย อยากตรวจหเชื้อ เฮชไอวี. ทำได้แค่นี้จริงๆ ไม่สามารถ ทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้ว

บอกให้ไปตรวจที่คลีนิกนิรินามก็ไม่กล้าไป เพราะว่ากลัวเจอคนรู้จัก

แต่ในที่สุดก็ ยอมไปตรวจ ยังไงก็ เป็นกำลังใจให้นะ ผลเลือดออกมาอย่างไร โทรมาบอกกันด้วยนะครับ

ช่วงนี้ เพื่อนที่รู้จัก ติดเชื้อกันมากขึ้น แสดงเห็นว่า การติดเชื้อในบ้านเรา

ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย มีแต่เพิ่ม มากขึ้นทุกวัน 

มะรุม

0

Posted by ittirak | Posted in สมุนไพร | Posted on 20-07-2009

ผลงานวิจัยเกี่ยวกับมะรุมมาให้อ่านกันครับผม

มะรุม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam.

วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้น

ขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ

ต้นมะรุมพบได้ ทุกภาคในประเทศไทย

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่า

เป็นพืชที่รักษาทุกโรคใบมะรุมมี โปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า

การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3

เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้

มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค

นั่นคือ วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า

วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม

แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด

โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย

ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์

ระบุว่าใช้แก้ไข ปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ

ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก

ประเทศอินเดีย

หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานา

หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม(ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”)

เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียม ให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่

เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้

คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมี สารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ

รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin)

สารลูทีนและ กรดแคฟฟีโอลิลควินิก ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ

ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ

การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และ เบนซิลกลูโคซิโนเลต

ค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุม มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ

สนับสนุนการใช้น้ำคั้น จากมะรุม หยอดหูแก้ปวดหู

ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิด

โรค กระเพาะอาหาร Helicobactor pylori

กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุม ในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง

สาร เบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่ง และสารไนอาซิไมซิน

จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้น โดยสาร ฟอบอลเอสเทอร์

ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุม

เป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง

โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัม

น้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว

ต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)

พลังงาน 26 แคลอรี

โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)

ไขมัน 0.1 กรัม

ใยอาหาร 4.8 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม

วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)

วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)

แคโรทีน 110 ไมโครกรัม

แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)

ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม

เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม

แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม

โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

พบว่าทั้งกลุ่มที่กินมะรุมและ ยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิดไตรกลีเซอไรด์

ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิดและ atherogenic index

ต่ำลงทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับหัวใจ และท่อเลือดแดง (เอออร์ตา)

กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด

กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับ คอเลสเทอรอล ในอุจจาระเพิ่มขึ้น

ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

ที่ประเทศอินเดียมี การใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม

การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณ

คอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม

นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไต ลดลง

สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดีย

สามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ

งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับ

หนูทดลองเกิดความเสียหาย

โดยยา ไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ ป้องกันตับ

โดยมีผลกับระดับเอนไซม์ แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส

อะลานีนทรานมิโน ทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส

และบิลิรูบินในเลือดและ มีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดส

ในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน

(silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลาย

ของตัวจากยาเหล่านี้ ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติ

ในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง 300 ชนิด

กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับ พันธุ์ไม้ชนิดนี้

รวมทั้งประเทศไทยกลุ่มนักศึกษาแพทย์จำนวน 25 ท่าน

จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้

ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย

โรคงูสวัด

กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น,จีน,

ก็หันมาให้ความสนใจ และทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วน

โดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็น โรค มะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย

จากงานวิจัยจากต่างประเทศ

1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต

พิการ และตาบอด ได้เป็นอย่างดี

2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ทำให้สามารถลด

การใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้รักษาด้วย

3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง

4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุม

ในระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ เอชไอวี.

นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไป สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง

ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมี

ชิวิตอยู่อย่างคน ทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จใน

กลุ่มประเทศอาฟริกา แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง

6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่

ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น

ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยา

แพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี

การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง

7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก

โรครูมาติซั่ม

8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น

โรคตาต้อ เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์

9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น

10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ

ในต่างประเทศมีการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางที่จะนำพืชชนิดนี้มาใช้รักษา

ความเจ็บป่วยของมนุษย์ เนื่องจากมะรุมเป็นพืชที่มีธาตุอาหารปริมาณสูงมาก

ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่า ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า

การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศโลกที่ 3

เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน

เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst The Miracle Tree

by Lowell Fuglie LA times March 27th 2000 article wrote

by Mark Fritz. http://www.PUBMED.GOV (Search for Moringa)

(Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003,

Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany,

Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science,

Chulalongkorn University, Bangkok

The Moringa Tree The Miracle Tree

All parts of this scruffy looking tree are edible;

the leaves can be eaten raw, cooked like spinach or made

into a powder that can be added to sauces, soups or chowders.

The new leaves have a tendency to appear towards the

end of the dry season when few other sources of green leafy

vegetables are available. The young, green pods can be eaten

whole and are comparable in taste to asparagus.

The older pods can be used for their seeds, which can be prepared

as peas or roasted and eaten like peanuts.

The flowers which bloom around 8 months after the tree is planted,

can be eaten fried and have the taste and texture of mushrooms.

In Hawaii, the flowers are used to make a tea that cures colds.

In addition to this, the flowers are a year-round source of nectar

and can be used by beekeepers. When the pods mature

and turn brown, the seeds can be removed and pressed to

extract high quality oil similar to olive oil rich in oleic acid (73%).

The mature seed contains about 40% oil. The oil,

which is known as Ben oil, can be used for cooking, lubrication,

in soaps, lamps and perfumes. The oil was highly valued by

ancient Greeks, Romans and Egyptians and was used in perfumes

and for skin protection; it was also used in Europe in the 19th

century for the same purpose and

was imported from the West Indies.

The taproot of young trees can be used to make a spice

resenbling horseradish when vinegar and salt are added to it.

Not only is the Moringa Oleifera tree extraodinary in that all

parts of the tree are edible, but the most amazing aspect of

the tree is its exceptionally high nutritional value.

The leaves of the Moringa tree are an excellent source of

Vitamin A (Four times the amount in Carrots),

the raw leaves are rich in Vitamin C

(Seven times the amount in Oranges), and they are also

a good source of Vitamin B and other minerals.

The leaves are also an outstanding source

of calcium (four times the amount in milk),

protein (twice the amount in milk),

and potassium (three times the amount in bananas).

The content is iron is very good as well and the leaves

have purportedly been used for treating anaemia in

the Philippines. The content of amino acids such as

methionine and cystine is also high. Carbohydrates,

fats and phosphorous content are low making this

one of the finest plant foods to be found.

อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดู แลร่างกายกันด้วยนะครับ

 

 

 

ทำไมคิด..ติดเชื้อชีวิตหมดอนาคต

0

Posted by ittirak | Posted in ทำไมคิด..ติดเชื้อชีวิตหมดอนาคต | Posted on 20-07-2009

ทำไมถึงคิดว่าติดเชื้อแล้วชีวิตต้องหมดอนาคต

ผมเอง ติดเชื้อมา 24 ปีเต็ม  เข้าปีที่ 25 ปีนี้………

การที่เราได้รับเชื้อเอชไอวีนั้น ผู้คนส่วนมาก กลัวว่า จะต้องเสียชีวิต

อนาคตที่ วาดหวังเอาไว้ ต้องพังทลาย หวาดกลัว ผู้คนรอบข้าง ว่าเค้าจะรังเกียจ ไม่เข้าใจ

