ยาต้านไวรัส HIV

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 17-08-2009

นับตั้งแต่เริ่มพบโรคเอดส์ เมื่อประมาณ 20 ปี ที่แล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนายาต้านไวรัสมาโดยลำดับ

นับตั้งแต่เริ่มพบยาตัวแรก คือ AZT เมื่อปี ค.ศ. 1987

จนถึงปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้รับการรับรองจาก

องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วถึง 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว

รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการใช้ยาจากเดิมที่เคยใช้ยาเพียงตัวเดียว

ในการยับยั้งไวรัส HIV ซึ่งสามารถควบคุมเชื้อได้เพียงระยะสั้น ๆ

เนื่องจากเกิดการดื้อยาจากการกลายพันธุ์ mutation ในยีนส์ของไวรัส

ต่อมามีการพัฒนาโดยการใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิด

พบว่าสามารถยับยั้ง HIV ได้นานขึ้น แต่ก็ได้ผลเพียงระยะหนึ่ง

หลังจากนั้นก็เกิดการดื้อยา

การรักษาจึงไม่ได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาตัวเดียว

จนในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการพบยากลุ่ม protease inhibitors (PIs)

มาร่วมในสูตรการรักษาเรียกว่า highly active antiretroviral therapy

(HAART) โดยการใช้ยาหลายตัวร่วมกันแทนการใช้ยาเพียงตัวเดียว

สามารถควบคุมไวรัสได้อย่างสิ้นเชิง

ยาต้านไวรัส ดังกล่าวจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว

ซึ่งตัวยาทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะแสดงฤทธิ์ยับยั้งวงจรชีวิตของไวรัสเอดส์ดังนี้

ยากลุ่มที่ 1 ขัดขวางไม่ให้สารพันธุ์กรรม RNA

ของไวรัส เข้าไปรวมตัวกับสารพันธุ์กรรม (DNA)

ในเซลล์ของคนได้ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NRTIs

(Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

ยากลุ่มที่ 2 ทำให้ไวรัส ไม่สามารถแบ่งตัวได้

ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Non-Nucleoside reverse transcriptase inhibitors )

ยากลุ่มที่ 3 ทำให้ไวรัส พิการ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า Pi

(Protease Inhibitors)

ปัจจุบันยาที่ใช้ต้านไวรัส 3 กลุ่ม มีชื่อทางการค้าดังนี้

ยากลุ่มที่ 1 มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

ยาเดี่ยว ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

และยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2 ตัว

ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

1. AZT (Zidovudine) ชื่ออื่น ริโทรเวียร์ Retrovir

2. ddI (Didanosine) ชื่ออื่น ไวเด็กซ์  Videx-EC  ไดร์เวียร์  Drivir

3. 3TC (Iamivudine) ชื่ออื่น อีพิเวียร์ Epivir รามีเวียร์  Lamevir

4. ddC (Zalcitabine) ชื่ออื่น ไฮวิด (Hivid)

5. d4T (Stavudine) ชื่ออื่น ซีริท Zerit สตาเวียร์ Stavir

6. อาบาคาเวียร์ Abacavir ชื่ออื่น ไซย์เจน Ziagen

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัวขึ้นไป

1. AZT บวก 3TC มีชื่อว่า คอมบิเวียร์ Combivir ซีราเวียร์  Zeravir

2. AZT บวก 3TC บวก อาบาคาเวียร์  Abacavir มีชื่อว่า ไตรซีเวีย Trizivir

ยากลุ่มที่ 2 มีชื่อย่อว่า NNRTIs

(Non-Nucleosides reverse transcriptase inhibitors) ได้แก่

1.ไวรามูน Viramune ชื่ออื่น เนไวราปิน Nevirapine

นีราเวียร์ Nelavir  ชื่อย่อ NVP

2. สโตคริน Stocrin ชื่ออื่น อิฟาเวอเร็นซ์ Efavirenz

3. เรสคริปเตอร์ Rescriptor ชื่ออื่น ดีลาเวอร์ดีน Delavirdine

4. ไฮดรี Hydre ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย Hydroxyurea

5. ดรอคเซีย Droxia ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย Hydroxyurea

หมายเหตุ ยาข้อ 3, 4, 5 ในประเทศไทยยังไม่มีจำหน่าย

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 3 ตัว เป็นยา กลุ่ม 1 + กลุ่ม 2 คือ

1.ยาจีพีโอเวียร์ GPO vir-S30 และ GPO vir-S40

คือยา d4T + 3TC + NVP

2. ยาจีพีโอเวียร์ Z (GPOz 250) คือยา

AZT + 3TC + NVP

หมายเหตุ เป็นยาขององค์การเภสัชเป็นผู้ผลิต

ยากลุ่มที่ 3

มีชื่อย่อว่า Pi (Protease Inhibitors)

โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว )

และยาผสมรวมกัน  ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2-3 ตัว

ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

1.ริโทนาเวียร์ Ritonavir ชื่ออื่น นอร์เวียร์ Norvir

2.ซาควินาเวียร์ Saquinavir ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส Fortovase

3.ครีซีแวน Crixivan ชื่ออื่น อินดินาเวียร์ Indinavir

4.ไวราเซ็ปท์ Viracept ชื่ออื่น เนลพินาเวียร์ Nelfianvir

5.แอมปรินาเวียร์ Amprenavir ชื่ออื่น เอเจนนิเวส Agenevase

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัว

1.กาเล็ทตร้า Kaletra คือโลปินาเวียร์ Lopinavir บวก

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ประโยชน์จากการใช้ยา รักษาผู้ติดเชื้อ

โดยใช้ยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ

( highly active antiretroviral therapy )

ในปัจจุบันจะให้ประโยชน์ดังนี้

1.สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่น้อย จนตรวจวัดไม่ได้

( undetectable level )

2. ทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณไวรัสลดน้อยลง

3. ทำให้การติดโรคแทรกซ้อน และอัตราการตายลดลงอย่างชัดเจน

ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กลับขึ้นมาเป็นผู้ติดเชื้อ

โทษและผลข้างเคียงของยา

ยานั้นมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์

แม้ยาต้านไวรัสจะช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

โดยไม่ปรากฏอาการของเอดส์ แต่ปัญหาของยาต้านไวรัสเท่าที่พบ

ผู้ติดเชื้อบางส่วน มีผลในเรื่องของสารเคมีตกค้างและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

จากการใช้ยาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้การที่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็น

ต้องใช้ยาต้านไวรัสจึงต้องได้รับยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับรายละเอียดโทษและผลค้างเคียงของยาแต่ละชนิดมีดังต่อไปนี้

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 1 NRTls

1. AZT คลื่นไส้, ปวดศรีษะ,โลหิตจาง, กล้ามเนื้ออ่อนแรงลีบเล็กลง

2. ddI ตับอ่อนอักเสบ,อุจจาระร่วง, คลื่นไส้, ปลายประสาทอักเสบ

3. ddC ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

4. d4T ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

5. 3TC ตับอ่อนอักเสบ

6. อาบาคาเวียร์ Abacavir มีไข้,ผื่น,

มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ,ทางเดินอาหาร

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ Abacavir

หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ

มีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจ และอาการของระบบทางเดินอาหาร

ภายใน 42 วันแรกหลังเริ่มใช้ยานี้ และเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว

แม้คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น ก็ห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง

เพราะพบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

ดังนั้นแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 2 NNRTls

1.ไวรามูน Viramune เกิดผดผื่นเม็ด,ตับอักเสบ

2. สโตคริน (Stocrin) มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง

เช่น มึนงง, ฝันประหลาด

ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 3

1.ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส Fortovase

ปวดศรีษะ,อุจจาระร่วง

2.ริโทนาเวียร์ Ritonavir ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน,ตับอักเสบ

3.ครีซีแวน Crixivan เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วในกระแสเลือดสูงขึ้น

จนเป็นอันตรายต่อเซลล์สมอง,ปวดหัว,อ่อนเพลีย

4. ไวราเซ็ปท์ (Viracept) ถ่ายเหลว,ท้องเสีย,อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย

5. กาเล็ทตร้า (Kaletra) ท้องเสีย,ทำให้ไขมันอุตตันในกระแสเลือด,

ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน ,ตับอักเสบ

ข้อแนะนำการรักษา

การรักษาผู้ติดเชื้อ โดยการใช้ยาเพื่อควบคุมปริมาณของไวรัสเอดส์

ไม่ให้สูงเกินไปแต่เพียงด้านเดียว ดูจะไม่สมบูรณ์นัก

ความจริงแล้วควรใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปด้วย

น่าจะครบถ้วนกว่า แนวทางการรักษาแนะนำว่า

ควรรักษาทั้ง 2 ด้าน ควบคู่กันไป

เพราะเท่าที่ติดตามเฝ้าดูอาการของคนไข้ ที่ผ่านมา

พบว่าคนไข้ที่ใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงด้านเดียว

คนกลุ่มนี้มักมีสุขภาพที่มีปัญหาบ่อย

บางรายมีอาการแพ้ยาเป็นระยะ ๆ ตับมีปัญหา

และหากมีการใช้ยาในระยะยาว อาจจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม

เช่น หลังจากใช้ยาไปเป็นเวลานาน

แมัผลการรักษาจะพบว่าปริมาณไวรัสของคนไข้ลดลงต่ำกว่า 50 copy/มล

ซึ่งถือว่าปลอดภัย แต่ตรงกันข้ามระดับภูมิคุ้มกันของคนไข้ CD4

แทนที่จะสูงเพิ่มขึ้นกลับต่ำลงมากเช่นกัน

ซึ่งภาวะนี้ไม่ถือว่าเชื้อดื้อยาเนื้องจากไวรัสอยู่ในเกนณ์ที่ต่ำ

แต่เกิดจากปริมาณของภูมิคุ้มกัน CD4 ไม่ถูกสร้างขึ้นมา

ทำให้ภูมิต่ำติดโรคง่าย โดยเฉพาะในรายที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

มักเกิดภาวะโรคแทรก ตรงจุดนี้คือปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัส

แต่เพียงด้านเดียว ตรงกันข้ามสำหรับในกลุ่มคนที่ใช้ยาต้านไวรัส

ร่วมกันกับการใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไป

เช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดดีๆ

ที่มีข้อมูลทางวิทยาศสตร์ว่ามีฤทธิ์ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

และเสริมด้วยวิตามิน c วิตามินบี 6 หรือจะใช้อาหารเสริมเพิ่มควบคู่กันไปก็ดี

พบว่าสิงเหล่านี้สามารถช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้ให้มีสุขภาพที่ดีมากกว่า

กลุ่มคนไข้ที่ใช้แต่ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียว

กล่าวคือในคนที่ใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกัน

ผลการรักษาไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาว

การเกิดภาวะระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม ตับมีปัญหา ตุ่มคันตามตัว พบว่ามีน้อยกว่า

โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะน้อยกว่าเช่นกัน

เมื่อได้มีการเปรียบเทียบแล้ว

พบสุขภาพร่างกายของคนกลุ่มนี้จะดีและแข็งแรงกว่า

กลุ่มคนไข้ที่ได้รับแต่ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว

เชื่อว่าการรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับการใช้ยารักษา

ระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปน่าจะดีกว่าการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว

การใช้ยาต้านไวรัส

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบถึงปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสกันอีกครั้งว่า

เมื่อใช้ยาต้านไวรัสไปแล้วมักจะพบปัญหาจากผลข้างเคียงของยา

ปัญหาการดื้อยา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอ

เป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต

ดังนั้นการให้ยาต้านไวรัสในคนที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกัน CD4 สูงอยู่

จะถูกชะลอการให้ยาออกไปก่อน แต่ก็ต้องมีการติดตามผลทางสุขภาพ

และผลของระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ของผู้ติดเชื้อทุกระยะ 3 เดือน

เพื่อหาจังหวะที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเริ่มใช้ยา

สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสจะพิจราณาโดยหลัก 3 ประการดีงนี้

1.ประวัติสุขภาพในอดีตและปัจจุบัน

2.ผลการตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4

3.ผลการตรวจเลือดวัดระดับปริมาณไวรัสในร่างกายที่เรียกว่า viral load

จากหลักในการพิจารณาดังกล่าวได้แบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1. ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน

กลุ่มที่ 2. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ

1.1 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส

1.2 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 มากกว่า 350 เซล/ลบ มม.

อาจจะชะลอ การใช้ยาในผู้ป่วยที่มี CD4

ระดับนี้ออกไปก่อนและติดตามตรวจนับ CD4 ทุก 3 เดือน

กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อ ที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค,เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วงเรื้อรัง

ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส แต่การเริ่มใช้ยาต้านควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม

โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้าง

ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่

เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา rifampicin รักษาอยู่

จะห้ามใช้ยาต้านไวรัส กลุ่มที่ 3 PIs

หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่

อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย

จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียง

ของยาต้านไวรัสที่จะใช้ และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อม

ที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยา

อย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา

สูตรการให้ยาแบบจับคู่ยา

การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อ โดยการจับคู่ยาอาจแบ่งออกเป็น 2 สูตรคือ

สูตรยา ARV ( antiretroviral drug ) เป็นการให้ยา 2 -3 ตัวร่วมกัน

แต่จะใช้เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs

สูตรยา HAART เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs

หรือนำยา กลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมจับคู่กับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs

คู่ที่ 1 AZT + ddI

คู่ที่ 2 AZT + 3TC

คู่ที่ 3 AZT + ddC

คู่ที่ 4 d4T + ddI

คู่ที่ 5 d4T + 3TC

ยาที่ห้ามใช้ร่วมกัน

คู่ที่ 1 AZT + d4T

คู่ที่ 2 ddI + ddC

คู่ที่ 3 d4T + ddC

2.การให้ยาแบบสูตร HAART

เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs

หรือนำยากลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs เช่นกัน

AZT + ddI + สโตคริน Stocrin

AZT + 3TC + ครีซีแวน Crixivan + ริโทนาเวียร์  Ritonavir

d4T + 3TC + ไวราเซ็ปท์ Viracept

d4T + ddI + ซาควินาเวียร์ Saquinavir + ริโทนาเวียร์ Ritonavir

3TC + ddI + กาเล็ทตร้า Kaletra

AZT + ddC + ไวรามูน (Viramune)

หรืออาจจะได้สูตร อื่น ต่างจากนี้

หมายเหตุ

1.AZT + 3TC + อาบาคาเวียร์ Abacavir เป็นยาสูตรพิเศษชื่อ Tizivir

เป็นการจับคู่ 3 ตัว เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs

แต่ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ Abacavir

หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ

การเกิด hypersensitivity ได้

อาการนี้คือกลุ่มอาการ  flu-like จะมีไข้ ผื่น

มีอาการทางระบบการหายใจส่วนบน และอาการของระบบทางเดินอาหาร

มักเกิดภายใน 42 วันแรก หลังเริ่มใช้ยานี้

และในคนที่มีอาการดังกล่าวเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว

คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น และที่สำคัญปัญหาที่พบ

ถ้ามีการกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง

พบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

ดังนั้นห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้อีกครั้ง แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

2.ยากลุ่มที่ 3 ซาควินาเวียร์ Saquinavir ควรใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์

(Ritonavir) จะได้ผลดีกว่าการใช้

แต่ยาซาควินาเวียร์ (Saquinavir) เพียงตัวเดียว

กรณีผลการรักษาล้มเหลวให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่โดยดูจากจากสิ่งต่อไปนี้

ถ้าจำนวน ไวรัสในเลือดเพิ่มขึ้นเกิน 10,000 copy/มล.

ข้อควรระวังในการใช้ยา

การใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ

เป็นสาเหตุทำให้ไวรัสดื้อยา (drug resistant variant)

และไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การรักษา

ด้วยยาต้านไวรัสในเวลาต่อมาล้มเหลว และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในการรักษาครั้งต่อๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคนควรเข้าใจ

และตระหนักถึงปัญหานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพราะปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าการรักษา

เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว

การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก และที่น่าเป็นห่วงก็คือ

การเกิด T-cell tropie syneytium-indueing variant HIV

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดื้อยาที่มีความรุนแรง และจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4

ลดลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินของโรคเร็วขึ้น

และเสียชีวิตเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น insufficient antiviral poteney

ความจริงของยารักษาโรคเอดส์

ปัจจุบันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อ

โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยาต้านไวรัสมี

ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวของมัน

ข้อดี โดยการใช้สูตรยา HAART เป็นการใช้ยา 3 ตัวขึ้นไป

คนไข้ที่ได้รับยาสูตรนี้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือนเชื้อไวรัสจะลดลงจน

ไม่สามารถตรวจพบได้ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกัน CD4 เกิดการเพิ่มขึ้น

ข้อเสีย คือ อาจจะก็ให้เกิดภาวะผิดปกติ ร่วมทั้งกลุ่มอาการ Syndrom

ที่สืบเนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัส เช่น ตับอักเสบ ,ไขมันในเส้นเลือดสูง ,

เป็นเบาหวาน,โรคไต ปลายประสาทอักเสบ,

มีอาการปวดเมื่อยตามข้อตามตัว, มีผื่นขึ้นตามตัว

เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย , แก้มตอบ , แขนขาลีบ , พุงโต

ด้วยเหตุผลนี้แนวคิดในการรักษา

โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียวได้เปลี่ยนไป

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาที่สมบูรณ์แบบ 2 ทาง

ที่เรียกว่า Complementary treatment

หมายถึงการรักษา ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน

ควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก Alternative medicine

โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส

จนไม่สามารถ ตรวจพบได้ ( ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 หรือ 20 ตัว ต่อ ลบ.มม.)

จะใช้วิธีป้องกันข้อเสียของยาต้านไวรัส โดยการซ่อมสร้างร่างกาย

โดยใช้วิธีที่เรียกกันว่าแพทย์ทางเลือก Alternative medicine

เช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เชื่อได้ว่า

มีฤทธิ์ในการปกป้อง ซ่อมสร้างร่างกาย เช่น ปกป้องตับ

โดยการใช้ สมุนไพรเห็ดหลินจือ,ชะเอมเทศ,ลูกใต้ใบ,ฟ้าทะลายโจร, มะระขี้นก

ก็ยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

การใช้วิตามิน C วิตามิน B6 วิตามินรวมเกลื่อแร่

การใช้น้ำมันปลาในกลุ่มโอเก้า 3 ป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง

การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

การใช้ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารบางชนิดช่วยด้วย

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น

สามารถช่วยปกป้องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยาต้านไวรัส

และต้องคอยเฝ้าระวังเจาะเลือดตรวจตับ ตรวจไต

ตรวจไขมันในเส้นเลือด ตรวจน้ำตาลใน เลือดทุก 3 เดือน

หรือเจาะเลือดตรวจทันที ที่สงสัยว่าอาจจะมีผลข้างเคียง

ที่สืบเนื่องมาจากการใช้ยาต้านไวรัส

จากแนวคิดการรักษาโดย การใช้ยาต้านไวรัส ควบคู่กันไป

กับการซ่อมสร้างร่างกาย Complementary treatment ดังกล่าว

ซึ่งวิธีการนี้มันก็เหมือนกับการรักษาคนไข้ที่เป็นวัณโรค

เช่นถ้าแพทย์ที่รักษาให้แต่ยารักษาวัณโรคอย่างเดียว

โดยที่ไม่ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายของคนไข้ควบคู่ร่วมไปด้วย

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คนไข้มักจะโซมผอมแห้ง มาก

เพราะฉะนั้นการรักษาคนไข้ HIV จึงควรรักษา 2 ทางควบคู่กันไป

จะได้ผลที่ดีกว่า การให้แต่ยาต้านไวรัสเพียงด้านเดียว

แต่สมุนไพรและวิตามินบางอย่าง ไม่สามรถ ใช้รวมกันได้

เช่น สโตคริน (Stocrin) ไม่สามารถ รับประทานกับ กระเทียมสกัดได้

ครีซีแวน Crixivan ไม่สามารถ รับประทาน กับวิตามิน C ได้

ยังมีข้อที่ต้องควรระวังอีกมากมาย

ไม่ว่าเรื่องสมุนไพร บางตัวที่ไม่สามารถ รับประทานติดต่อกันได้นาน

เช่น ฟ้าทะลายโจร ถ้ารับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน

จะทำให้ความดันในเลือดต่ำได้ เป็นต้น

หวังว่าเพื่อนคงได้อะไรบ้างนะครับ

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

หนองในแท้ (Gonorrhea)

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์, ไม่มีหมวดหมู่ | Posted on 17-08-2009

หนองในแท้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในช่วง 20 -30 ปีก่อน

เรียกว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว จวบจนมีโรคเอดส์เข้ามา มีการรณรงให้ใช้

ถุงยางอนามัยมากขึ้น โรคหนองในก็หายหน้าหายตาไปนาน จวบจนช่วงกลาง

ปี 2546 เริ่มพบหนองในแท้มากขึ้นพร้อมกับข่าวร้ายที่ตามมาด้วย

คือเชื้อนี้ดื้อยากินจนไม่อาจใช้ยากินรักษาได้อีกต่อไป

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษา

หายขาดได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae สามารถเกิดได้

ทั้งที่อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก ปากมดลูก ช่องท้อง ในช่องปาก ทวารหนัก

หรือแม้แต่นัยน์ตาทารกแรกเกิด

สำหรับผู้หญิงบางคนรับเชื้อมาแล้วไม่มีอาการหรือมีตกขาวเล็กน้อย

ไปซื้อยากินเองอาการสงบลงทำให้เข้าใจว่าไม่เป็น จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อ

มันลามเข้ามดลูก ไปสู่ปีกมดลูก ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ปีกมดลูกอักเสบ

ทำให้เกิดท้องนอกมดลูก หรือเป็นหมันในที่สุด

อาการและการแสดง

ฝ่ายชาย หลังรับเชื้อมา 2 – 5 วันก็จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหล

จากท่อปัสสาวะ แต่บางรายอาจรวดเร็วทันตาเห็น ไหลในวันรุ่งขึ้นก็เคยเจอ หรือ

บางรายอาจนานเป็นเดือนแล้วจึงค่อยมีอาการก็มี แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่

มักราว 2 – 5 วันนั่นแหละ มีหลายรายยังซื้อยากินเองแล้วอาการสงบไป

ผ่านไปเป็นสัปดาห์ มาอีกทีก็เกิดโรคแทรกซ้อน อัณฑะบวมยากต่อการรักษา

หรือบางรายอาจถึงกับเป็นหมันไปก็มี

ส่วนฝ่ายหญิง บางรายอาจไม่มีอาการ รับเชื้อมาไว้เฉยๆก็เจอบ่อยๆ

จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อชายที่มามีเพศสัมพันธ์ด้วยเกิดการติดเชื้อไป

ส่วนคนที่รับเชื้อแล้วมีอาการ อาการที่เป็นก็เช่น ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะ

มีเลือด มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวสีเหลืองออกเขียวเป็นต้น

ส่วนรายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เมื่อติดเชื้อก็จะมีอาการคันหรือระคายเคือง

ที่ทวารหนัก อาจมีเมือกหรือหนองออกมาทางทวารหนักเช่นเดียวกับในท่อปัสสาวะ

มีคนเข้าใจผิดมากๆหลายราย ที่เข้าใจว่าเวลาไปเที่ยวไม่ใช้อวัยวะสอดใส่

แต่ให้หญิงบริการใช้ปากกับอวัยวะเพศของตนแล้วจะปลอดภัย

คนที่เข้าใจอย่างนี้แสบมาแยะแล้ว เพราะในลำคอของหญิงบริการเหล่านี้

มีเชื้อโรคหนองในแท้อาศัยพักอยู่ เพราะเธอก็ไปใช้ปากให้กับผู้ใช้บริการราย

อื่นมาก่อน เมื่อมาใช้ปากกับท่าน เชื้อหนองในเลยกระโดดมาติดอวัยวะของท่าน

แบบนี้มาฉีดยาแยะแล้วนะครับ จะใช้ปากก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยนะครับ

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ เห็นคนไข้บ่อยๆ

บางครั้งแค่ฟังประวัติและเห็นลักษณะหนองก็บอกได้แล้วว่าใช่หรือไม่ใช่

ส่วนการตรวจยืนยัน คือการเอาหนองมาย้อมเชื้อส่องกล้องดู

นอกจากการวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ถ้าตรวจหาเชื้อไม่เจอ แต่สงสัยมากๆ

ก็อาจเอาหนองมาเพาะเลี้ยงเชื้อก็ได้ หรือปัจจุบันจาก

น้ำปัสสาวะหรือของเหลวจากปากมดลูกก็อาจนำมาตรวจหา DNA ของเชื้อก็ยังได้

ถ้าไม่รักษา อะไรจะเกิดขึ้น

ถ้าไม่รักษา (หรือรักษาเองอาการสงบไป) เชื้ออาจลามลงอัณฑะทำให้อัณฑะ

อักเสบบวมเจ็บเป็นเหตุให้เป็นหมันหรืออาจลามเข้ากระแสเลือด

ทำให้เกิดข้ออักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

อาการแทรกซ้อนสำหรับฝ่ายหญิงคือทำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเชิงกราน

หรือปีกมดลูกอักเสบ บางรายเป็นก้อนหนองที่ปีกมดลุกก็เคยมีให้เห็น

ทำให้ท่อตีบตันอาจทำให้เป็นท้องนอกมดลูกตามมา

หรืออาจเป็นหมันไปเลยก็ได้ ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาสาธารณสุขต่อไป

แต่ที่น่าเป็นห่วงกังวลกว่านั้นก็คือ เมื่อท่านติดเชื้อหนองในได้

ท่านก็อาจติดเชื้อ hiv ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเธอรับเชื้อหนองในมาได้

เธอก็อาจรับเชื้อ hiv มาด้วยได้เช่นกัน

การรักษา

ในตำรากล่าวถึงยารับประทานหลายตัวสามารถรักษาหนองในแท้ได้

แต่ในทางปฏิบัติจริงเชื้อเหล่านี้ดื้อยา จนไม่อาจใช้เป็นแนวทางรักษาได้แล้ว

ต้องใช้ยาฉีดอย่างเดียว ดังนั้นถ้าท่านไปมีเพศสัมพันธ์แล้วมีอาการที่สงสัยว่า

จะเป็นหนองในแท้ อย่ามัวเสียเวลาซื้อยากินเอง มิฉะนั้นเชื้อจะหลบจนท่าน

ตายใจว่าหายแล้ว สุดท้ายจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจนยากจะเยียวยาได้

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

My Diary

2

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 13-08-2009

วันนี้เป็นวันเกิดซึ่งเป็นวันที่คุณแม่เราเจ็บที่สุดในชีวิต

 

ทำให้ลูกคนนี้ได้กำเนิดเกิดมาถ้าไม่มีคุณแม่ ลูกคนนี้คงไม่มีในวันนี้

หลังจากที่ลูกเกิดมา พออายุได้ 19 ปีก็ได้ทำเรื่องให้แม่ทุกข์ใจ

อย่างใหญ่หลวง เพราะลูกได้รับเชื้อเฮชไอวี.ในปีนี้ ยังจำได้ไม่เคยลืมว่า

มีแม่เท่านั้นที่อยู่เคียงข้างลูกในวันนั้น วันซึ่งลูกหาทางออกไม่ถูก

และแม่เองก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้เลยแม้นแต่น้อย  เข้าใจเพียงว่า เป็นแล้วตาย