เราจะอยู่อย่างไรในสังคม ปัญหาต่างๆ อีกมากมายที่ประดังเข้ามาในหัวสมอง

อยากบอกไว้ตรงนี้ครับว่า การที่เราได้รับเชื้อเข้าไปแล้วนั้น

ชีวิตของเรายังสามารถ ทำทุกอย่างได้ตามปกติ คุณเคยทำอะไรก็ทำต่อไปครับ

เอดส์ ไม่ได้ทำให้อนาคต ที่เราวาดเอาไว้นั้นจบลง

มันเป็นเพียงแค่ เชื้อไวรัส ตัวหนึ่งที่เข้าไปทำลายระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ปัจจุบัน มียาต้านไวรัสมากมายที่ช่วยให้เราอยู่ได้

ไม่ได้หมดอนาคต อย่างที่หลายๆคน คิดเอาไว้ มีเพื่อนๆ บางคน

ถามว่า ผมติดเชื้อแล้ว รู้สึกอย่างไร คำตอบ คือ กลัว สับสน ชีวิตจะอยู่อย่างไร เกิดขึ้นแน่นอน

เพราะสมัยก่อนนั้น เมื่อพ.ศ.2529 แพทย์ และโรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีความเข้าใจเรื่องโรคนี้เลย

ยาต้านก็ไม่มี แล้วจะให้ผมคิดว่าอะไร

แน่นอน คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวสมอง เราจะตายเมื่อไหร่ ชีวิตที่เหลืออยู่

จะต้องทำอย่างไรต่อไป ยาก็ไม่มีให้กิน ต่างจากสมัยนี้อย่างมากมาย

ไวรัสเอชไอวี เป็นแค่ ไวรัสตัวหนึ่งเท่านั้น ที่มียามากมาย ที่สามารถ ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้

ทำงานได้อย่างปกติในสังคม เพื่อนๆ

ส่วนมากกลัวว่าสังคม และคนรอบข้างจะไม่เข้าใจ

เราจะไม่สามารถดำรงค์ชีวิต อยู่ได้ ในโลกใบนี้

ลองมองไปที่ โรคอื่นๆ ซิครับว่า  มันอันตรายกว่าเจ้าเชื้อเอชไอวีที่เรารับมันเข้ามาในร่างกายหรือเปล่า

เช่น มะเร็ง ไวรัสตับอักเสบ หรือเอาง่ายๆ แค่โรคเบาหวาน คนที่เป็นโรคเบาหวาน

ต้อง งดกินอาหาร หลายๆๆ อย่าง ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ต้องหัดฉีดยาให้เป็น เมื่อระดับน้ำตาลขึ้น เขาเหล่านั้นสามารถเสียชีวิตได้

หรือไม่ก็สามารถตาบอดได้ ต้องระวังไม่ให้เกิดแผล แม้นแต่น้อย

เพราะแผลอันเล็กน้อยนั้น อาจทำให้กลายเป็นแผลใหญ่

กระทั้งจนต้องตัดมือหรือเท้าออกไปเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ไห้ได้

เห็นหรือยังครับว่า มีอีกอย่างน้อย หนึ่งโรคที่ ทรมานกว่า การติดเชื้อเอชไอวี

เมื่อเราติดเชื้อ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ไปพบคุณหมอตามนัด เมื่อถึงเวลา ที่ต้องรับ

ยาต้านไวรัส ก็ ต้องกิน แค่นั้น เท่านั้นเอง บางคน กลัวผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้เริ่มยาเลยก็ว่าได้ อยากบอกไว้ตรงนี้ว่า อดีต

เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้ อนาคต ยังมาไม่ถึง จะวิตกกังวนอะไรมากมาย

ให้เวลานั้นมาถึงก่อน ได้รับยาก่อน ผลข้างเคียงอาจจะไม่เกิดกับเราก็ได้

ถ้ามันเกิดขึ้น ก็ยังมีวิธีแก้ไข แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้าไม่กินยาต้านซิ

เราต้องทรมานกับโรคแทรก และเสียชีวิตในที่สุด

อยากจะถามว่า จะกินยาต้าน แค่วันละ 2 เวลา หรือจะ ไม่กินเพื่อที่

จะให้ร่างกายนี้ทรุดลงเรื่อยๆ มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่แสนจะทรมาน

ลอง คิดดูกันเอาเองนะครับ กลัวในสิ่งที่สามารถรักษาได้ ถึงจะไม่หายขาด

กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จะกลัวเพื่ออะไร สิ่งที่ หน้ากลัวกว่า คือ

การไม่รับยา และต้องป่วยด้วยโรคแทรกซ้อน และทำให้ครอบครัว

หรือคนรอบข้างต้องมาเดือดร้อน มานั่งเฝ้าคอยดูแลเรา รุกขึ้นมากันเถอะครับ

มาดูแลรักษาตัวเอง เรียนรู้ที่จะอยู่กับเจ้าเชื้อตัวนี้ มารู้จักกับยาที่เราจะต้องกิน

เพื่อให้มีชีวิตยืนยาว หนึ่งเอง ติดมา 23 ปีเต็ม

ครบเมื่อเดือนเมษายน ปีนี้ก็ปีที่ 24 แล้วครับ มาครับ มาสู้ไปด้วยกัน

มาทำให้สังคมได้เห็นว่าเราเองก็สามารถทำทุกอย่างได้

เหมือนกับคนปกติทั่วไป มาจับมือเดินไปด้วยกัน

ต่อสู้ไปด้วยกัน ในบ้านหลังนี้เถอะครับ อยากบอกอีกครั้งว่า

อย่าให้เอดส์ มาทำลายชีวิตเรา เราเอง ต่างหากที่เปนผู้กำหนด

ไม่ใช่เจ้าเชื้อเอชไอวีเป็นผู้กำหนด

สู้ๆๆ ครับ ทำให้ชีวิตสดใส ก้าวไปอย่างมั่นคง

ด้วยเราเป็น ผู้กำหนดครับ มาจับมือกัน เดินไปด้วยกัน รักกัน อะไรที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ปล่อยมันผ่านไปครับ เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ

ถามตัวเองครับว่าเราทำวันนี้ดีที่สุดแล้วหรือยัง

รักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนครับ มีอะไรโทรคุยกันได้เสมอ

ไม่ต้องเกรงใจครับ 082-6526598 ครับ เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 14-07-2009

 ชีวิตของผมก็ไม่มีอะไร แตกต่างกันเท่าไหร่ในทุกๆวัน

 การได้รับโทรศัพท์ให้คำปรึกษา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

 น้องคนหนึ่งไปทำงานที่ต่างประเทศได้โทรมาวันนี้ ข่าวที่ได้รับคือ เขาติดเชื้อ

 ที่ทราบเพราะว่าเขาต้องการที่จะอยู่ที่ประเทศนั้นอย่างถาวร ตลอดไป

 จึงไปทำวิซ่าแบบถาวร แต่สิ่งที่ทำให้ฝันเขาทลายลงก็คือ

 ที่ประเทศนั้น มีการตรวจหาเชื้อ เอชไอวี.ด้วย และผลที่ออกมาคือ

 เขามีเชื้อ จึงไม่สามารถอยู่ที่ประเทศนั้นได้อย่างถาวร เราคุยกัน ในเมื่ออยู่ที่นั้นไม่ได้

 ก็กลับมาอยู่เมืองไทย มาตั้งต้นชีวิตที่บ้านเรา อะไรจะเกิดมันต้องเกิด

 แต่ชีวิตยังไม่สิ้นสุด ยังคงต้องดำเนินต่อไป

 ใครว่า เอชไอวี ไม่ได้กำหนดชีวิตเรา ที่จริงมันสามารถกำหนดได้

 แต่คนมากกว่าที่เป็นตัวกำหนดว่า ถ้ามีเชื้อนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