ไม่มีทางรักษา แต่แม่ก็ยัง ให้กำลังใจลูกคนนี้ให้ลุกขึ้นมาสู้กับชีวิตที่เหลืออยู่

ลูกต้องสู้นะ เพราะ ลูกไม่ได้สู้เพื่อชีวิตเดียว ลูกสู้เพื่อสองชีวิต

ถ้าไม่มีลูกแม่จะอยู่ได้อย่างไร

คำพูดนี้ ทำให้ลูกคนนี้สู้ โดยคิดแค่ว่าจะทำให้ชีวิตนี้อยู่กับแม่ให้นานที่สุด

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 24 ปีแล้ว ที่ลูกได้รับเชื้อมา

ลูกยังคงสู้ต่อไป รักแม่เสมอมาถึงทุกวันนี้ เราจะไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่

เพราะ เราเองต่างมีความทุกข์ กันมากพอแล้ว ลูกเองก็ไม่อยากเอาความทุกข์ที่ลูกมี

ไปทำให้แม่ทุกข์ไปด้วย เราจึงคุยกันแค่เรื่องทั่วไป มากกว่า

อยากบอกให้แม่รู้ว่ารักแม่มากที่สุดในโลก

ดีใจที่ได้เป็นลูกแม่ครับ

เมื่อวานพี่ก้อยโทรมาคุยด้วย หลังจากที่เราไม่ได้เจอกันมาเป็นปี พี่สาวยังคง

แข็งแรงดี ดีใจนะ ที่พี่เรา รักษาสุขภาพได้ดีเยี่ยมจริงๆ

คิดถึงพี่ก้อยเสมอนะ

วันนี้เข้าเวปบ้านฟ้า พี่ดวงจันทร์ เข้าไปตั้งกระทู้อวยพรวันเกิดให้

ขอบคุณพี่ดวงจันทร์ด้วยนะครับ เพื่อนๆ เข้ามาอวยพรกันเยอะเลย

กะว่าตอนเย็นๆ จะเข้าไปขอบคุณในกระทู้

ว่าแล้วก็มาพูดถึงเรื่องโรคร้ายต่างๆกันบ้าง ช่วงนี้มีโรคที่อันตราย ร้ายแรง

เข้ามาใหม่อีกหลายโรค ทั้งๆที่โรคเก่าๆ บางโรคก็ยังไม่มายารักษาให้หายขาด

อยากให้ทุกคนดูแลร่างกายให้แข็งแรงเอาไว้เสมอ

เพราะถ้าร่างกายเราแข็งแรง เราจะป่วยได้ค่อนข้างยาก

อะไรก็ไม่ดีเท่ากับการ ทำให้ร่างกายแข็งแรงไว้อยู่เสมอ หรือว่าไม่จริง

การทานอาหารที่มีประโยชน์

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ทำจิตใจให้สบาย

แค่นี้ก็โอเคแล้วนะผมว่า อยากให้เราทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกันให้ดีๆ

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ซิฟิลิส Syphilis

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 11-08-2009

ซิฟิลิส Syphilis

ซิฟิลิสเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอันตราย

เนื่องจากมีอาการเรื้อรัง มีระยะติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี

สามารถทำให้เกิดโรค แก่ระบบต่าง ๆของร่างกายได้หลายระบบ

อาจมีอาการแสดงที่ชัดเจน หรืออาจอยู่ในระยะสงบได้เป็นระยะเวลานาน

นอกจากติดต่อทาง เพศสัมพันธ์แล้ว

ยังสามารถติดต่อจากมารดาไปยังทารกได้

เชื้อสาเหตุ

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Treponema pallidum

ระยะฟักตัว 9 – 90 วัน

ลักษณะทางคลินิก ซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

ซิฟิลิสระยะแรก early syphilis

ซิฟิลิสระยะหลัง late syphilis

1. ซิฟิลิสระยะแรก early syphilis มีการดำเนินของโรคดังนี้

1.1 ซิฟิลิสระยะที่ 1 (primary syphilis) ระยะฟักตัว 9 – 90 วัน

เชื้อเข้าทางเยื่อบุ รอยถลอกหรือรอยฉีกขาดที่ผิวหนัง

จะมีแผลเกิดขึ้นที่บริเวณเชื้อเข้าไป เช่น อวัยวะเพศ ริมฝีปาก

นิ้วมือ ลิ้นหัวนม ทวารหนัก เป็นต้น ในระยะแรกรอยโรคเป็นตุ่มเล็ก ๆ

ต่อมาแตกเป็นแผลซึ่งค่อย ๆใหญ่ขึ้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–2 ซม.

มักเป็นแผลเดียว ก้นแผลสะอาด มีน้ำเหลืองเยิ้ม ขอบแผลนูนแข็ง

บางคนเรียก โรคแผลริมแข็งจะไม่เจ็บนอกจากมีเชื้อโรคอื่นมา

แทรกทำให้แผลอักเสบ และเจ็บปวดได้

ที่แผลจะมีตัวเชื้อโรคอยู่จึง ติดต่อกันได้ง่าย

มักพบแผลบริเวณอวัยวะเพศซึ่งทำให้เกิด

การอักเสบ ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบได้ (inguinal lymph node)

ซึ่งต่อม น้ำเหลืองที่บวมโตนี้มีลักษณะแข็งคล้ายยางและกดไม่เจ็บ

แผลซิฟิลิส มีคุณสมบัติพิเศษ คือ

สามารถหายเองได้ภายในเวลา 3 – 8 สัปดาห์

แม้จะรักษาไม่ถูกต้องหรือไม่รักษาก็ตาม

แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไปด้วย

โรคจะลุกลามต่อไปเข้าสู่ระยะที่ 2

1.2 ซิฟิลิสระยะที่ 2 (secondary syphilis) มักจะเกิดหลังจากที่เป็น

แผลซิฟิลิสระยะที่ 1 ประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ แต่บางรายอาจจะนาน

เป็นเวลาหลายเดือนก็ได้ ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เชื้อกระจายไปตาม

กระแสเลือดทำให้เกิดอาการแสดงได้หลายอย่าง

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมัก มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือ กระดูก ต่อมน้ำเหลืองโต

การตรวจเลือดด้วย VDRL/RPR จะได้ผล reactive

และมีอาการแสดงทางผิวหนัง หรือเยื่อบุที่พบได้จากการตรวจร่างกาย คือ

1.ผื่น skin rash เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะผื่นที่พบมี

หลายแบบเช่น ผื่นราบ macule ผื่นนูน papule ตุ่มหนอง pustule

หรือผื่นนูนมีสะเก็ด papulosquamous ที่พบบ่อยคือ

แบบ maculopapular และแบบ papulosquamous

มักพบผื่นที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้า

2.รอยโรคที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่อับชื้น condyloma lata เช่น

บริเวณรอบ อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก เป็นต้น

3.รอยโรคที่พบบริเวณเยื่อบุในช่องปาก mucous patch หรือบริเวณ

อวัยวะเพศ มีลักษณะเป็นแผลตื้น ๆ โดยมีเยื่อสีขาวเทาคลุมอยู่

4.ผมร่วง alopecia ลักษณะที่พบบ่อยคือ ร่วงเป็นหย่อม ๆ

(moth-eaten alopecia) แต่อาจพบเป็นแบบอื่น ๆได้ เช่น

ร่วงแบบกระจาย diffuse alopecia

ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 อาจค่อยๆ หายไปเองแม้ไม่รักษา

หรือรักษาไม่ถูกวิธี แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคทุเลาหรือหายขาด

โรคจะลุกลามต่อไปสู่ระยะสงบ ซึ่งเรียกว่า ซิฟิลิสระยะแฝง

1.3 ซิฟิลิสระยะแฝง latent syphilis การตรวจร่างกายทั่วไปรวมทั้ง

ระบบหัวใจหลอดเลือดและระบบประสาท พบว่าปกติ

แต่ผลการตรวจเลือดด้วยวิธี VDRL หรือ RPR และยืนยันด้วยวิธี TPHA

หรือ FTA-ABS ให้ผล reactive แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

early latent syphilis คือ ติดเชื้อภายใน 2 ปี

และ late latent syphilis ติดเชื้อเกิน 2 ปี

หรือไม่ทราบระยะเวลาติดเชื้อที่แน่นอน หากติดเชื้อเป็นเวลานานมาก ๆ

อาจพบ VDRL เป็น non reactive แต่ TPHA

หรือ FTA-ABS ให้ผล reactive ตามเดิม

2. ซิฟิลิสระยะหลัง late syphilis หลังจากโรคสงบอยู่

ในระยะแฝงนานเป็นปีๆ ประมาณ 1 ใน 3

ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะแสดงอาการของโรค

ในระยะท้ายคือ ซิฟิลิสระยะหลัง

ในปัจจุบันพบผู้ป่วยระยะนี้น้อยเนื่องจากการรักษาแต่ต้น

สามารถหยุดการดำเนินโรคได้ อาการที่พบบ่อยในซิฟิลิส

ระยะหลัง แบ่งเป็น

2.1 ซิฟิลิสกลุ่มกัมม่า benign late syphilis

รอยโรคนี้เรียกว่า gumma เกิดจากการที่มี tissue necrosis

และ granuloma พบได้ที่ ผิวหนัง เยื่อบุกระดูก หรืออวัยวะภายใน

2.2 ซิฟิลิสของระบบการไหลเวียนโลหิต cardiovascular syphilis

เชื้อโรคเข้าทำลายหัวใจและหลอดโลหิตใหญ่ aorta ตลอดมาอย่างช้าๆ

จะปรากฏอาการเส้นโลหิตใหญ่โป่งพอง ลิ้นหัวใจรั่ว

ทำให้การทำงานของหัวใจเสื่อม หรือล้มเหลวได้ในที่สุด

2.3 ซิฟิลิสระบบประสาท neurosyphilis

เชื้อซิฟิลิสทำลายระบบประสาททีละน้อย

เป็นเวลานาน ทำให้มีอาการปวดตามแขนขา เดินผิดปกติ

ขาลาก ข้อเข่าเสื่อม สมองอักเสบ สมองเสื่อมหรือเป็นบ้าได้

หรืออาจเป็นชนิดไม่มีอาการ (asymptomatic neurosyphilis)

ซึ่งวินิจฉัยได้โดยการตรวจน้ำไขสันหลังแล้วพบมีการเพิ่มของจำนวนเซลล์

และการเพิ่มปริมาณ ของโปรตีน

หรือผลการตรวจ VDRL หรือ FTA-ABS หรือ TPHA ของน้ำไขสันหลัง

ให้ผล reactive ในรายที่มีอาการ

อาการทางระบบ ประสาทที่พบบ่อย

คือ meningovascular syphilis, tabes dorsalis

และ general paralysis of insane (GPI) อย่างไรก็ตาม

การวินิจฉัย ซิฟิลิสระบบประสาทต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา

ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis)

ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะเช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป

ทั้งด้าน ลักษณะทางคลินิก

การดำเนินโรค ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ปัญหาที่สำคัญคือ

โรคนี้สามารถติดต่อจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้

เนื่องจากเชื้อในกระแสเลือดของมารดาสามารถผ่านรก

ไปตามสายสะดือเข้าไปในตัวทารกได้

มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิส และมีผล VDRL reactive

ทารกก็จะมีผล VDRL reactive ด้วย

การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปไม่ครบกำหนดคลอด

อาจแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด หรือทารกตายคลอด

ถ้าการตั้งครรภ์นั้นสามารถ ดำเนินต่อไปจนถึงครบกำหนดคลอด

ทารกที่เกิดมาจะมีอาการของ ซิฟิลิสแต่กำเนิดปรากฏอยู่ด้วย

อัตราการติดเชื้อของทารกในครรภ์ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อ

ในกระแสเลือดของมารดา

ถ้ามารดาเป็นโรคในระยะที่มีเชื้อจำนวนมาก

เช่นซิฟิลิสระยะที่ 2 ทารกมีโอกาสติดเชื้อสูง ถ้าเป็นโรคระยะท้าย ๆ

เช่น ซิฟิลิสระยะแฝง เกิน 2 ปี

อัตราการติดเชื้อของทารกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

อาการและอาการแสดงของซิฟิลิสแต่กำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

1.ซิฟิลิสแต่กำเนิดระยะแรก early congenital syphilis

พบตั้งแต่แรกคลอดจนถึงระยะ 1 ปี

มักมีอาการ คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรก คลอดน้อย ตับโต

ม้ามโต ผิวหนังที่ฝ่ามือฝ่าเท้าพอง และลอก

ในกรณี ที่เด็กโตขึ้นจนถึง 2 – 3 เดือน จะพบลักษณะเฉพาะ

คือ ดีซ่าน (prolonged jaundice)

ผื่นขึ้นตามตัวคล้ายซิฟิลิสระยะที่ 2 ในผู้ใหญ่

บางรายมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต ไม่ขยับแขน หรือขา

(pseudo paralysis) เกิดจาก osteochondritis

หรือมี epiphyseal separation นอกจากนี้ยังพบว่า

เด็กเลี้ยงไม่โต น้ำหนักไม่เพิ่มตามอายุ

ตัวบวมจากโรคไต (nephrotic syndrome)

ผิวหนังรอบปาก และจมูกแตกเป็นรอยแผลตื้น ๆ

มีเลือด และน้ำเหลืองออกทาง

เยื่อบุจมูก เมื่อแผลหายแล้วจะเกิดรอยแผลเป็นรอบๆปาก

เรียกว่า rhagades เมื่อเวลาผ่านไป

จะปรากฏอาการของซิฟิลิส แต่กำเนิดระยะหลัง

2.ซิฟิลิสแต่กำเนิดระยะหลัง late congenital syphilis

พบในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี

มีพยาธิสภาพตรงกับซิฟิลิสระยะหลังในผู้ใหญ่

ลักษณะที่สำคัญคือ แก้วตาอักเสบ interstitial keratitis

อาจตาบอดได้ ฟันหน้ามีรอยแหว่งเว้าคล้ายจอบบิ่น

มีแผลเป็นคล้ายรอยย่นที่มุมปาก เส้นประสาทฝ่อทำให้หูหนวกได้

สมองเสื่อมเพราะเชื้อเข้าทำลายระบบประสาท

นอกจากนั้น ยังอาจพบความผิดปกติของกระดูกได้

เช่น ดั้งจมูกยุบ เพดานปากโหว่ หน้าผากงอก กระดูกหน้าแข้งโค้ง

ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 เป็นซิฟิลิสระบบประสาทด้วย

เด็กที่เป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด

อาจมีชีวิตอยู่จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่มีอาการผิดปกติเลย

หรืออาจมีร่องรอยของซิฟิลิสแต่กำเนิดปรากฏให้เห็น

มีอยู่จำนวนมากที่เด็กเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิดตายเสียแต่ยังเด็ก

เพราะสุขภาพอนามัยไม่สมบูรณ์

*******************************************************************************

 

 
 

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HIV/AIDS

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 10-08-2009

เอดส์ คืออะไร

 

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)

 

เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV

 

ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือกขาว

 

ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ

 

ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม

 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ

 

อาการจะรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต

 

โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า   

 

ไวรัส เอดส์  หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  HIV

 

ซึ่งย่อมาจาก Human immunodeficiency Virus   

 

เมื่อไวรัส เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปภายในเซลล์บางชนิดของร่างกาย  

 

จะมีการฟักตัวระยะหนึ่งซึ่งอาจนานเป็นปีหรือนานกว่า 10 ปี

 

โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ  

 

ต่อมาไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย  

 

จนสามารถทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เสื่อมหรือเสียไปเรื่อยๆ  

 

ผู้ป่วยจึงมักมีการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย  

 

ในที่สุดร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้  และจะเสียชีวิตในที่สุด

 

2.ทำไมจึงเรียกว่าโรคเอดส์  (AIDS)

 

AIDS มาจากคำเต็มว่า Acuquired immune Deficiency Syndrome

 

A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด

 

I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม

 

S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการหรือโรคที่มีอาการหลายๆอย่าง

 

เอดส์ AIDS  จึงหมายถึงกลุ่มอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง

 

3. ลักษณะพิเศษของเชื้อเอดส์

 

เป็นไวรัสกลุ่ม  Retrovirus เป็นไวรัสที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นาน

 

เมื่อเทียบกับไวรัสอื่นๆ

 

เชื้อไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากเชื้อไวรัสอื่นๆ ดังนี้คือ

 

มันสามารถหลบเลี่ยงจากการถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกายคนปกติ

 

ได้ด้วยการเข้าหลบอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด  T-Lymphocytes  

 

ทำให้  Antibodies  ที่ถูกสร้างขึ้นไม่สามารถทำอันตรายต่อเชื้อ

 

ที่บุกรุกเข้ามาในร่างกายได้

 

สามารถนำเอาส่วนของ  gene ของตัวมันเข้าไปแฝงเป็นส่วนหนึ่งของ gene

 

ของเม็ดเลือดขาวของคนเรา  แล้วอาศัย enzyme พิเศษที่ไม่มีในไวรัสชนิดอื่น

 

ที่เรียกว่า  Reverse Transcriptase enzyme

 

เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว

 

ให้มีการสร้าง gene โดยที่ตัวมันไม่ต้องแบ่งตัวเอง  

 

ทำให้มีการเพิ่มจำนวน gene ของไวรัสได้อย่างรวดเร็ว

 

จนสามารถทำลายเม็ดเลือดขาวที่มันอาศัยอยู่นั้น

 

ได้สามารถกระตุ้นให้เซลล์บางชนิดของร่างกายมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว

 

จนเกิดเป็นมะเร็งชนิดต่างๆได้

 

เช่น กระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแบ่งตัวมาก

 

จนเกิดเป็นมะเร็งที่เรียกว่า Kaposi’s  Sarcoma

 

หรือสามารถกระตุ้นให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองแบ่งตัวจน

 

เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เรียกว่า Lymphoma ได้ เป็นต้น

 

4.เชื้อเอดส์หรือไวรัสเอดส์ ( HIV ) คืออะไร

 

เชื้อเอดส์มีชื่อว่า HIV มาจากคำเต็มว่า  Human Immunodeficiency Virus

 

H = Human หมายถึง คน หรือ มนุษย์

 

I = Immunodeficiency หมายถึง ภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรือเสียไป

 

V = Virus หมายถึง เชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก

 

จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

แต่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆได้  ถ้าเข้าไปในร่างกาย

 

HIV จึงหมายถึง เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมาก  

 

และถ้าเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคของเราเสียไป  

 

และร่างกายก็จะไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆได้  จึงล้มป่วยด้วยโรคนั้นๆ

 

HIV ติดต่อกันได้อย่างไร

 

การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย

 

ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ

 

ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น

 

และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่

 

การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา

 

ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์

 

การรับเชื้อทางเลือด

 

- ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV

 

มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ

 

ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อ HIV ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง

 

- รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด

 

ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด

 

ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อ HIV และจะปลอดภัยเกือบ 100%

 

ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก

 

ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี

 

เชื้อ จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30

 

จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ จากแม่ได้

 

แต่ถ้าแม่ ได้ รับยาต้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

 

โอกาสที่เด็กจะติดนั้นน้อยมาก

 

เอดส์ / HIV มีอาการอย่างไร

 

คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าไปในร่างกาย

 

ไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเสมอไป

 

ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัส

 

ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย

 

ถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบ

 

หรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค

 

ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร

 

ภายใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเข้าไป

 

ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ

 

ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ

 

ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว

 

แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วัน

 

ก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต

 

นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ

 

ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดบวก HIVได้

 

และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือด HIVบวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว

 

โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่า

 

มีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัส HIVอยู่ในเลือด

 

หรือที่เรียกว่าเลือด HIVบวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อ HIV เข้าไปแล้ว

 

ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมา

 

ทำปฏิกิริยากับไวรัส HIVเรียกว่าแอนติบอดีย์ (antibody)

 

เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายมาแล้ว

 

แต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัส HIV ได้คนที่มีเลือดบวก

 

จะมีไวรัส HIVอยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้

 

น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือน

 

กว่าจะมีเลือด HIV บวกได้ ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา

 

เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา

 

โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน

 

แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน 6 เดือน

 

โดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

 

เวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา

 

และห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อ

 

บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้

 

โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ

 

คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป

 

ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ

 

ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ

 

ขนาด 1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง

 

ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ

 

ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้

 

ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง

 

แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบ

 

ได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้

 

จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัส HIV

 

โดยไวรัส HIVจะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้

 

ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์

 

เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้น

 

ยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น

 

อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง

 

โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด,

 

เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา

 

และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง

 

จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น

 

ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ

 

ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกราย

 

ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดพิสูจน์

 

ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์

 

เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว

 

ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆ

 

และเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา (Kaposi’ssarcoma)

 

และมะเร็งปากมดลูก

 

การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำ

 

ไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง

 

เช่นจากการเป็นมะเร็ง

 

หรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ

 

หรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่า นิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ

 

ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้ (ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ)

 

ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

 

มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน

 

นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด

 

เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง

 

และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV)

 

ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย

 

และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน

 

มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ

 

ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง

 

ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิต

 

แคโปซี่ซาร์โคมา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด

 

ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง

 

มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง

 

คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น

 

ส่วนจะมีหลายตุ่ม บางครั้งอาจแตกเป็นแผล

 

เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา

 

อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร

 

ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้

 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

 

หรือมะเร็งปากมดลูกได้

 

ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV จึงควรพบแพทย์

 

เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน

 

นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมี

 

อาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย

 

เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต

 

หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง

 

บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน

 

หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น

 

ในแต่ละปีหลังติดเชื้อ HIVร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อ

 

จะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว

 

จะเสียชีวิตภายใน 2- 4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก

 

รักษาไม่ได้ หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล

 

หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ

 

หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด

 

พบว่ายาต้านไวรัส HIV ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้

 

สามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้นาน และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

 

อาการของเอดส์ มี 2 ระยะ

 

1.ระยะไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรง

 

ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่

 

จะอยู่ในระยะนี้ และบางคนไม่ทราบว่า ตัวเองติดเชื้อ HIV

 

จึงอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

 

2.ระยะมีอาการ ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการ

 

ภายหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 7-8 ปี

 

แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

 

- ระยะเริ่มปรากฎอาการ อาการที่พบคือ มีเชื้อราในปาก

 

ต่อมน้ำเหลืองโต งูสวัด มีไข้ ท้องเสีย น้ำหนักลด มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง

 

- ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก

 

ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค

 

ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

 

ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร

 

รักเดียว ใจเดียว หากจะมีเพศสัมพันธ์กับหญิง

 

ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์

 

ขอรับบริการปรึกษา เรื่อง โรคเอดส์ ก่อนแต่งงาน

 

และก่อนที่จะมีบุตรทุกท้อง

 

เอดส์ รู้ได้อย่างไรว่า ติดแล้ว

 

เนื่องจากโรคนี้แสดงอาการช้า แต่สามารถทราบได้

 

โดยการตรวจเลือด หากต้องการผลที่แม่นยำ

 

ควรตรวจภายหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 6 สัปดาห์ขึ้นไป

 

จนถึง 3 เดือน

 

เอดส์ รักษาได้หรือไม่

 

ขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายได้

 

ยาที่ใช้ปัจจุบันจะช่วยยับยั้ง ไม่ให้ไวรัส HIV เพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

ในร่างกายผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์จะมีสุขภาพแข็งแรง

 

สามารถทำงานได้ตามปกติ

 

เอดส์รักษาได้แต่ไม่หายขาดเป็นแต่โรคติดต่อเรื้อรัง

 

ซึ่งถ้าผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัส HIV เมื่อระดับจำนวน

 

ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น ก็จะไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ

 

แต่สามารถ เจ็บป่วยไม่สบายได้ เหมือนคนปกติ

 

เอดส์ ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อ HIV

 

- ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่

 

- ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่ หรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา

 

- ผู้ที่สงสัยว่า คู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง

 

- ผู้ที่คิดจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก

 

- ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัย

 

และสุขภาพของร่างกาย เช่นผู้ที่ต้องไปทำงานในต่างประเทศ(บางประเทศ)

 

เอดส์ เราอยู่ร่วมกันได้

 

คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถอยู่ร่วมกับสังคม และครอบครัวได้

 

และทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป เพราะเชื้อ HIV

 

ไม่ได้ติดต่อกันโดย การสัมผัส การกอดจูบ

 

การรับประทานอาหาร การขับถ่าย การใช้ของร่วมกัน

 

การอยู่ใกล้กัน การสนทนากัน หรือถูกยุงกัด

 

ดังนั้น จึงไม่ต้องแยกวงรับประทานอาหาร ไม่ต้องแยกห้องนอน

 

ห้องน้ำ อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ หรือห้องทำงาน

 

เอดส์เราสามารถอยู่ร่วมกันได้

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 10-08-2009

ห่างหายไปหลายวัน วันนี้ก็คงหนีไม่พ้น การรับโทรศัพท์ของเพื่อนเช่นเคย

ที่หน้าเป็นห่วงคือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นวัยรุ่นซะมากกว่า ที่โทรเข้ามาขอคำปรึกษา

เป็นเรื่องจริงที่ ต้องยอมรับ ที่วัยรุ่นติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น นั้น

เนื่องจากยังไม่รู้จักการใช้ถุงยางอนามัย และ ยังคงมองถึงคู่ของตน

ที่ไปมีเพศสัมพันธุ์ด้วย ว่า ไม่หน้าที่จะมีเชื้อ เฮชไอวี.

เพราะมองจาก ร่างกายที่ยังไม่มี สิ่งผิดปกติ ผมเองก็ได้แต่บอกแล้ว

บอกอีกว่าผู้ติดเชื้อนั้นไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้เลย

ว่าใครมีเชื้อไม่มีเชื้อ การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการใช้ถุงยางอนามัย

ปัญหาที่ตามมาจากการที่ได้พูดคุย ก็คือ วัยรุ่น อาย ที่จะเดินเข้าไป

ตามร้ายขายยา หรือร้านอะไรก็ตาม เพื่อที่จะซื้อถุงยางอนามัย

เมือเรายังไม่สามารถ ทำให้วัยรุ่นเปลี่ยนความคิดนี้ได้

จำนวนผู้ติดเชื้อก็ยังคงต้องเพิ่มมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ อย่างที่ยากจะควบคุม

ตอนนี้คงต้องขอความร่วมมือจาก คุณครู และ ผู้ปกครองทั้งหลาย

ที่จะเปิดใจรับความเป็นจริงและสอนเรื่อง เพศสัมพันธุ์ให้แก่ วัยรุ่นเท่านั้น

ผมเข้าใจนะ ในบางราย บางครอบครัว ไม่กล้าที่จะสอนลูกของตน

เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ เพราะคิดว่าจะเป็นการส่งเสริม

ให้ลูกของตน มีเพศสัมพันธุ์ที่เร็วขึ้น

มองอีกด้าน คงจะดี ถ้าเราไม่สอน วันรุ่นเหล่านี้ก็จะเรียนรู้

ศึกษาด้วยตนเอง อย่างผิดๆ ถูกๆ และเกิดปัญหาตามมา

อย่างที่เราๆ ได้ทราบกัน

เช่น การมีบุตรในวัยเรียน การติดเชื้อต่างๆ ทางเพศสัมพันธุ์

รวมถึงการได้รับเชื้อ เฮชไอวี.เช่นกัน

ปัญหา ที่เกิดขึ้นผมว่าทุกคนทราบดี แต่ ยังมีกำแพงกั้นในการให้ความรู้

ไม่ยากเลยครับ เปิดใจ ยอมรับ ในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเป็นจริง

แล้วครอบครัว จะพ้นภัยจาก การได้รับเชื้อไวรัส เฮชไอวี.