 การกำหนดของแต่ละแห่ง แตกต่างกันออกไป

 มองที่ประเทศไทยก็พอ สถานประกอบการบางที่ ยังคงกำหนด

 ให้ตรวจเลือดก่อนเข้าทำงาน เอาเชื้อตัวนี้มาเป็น ตัวกำหนดชีวิตเพื่อนร่วมโลก

 มันถูกต้องแล้วหรือ  ทำไม ถ้าเรามีเชื้อตัวนี้

 เราจะไม่สามารถ ทำอะไรได้เหมือนคนปกติทั่วไปอย่างนั้นหรือ

 เป็นคำถามที่มีมาเนินนานกันทีเดียว สำหรับผม ผมมองว่า เชื้อตัวนี้ไม่สมควรที่จะมาแบ่ง

 ความสามารถ ในการทำสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ เพราะผมเอง หรือเพื่อนๆที่มีเชื้อ

 เราเองมีความสามารถเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่เห็นแตกต่างกันตรงไหนเลย

 วันนี้อีกเช่นกัน มีเรื่องที่ดีใจ น้องสาวคนหนึ่ง ที่ได้รับเชื้อมานานพอสมควร

 จะเริ่มรับยาต้านไวรัส ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่น้องเค้าตัดสิ้นใจที่จะรับยาต้าน

 เพราะจำนวน ซีดีโฟ นั้นน้อยแล้ว เปอร์เซ็นต์ก็ คาบเส้นกันเลยทีเดียว น้องสาวคนนี้

 ในความคิดของผมเป็นคนที่เก่งมาก กับการต่อสู้ชีวิตและการตัดสิ้นใจในการดำรงชีวิตอีกเช่นกัน

 เป็นผู้หญิงที่หน้าเอามาเป็นแบบอย่างได้ดีเลยที่เดียว

 ขอให้น้องปลอดภัยไม่มีการแพ้ยานะน้องพี่ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีพี่คนนี้เป็นกำลังใจให้เสมอ

 ผมเองยังคงต้องสู้กับชีวิตนี้ต่อไป อะไรที่ทำประโยชน์ให้กับ คนรอบข้างและสังคมได้

 ผมจะทำมันต่อไป เท่าที่ร่างกายนี้ จะหมดอายุไขลง

 การเดินทางของกายนั้นเมื่อสิ้นสุด การเดินทางของดวงจิตยังคงดำเนินต่อไป

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 13-07-2009

วันนี้ก็คล้ายๆ กับทุกวัน มีโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาเยอะเช่นเคย มีเพื่อนคนหนึ่ง ที่หน้าสนใจ

มีการตรวจเลือด เช็คดูว่าตัวเองติดเชื้อทุกปี การเช็คเลือดที่ผ่านมาไม่พบเชื้อ

มาพบเชื้อเอาปีนี้ ที่หน้าสนใจก็คือ

จำนวน ซีดีโฟนั้น ค่อนข้างต่ำ คือ 100 กว่าๆ ซึ่งปกติแล้วผู้ติเชื้อที่ได้รับเชื้อใหม่ในช่วงสามเดือนแรก

จำนวน ซีดีโฟจะต่ำ แต่ก็ไม่ต่ำเกิน 200 จากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และ ลดๆ เพิ่มๆ อยู่แบบนี้

ประมาณ 5-7 ปี แล้วจะลดลงอย่างต่อเนื้อง และจำเป็นต้องรับยา ตอนที่จำนวน ซีดีโฟ ต่ำกว่า 200

สำหรับเพื่อนคนนี้ มีการตรวจยืนยันแน่นอน ว่า เมื่อปีที่แล้วไม่ติดเชื้อ

มารับเชื้อเอาปีนี้ ที่หน้าสงสัย อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่าทำไมจำนวน ซีดีโฟ นั้นต่ำอย่างรวดเร็ว

หรืออาจได้รับเชื้อ เอชไอวีสายพันธ์ ใหม่ที่ มีอาการดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว

ซึ่งยังพบได้น้อยมาในบ้านเรา (ประเทศไทย)