หน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ยังคงต้องทำงานหนักกันต่อไป

รวมถึงผมด้วยเช่นกัน

ลองอ่านข้อมูลที่ผมหามานะครับ แล้วจะรู้ว่า ถึงเวลา แล้วที่เราจะช่วยกัน

จากรายงานการเฝ้าระวังโรคเอดส์จากปี 2527 -30  เมษายน 2551

พบผู้ป่วยเอดส์สะสม 331,336 ราย เสียชีวิต 91,142 ราย

- ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 25-34 ปี

- ร้อยละ 84 มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน

ทำไมผมถึงเป็นห่วงวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน และอนาคตก็เพราะว่า

อัตราการมีเพศสัมพันธ์เร็วก่อนวัยอันควร นี่แหละครับคือประเด็น

จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปี 2550 เป็นที่น่าตกใจ

- นักเรียน ม. 2 จำนวน 18,802 คน พบว่า นักเรียนชายร้อยละ 3

นักเรียนหญิง ร้อยละ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว

และอายุเฉลี่ยการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 13 ปี

- นักเรียน ปวช.ปีที่ 2 จำนวน 16,692คน พบ

ชายมีเพศสัมพันธ์แล้วร้อยละ 40 หญิงร้อยละ 28

และอายุเฉลี่ยการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 15-16 ปี

นักเรียนหญิงส่วนใหญ่ร้อยละ 96 มีเพศสัมพันธ์กับแฟน คู่รัก

ในส่วนของการใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกัน ชายใช้กับแฟน คู่รัก ร้อยละ 23

ในมุมมองส่วนตัวผมคิดว่า การควบคุมไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

ค่อนข้างเป็นเรื่องยากเหมือนกัน แต่เราจะทำอย่างไรให้วัยรุ่นไทย

ป้องกันตนเอง จากความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้าย อย่างโรคเอดส์ นี้ได้

รวมถึงการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์อีกด้วย

อ้างอิง :จดหมายข่าว ศูนย์อนามัยที่ 6 จังหวัดขอนแก่น

ขมิ้นชัน

0

Posted by ittirak | Posted in สมุนไพร | Posted on 04-08-2009

ขมิ้นชัน กับการดูแลรักษาตัวเอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L.

ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่อพ้อง Curcuma domestica

ชื่ออื่น ๆ ขมิ้น, ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยอก, ขมิ้นหัว, ขี้มิ้น,

ตายอ, หมิ้น Tumeric, Curcuma, Yellow Root

ส่วนที่ใช้ เหง้า

การปลูก

ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ขมิ้นชันชอบ

อากาศ ร้อนชื้น ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ใช้เหง้าแก่ที่อายุ 7-9 เดือน

ตัดเป็นท่อน ให้มีตาท่อนละ 2-5 ตา

ปลูกลงแปลงในหลุมขนาด 15 X 15 X 15 เซนติเมตร

การปลูก การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

ควรเก็บขมิ้นในช่วงที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ช่วงอายุ 9-11 เดือน

ประมาณเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ เพราะเหง้ามีความสมบูรณ์เต็มที่

มีความแกร่ง สามารถเก็บ รักษาเหง้าสดไว้ในสภาพปกติได้นาน

ห้ามเก็บเกี่ยวในระยะที่ขมิ้นชันเริ่มแตก หน่อ เพราะทำให้มีสารเคอร์คูมินต่ำ

คัดแยกและแง่งอออกจากกัน ตัดรากและส่วนต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการทิ้ง

อาจใช้แปรง ช่วยขัดผิว คัดเลือกส่วนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง

นำมาล้างด้วยน้ำ สะอาดหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นคัดแยกส่วนที่จะเก็บรักษาไว้

ทำพันธุ์ต่อไป และส่วน ของผลผลิตที่จะนำไปทำแห้ง

สาระสำคัญ

เหง้าขมิ้นชันประกอบด้วยสาระสำคัญประเภทเคอร์คูมินอยด์เป็นสารสีเหลือง

ประกอบด้วยเคอร์คูมิน, เดสเมทอกซีเคอร์คูมิน และบิสเดส เมทอกซีเคอร์คูมิน

และ น้ำมันหอมระเหย มีสีเหลืองอ่อน มีสารสำคัญคือ เทอร์เมอโรน

และซิงจีเบอรีน นอกจากนี้ ยังมีสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีน

และโมโนเทอร์ปีน อื่น ๆ อีกหลายชนิด

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดหรือ

สารสำคัญของ ขมิ้นชันมีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้

1.ฤทธิ์ขับน้ำดี กระตุ้นการขับน้ำดีทำให้การย่อยอาหารดีขึ้นช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด

2. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้

3. ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

4. ฤทธิ์ลดการอักเสบ

5. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและ antioxidant activity ของสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์

6. ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์และต้านการเกิดมะเร็งจากการได้รับสารก่อมะเร็งที่

กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ

7.ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย

8.ฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน

โดยนิยมใช้ ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด

โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้ เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่

ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของคนใต้

ที่หาวิธีกินขมิ้นในชีวิตประจำวัน เพราะขมิ้นนั้นปัจจุบัน มีงานศึกษาวิจัยพบว่า

มีคุณค่าต่อสุขภาพยิ่งนัก และยังพบว่าขมิ้นชัน

โดยเฉพาะในภาคใต้ดีที่สุดในโลก เพราะ มีสารสำคัญคือเคอร์คิวมิน

และน้ำมันขมิ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด

คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งเป็นยาภายนอก

และยาภายใน ในส่วนของยาภายนอกเชื่อว่าขมิ้นชัน ช่วยรักษาแผล

ทำให้แผลไม่ เป็นหนอง ช่วยสมานแผล ดังนั้น

เวลาที่ก่อนจะบวชเป็นพระนาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท

หลังจากโกนผมแล้วเขาจะทาหนังศรีษะด้วยขมิ้น

เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจจะเกิดจากใบมีดโกน

ขมิ้นยังมีสรรพคุณ ในการรักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

ในสมัยที่ยังเล็กๆ ตอนยุงกัดเป็นตุ่มแดง คุณยายมักจะใช้ปูนกินกับหมากแต้ม

เพราะต้องการฤทธิ์แก้พิษของขมิ้น ที่ผสมอยู่ในปูนที่กินกับหมาก

และฤทธิ์ของปูนที่ช่วยให้ขมิ้นติดผิวได้ดีขึ้น

(ปูนกินกับหมากของคนโบราณ ได้จากการเผาเปลือกหอยจนร้อนจัด

สามารถบดเป็นฝุ่นละเอียดสีขาว แล้วเอาไปผสมกับขมิ้น

จะให้สีส้ม หรือเรียกเป็นสีเฉพาะ ว่า สีปูน)

นอกจากนี้ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง คนในแถบตอนใต้ของเอเชีย

และแถบตะวันออกไกล ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล

คนมาเลเซียและคนไทย สมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น

วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก

แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว

ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน

ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก

คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ

จะทำให้เนื้อผิวละเอียด จนมีคำกล่าวในบรรดาชายไทยว่า

สาวจะสวยต้อง “ผิวพม่า นัยน์ตาแขก”

ส่วนในการใช้เป็นยารับประทาน เชื่อว่าขมิ้นชันมีสรรพคุณในการ

กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด

ช่วยย่อยอาหาร มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและช่วยบำรุงตับ

รักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ

รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เป็นต้น

ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณของขมิ้น ตามการใช้แบบโบราณ

ก็พบว่ามีสรรพคุณมากมายตามที่เคยใช้กันมา

เช่น ขมิ้นชันมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็วขึ้น

มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้นกันให้แก่ร่างกาย

มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง มีฤทธิ์ขับน้ำดีช่วยในการย่อย

และป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี มีฤทธิ์ขับลม

และมีการศึกษาการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะในประเทศไทย

(โรงพยาบาลศิริราช) พบว่า ได้ผลดีพอควร มีการค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ

ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัว ของหลอดเลือด

การชลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ พบว่า

การกินอาหารผสมขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้

รวมทั้ง สามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อมะเร็งต่างๆ

และยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัส โดยเฉพาะเชื้อ HIV

อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ขมิ้นชันจึงเป็นอีกความหวังหนึ่ง ของผู้ป่วยเอดส์

ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกิริยาการแพ้

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้และเป็นหวัดบ่อยๆ

สมควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวันจะได้แข็งแรง

ตอนนี้สงสารหมอโรคภูมิแพ้ เพราะคนเป็นกันมากเหลือเกิน

และเราต้องขาดดุลยา รักษาโรคภูมิแพ้ ที่รักษาไม่หายสักทีปีละมากมายมหาศาล

หันมาลองกินขมิ้นชันกันดีกว่านะครับหากจะหันกลับมากินขมิ้นชันกันนั้น ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ

 

 

คือ ขมิ้นชัน ต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้

และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหายหมด

และต้องเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงจะมีปฏิกิริยากับเคอร์คิวมิน

อันเป็นสารสำคัญในขมิ้นชัน หากจะกินขมิ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ควรปลูกเอง

ดูเอง ขุดมาใช้เองดีที่สุด ถูกดี และควบคุมคุณภาพได้

คนที่ทำไม่ได้ก็จงเลือกแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้

ปัจจุบันขมิ้นชันแคปซูล อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

และเป็นยาในงาน สาธารณสุขมูลฐาน

จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบประกันได้ และแคปซูล

ขมิ้นชั้นยังสามารถวางจำหน่ายได้ในร้านค้าทั่วไป

หากแพทย์ไทย คนไทยช่วยกัน

ใช้ผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชัน สุขภาพ เศรษฐกิจ ของคนไทย

ของประเทศไทยก็คงจะ ดีขึ้นอย่างแน่นอน

กระเทียม

0

Posted by ittirak | Posted in สมุนไพร | Posted on 03-08-2009

กระเทียม

 

พืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า หัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบ เนื้อสีขาว

มีกลิ่นฉุน เฉพาะ ใบยาว แบน ปลายแหลม ภายในกลวง

ดอกรวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้าน ช่อ ดอกสีขาวอมเขียว หรืออมชมพูม่วง

ใช้หัวปลูก ชอบอากาศเย็นและดินร่วนซุย

กระเทียมช่วยป้องกันเชื้อโรคทุกชนิด รวมทั้งเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะด้วย

มีหลักฐาน พบว่า มีการใช้กระเทียมรักษาและป้องกัน

โรคมาหลายพันปีแล้ว พบว่ากระเทียม ช่วยทำให้เลือดดี

สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและล้างสารพิษ ปริมาณที่ควรบริโภค

เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันคือ 1,000-1,500 มิลลิกรัม

ซึ่งอาจใช้เป็นรูปกระเทียมสด กระเทียมสกัด กระเทียมผงได้

กระเทียมมีสารอัลลิซิน (alliein) ซึ่งเมื่อผสมกับก๊าซออกซิเจนแล้ว

จะได้สาร ประกอบถึง 100 กว่าชนิด

ที่ทำปฏิกิริยาได้ทันที (active compounds) จากการ ศึกษาก็ยังพบว่า

กระเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในรูป สด แห้ง น้ำมัน หรือปรุงแต่งแล้ว

เช่น ผ่านกระบวนการ aged นั้น ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น

กระเทียมสามารถต้านการรวมตัวของเลือด(antiaggregative)

ลดสลายปริมาณ คอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ลดการเกิดโรคหัวใจและความดัน โลหิตสูง

ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และสารที่เป็นพิษต่อตับ

จากการ ทดลองโดยใช้สัตว์ทดลองพบว่า กระเทียม

สามารถต้านการเกิดเนื้องอก (tumor formation)

และการค้นพบที่สำคัญยิ่ง คือมีรายงานว่ากระเทียม ทำให้เซลล์เม็ด

เลือดขาวชนิด เอ็นเค (Natural killer , NK)

ทำหน้าที่ได้ดีมากขึ้น กระเทียมยังส่งเสริมการทำงานของเซลล์

แม็คโครเฟ็จ (macrophage) และเซลล์ลิมโฟซัยท์ (lymphocytes)

ซึ่งเซลล์นี้ทำหน้าที่สำคัญในการเพิ่มภูมิคุ้มกันได้

การทดลองใช้กระเทียม แคลปซูลชนิดที่เรียกว่าไคโอลิค  (Kyolic)

ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชาวญี่ปุ่น ได้พบว่าทำให้ปฏิกิริยาของเซลล์ NK

เพิ่มขึ้น 156 % ขณะที่กระเทียมสดธรรมดาเพิ่มปฏิกิริยาได้ 140%

แต่ราคากระเทียมสด ในประเทศไทยถูกกว่ามากเราจึงน่าใช้กระเทียมสด

มากกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ควรกินกระเทียมสดวันละ 7- 10 กลีบในรูปการใช้ผสม

กับอาหารต่างๆ รวมทั้งน้ำจิ้ม คนไทยมีอาหารที่มีกระเทียมสด

เป็นส่วนผสมหลายอย่าง เช่น ขนมจีนซาวน้ำ มีกระเทียมสด ขิง และสับปะรด

การกินร่วมกัน นอกจากอร่อยถูกปากแล้ว

สับปะรดยังสามารถดับกลิ่นกระเทียมได้ด้วย

วิธีกินให้ พออาจใช้วิธีผสมกันระหว่างการกินกระเทียมสดประมาณ 2 กลีบ

และในรูปอื่นที่ ทำให้สุกหรือดองแล้วอีกสัก 4 – 5 กลีบเป็นต้น

การดองกระเทียมในน้ำส้มและน้ำ ผึ้งเป็นที่นิยม มีประโยชน์และหาซื้อได้ง่าย

สาระสำคัญที่พบในกระเทียม นอกจากสารอัลลิซิน (alliein)

และ อัลลิอิน (Alliin) ซึ่งทำให้กระเทียม มีคุณสมบัติในการ

ช่วยป้องกันและรักษาโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

นอกจากนั้นยังมีสารประกอบอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกได้แก่

1.ซีเลเนียม (Selenium) เป็นสารป้องกันที่ไม่ให้เนื้อเยื้อถูกทำลาย (Anti-oxidant)

2.วิตามินบี1 ช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานดีขึ้น

3.สารไดอัลลิน ไดซัลไฟต์ (Diallyl Disulfide) มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อ

แบคทีเรีย สาเหตุการเกิดอาการท้องเสีย

4.สารเกลือแร่ที่พบในกระเทียมคือ เจอร์มาเนียม (Germanium)

มีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด

5.สารกลูโคไคนิน (Glucokinin) ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

6.อัลลิซิน (allicin) มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อราประเภท

Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการคันและตกขาวที่ช่องคลอด

อีกประการหนึ่งที่ใช้ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ คือ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด เยื้อจมูกอักเสบ

น้ำมูกไหล ภูมิแพ้ (Anti-allergy) มีคนจำนวนมากที่ใช้กระเทียมใน

การรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ดีขึ้นอย่างเห็นผล

จากประสบการณ์ ของตัวผมเองในช่วงหนึ่งที่ผมทำงานเป็น

ประธานชมรมแสง เทียนเพื่อชีวิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ผมต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

และผู้ป่วย เอดส์ จำนวนมาก ซึ่งในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้

จะเป็นวัณโรคอยู่ จำนวนมาก ผมก็รับประทานกระเทียมทุกวัน

เป็นการป้องกันวัณโรคไว้ก่อน ซึ่งก็ได้ผลดีมาก

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

การกินกระเทียนร่วมกับยาต้านไวรัสบางตัวพร้อมๆกันไม่ได้

เพราะจะทำให้ยาต้านไวรัสได้ผลน้อยลง

ถ้าคุณประสบปัญหาเหล่านี้เป็นประจำ

-ระดับโคเลสเตอรอนในเลือดสูง

-ตกขาว

-อ่อนเพลีย เวียนศีรษะบ่อยๆ

-ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

-เป็นหวัดบ่อยๆ

-ภูมิแพ้

กระเทียมอาจทำให้คุณลืมปัญหาเหล่านี้ได้

แต่ในทางกลับกัน สมุนไพรย่อมมีทั้งคุณและโทษ

เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย

ดังนั้นก่อนใช้กระเทียมอย่างจริงจัง

คุณควรศึกษาก่อนว่า กรณีห้ามใช้มีดังนี้

- ไม่ควรใช้กระเทียมในขณะใช้ยาต้านการรวมตัวของเลือด (Anticoagulants)

-ไม่ควรใช้ก่อนรับการผ่าตัด อาจทำให้เลือดออกมากว่าปกติ

-ไม่ควรใช้หากใช้ยาป้องกันการขาดน้ำตาลในเลือด (Hyproglycemic drugs)

เราลองมารวมประโยชน์ของกระเทียมดูกันอีกครั้งแล้วกันนะครับ

1.กระเทียมช่วยรักษาระดับโคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ

2.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และ ไวรัส

3.ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น

และป้องกันไม่ ให้เลือดเกาะตัวเป็นก้อน อุดตันหลอดเลือด

เหมาะกับผู้สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราจัด คนอ้วน หรือผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

4.ช่วยขจัดสารพิษต่างๆ ออกจากร่างการ โดยขับออกทางอุจจาระ

5.กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง

กับทางเดินหายใจ เช่นโรค หวัด เยื่อจมูกอักเสบ น้ำมูกไหล ภูมิแพ้

6.เป็นยาขับลมช่วยบรรเทาอาการเสียดท้อง (Colic) ท้องอืด (Flatulance)

7.ลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมการทำงานของตับอ่อน ในการสร้าง

ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และกลูคากอน (Glucagon)

8.ลดอันตรายจากอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้

เกิดการเสื่อมของเซลล์ ป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง

เมื่อคุณได้รู้ทั้งคุณและโทษของกระเทียมแล้วลองพิจารณาดูนะครับว่า

กระเทียมมีคุณสมบัติตรงกับตัวคุณในข้อไหนบ้างครับ