ได้แต่เอาใจช่วย และ อยากให้เพื่อนคนนี้ตัดสิ้นใจ รับยาต้านอย่างไม่รีรออะไรจังเลย

ไม่อยากให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน

หวังว่า การที่ เขาได้คุยกับผม จะทำให้เขาตัดสินใจได้นะ

ตอนเย็นดีใจ น้องที่ไม่ค่อยได้มาหา มารับไปทานข้าว เจอกันครั้งนี้ น้องยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม

และพาเพื่อนชาวเรามาด้วยอีกหนึ่งคน ในช่วงที่ ทานข้าวก็คุยกันไป สนุกสนาน 

จากนั้น ได้คุยกันถึงเรื่องน้ำมันจมูกข้าวสาลี ว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง

เมื่อเราทานเข้าไป ร่างกายจะได้รับประโยชน์ อะไรบ้าง มันให้หลายอย่างกันเลยทีเดียวเท่าที่อ่านดู

ผมเองเลยตัดสินใจที่จะทาน เดี๋ยวมารอดูกันว่าผลเลือด ของผมจะออกมาอย่างไร

มีอะไรมาให้ลองอีกแล้ว

ถ้าดี จะมาบอกเพื่อนนะครับ อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะ

ร่างกายที่แข็งแรงก็ชนะโรคร้ายไปได้กว่าครึ่งแล้วครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 12-07-2009

วันนี้หัดทำ Blog ของตัวเอง เป็นครั้งแรก ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยนะเนี่ย

ต้อง ขอขอบคุณ คุณป้อม แห่ง เวป www.narak.com

ที่ทำให้ผมมีบล็อกนี้ขึ้น เล่นเอามึนไปเลยกันทีเดียว แต่ คุณป้อมคงมึนกว่าผมเยอะเลยอะผมว่านะ

วันนี้ มีเพื่อนๆ โทรมาหาหลายคนตามเคย

ส่วนมากเป็นสมาชิกใหม่ แสดงว่า ผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นซะด้วยซิ

เพื่อนๆ ส่วนมาก ยังไม่เข้าใจ ในการดูแลตัวเองเมื่อได้รับเชื้อมาใหม่ ผมรู้นะครับ

เมื่อคนเราได้รับเชื้อมาใหม่นั้นสิ่งแรก ที่ยากมากที่สุดคือ การทำใจให้ยอมรับมันได้

ว่าเราจะต้องอยู่ร่วมกับเจ้าเชื้อตัวนี้แล้วนะ จะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ผมก็ตอบ อย่างที่ เคยตอบไป ว่า เราก็ ดูแลตัวเอง ตามแบบฉบับของผมที่ มีอยู่แล้วในบล็อกนี้

ลองคลิกเข้าไปอ่านดูนะครับ

วันนี้มีเรื่องดีใจ น้องที่อยู่ต่างประเทศไม่ได้โทรคุยกัน นานมาก โทรมาหา บอกว่า ตอนนี้ สบายดี

มีปัญหาอยู่ก็แค่ ทานอาหารไม่ค่อยได้ น้ำหนักตัวลดลง ผอมไปหน่อย

ผมเอง ได้แต่แนะนำว่า ทานอาหารให้เยอะๆ นอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย ก็แค่นั้น

ชีวิตคนเราเอาอะไรมาก แค่ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้ววันต่อไปก็จะดีตามขึ้นไปเอง

หรือ เพื่อนๆว่าไม่จริงครับ สิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้ อนาคต ยังมาไม่ถึง

วางแผนไว้อย่างไรก็ดำเนิน ตามไปอย่างนั้น

ถ้าจะให้อนาคตสำเร็จ เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ้าอนาคตไม่สำเร็จ เราก็จะไม่เสียใจเพราะ เราได้ทำดีที่สุด

แล้วในวันที่ผ่านมา จะตี 3 แล้ว มานั่งหัดทำ บล็อกนี้อยู่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเวียนหัวไปหมดแล้ว

ไปนอนดีกว่าเนอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที