วัณโรค

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 22-09-2009

วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณ

 

โรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน วัณโรคเป็นหนึ่งในสิบสาเหตุของการตายที่สำคัญสุด

 

แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้

 

ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ

 

เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้

 

และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัณโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย

 

โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม

 

หรือาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนัง

 

การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ

 

ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึง

 

โรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณ

 

โรคอาจเป็นได้ในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม

 

ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมองเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ

 

ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ

 

หรือการตรวจเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้วตรวจไม่พบเท่านั้น

 

อาการแสดงของวัณโรค ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว

 

อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น

 

ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย

 

และมักจะมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน

 

ในระยะที่เป็นกรดมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ

 

และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้

 

ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มหลอดอาจมีน้ำเกิดเกิดขึ้นในช่องปอด

 

และมีอาการเจ็บอก น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้น

 

อาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น เช่น ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง

 

มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมัก

 

จะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี

 

และแตกมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมอง

 

จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย

 

การรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น

 

ด้วยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอด

 

โรงพยาบาลหรือคลีนิคแพทย์แผนปัจจุบัน

 

เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี

 

ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนต้องปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด

 

ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่งการป้องกัน

 

ทารกที่คลอดจากโรงพยาบาลทุกแห่งและสถานีผดุงครรภ์ทุกแห่ง

 

1.จะได้รับการฉีดยา BCG เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่หลังคลอดใหม่

 

2.สำหรับผู้ใหญ่นั้นอาจขอฉีด BCGได้ตามโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนทุกแห่ง

 

3.การไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค

 

4.การแนะนำผู้ป่วยให้ปิดจมูกเวลาจะไอ

 

หรือจามตลอดจนไม่ควรถ่มน้ำลายเสมหะเรี่ยราดตามพื้น

 

5.ควรตรวจเอ็กซเรย์ปอดเป็นประจำทุกหนึ่งหรือสองปี

 

การรักษาวัณโรค

 

ปัจจัยสำคัญในการรักษาวัณโรคประกอบด้วย

 

1.การเลือกใช้ยารักษาวัณโรคที่เหมาะสมและถูกต้อง

 

2.ความร่วมมือของผู้ป่วยการเลือกยา

 

ที่เหมาะสมโดยเฉพาะในผู้ป่วย ที่รับการรักษาเป็นครั้งแรก

 

จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ผลดีถึงร้อยละ 85 หรือมากกว่า

 

แพทย์ผู้รักษาจะต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความเป็นไปของวัณโรค

 

ควรรับยาสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาปีครึ่งถึงสองปี

 

ผลร้ายของการรับยาไม่สม่ำเสมอ อาการแพ้ยาและผลข้าเคียงที่อาจพบได้

 

หลักการเลือกยา1.ควรพิจารณาใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและสะดวกในการใช้

 

2.มีการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงน้อย

 

3.ราคาถูก

 

รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

 

1.ไอโซไนอาซิด (Isoniazid, INH) เป็นยาสำหรับรับประทาน

 

มีความสำคัญเพราะประสิทธิภาพสูง

 

ดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหารซึมเข้าสู่เนื้อของร่างกายทั่วไป

 

มีผลเป็นพิษที่สำคัญต่ำและราคาถูกการแพ้ยาที่สำคัญคือ

 

พิษต่อตับและระบบประสาท พิษต่อตับจะทำให้เกิดตับอักเสบ

 

มักจะเกิดกับคนสูงอายุหรือมีโรคตับอยู่ก่อน

 

พิษต่อระบบประสาทมีประสาทส่วนปลายอักเสบ

 

เวียนศรีษะ ชัก ซึมและประสาทตาอักเสบ

 

2.อีแธมบิวตอล (Ethambutal) เป็นยาสำหรับรับประทาน

 

มีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่า PAS แต่อาการแพ้ยามีน้อยกว่า

 

และรับประทานง่าย การแพ้ยา

 

ที่สำคัญคือ ประสาทตาอักเสบทำให้มีตาบอดสีหรือตามัว

 

3.สเตรพโตมัยซีน (Streptomycin) เป็นยาสำหรับฉีด

 

ซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกาย

 

แต่เข้าสู่น้ำไขสันหลังในระดับต่ำ ขับออกทางไต

 

และส่วนหนึ่งถูกทำลายในร่างกาย

 

ผลเป็นพิษที่สำคัญคือต่อประสาทสมองคู่ที่แปดและไต

 

พิษต่อประสาทสมองคู่ที่แปดทำให้มีอาการเวียนศีรษะ

 

สมรรถภาพการทรงตัวเสื่อม มีเสียงในหูและอาจทำให้หูหนวก

 

พิษต่อไตทำให้การทำงานของไตเสื่อม

 

ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวัง

 

ในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก

 

4.ริแฟมปิซิน (Rifampicin) เป็นยาสำหรับรับประทานมี

 

ประสิทธิภาพทั้งในด้านการทำลายและระงับการเจริญของเชื้อวัณโรค

 

ดูดซึมได้ดีจากลำไส้ ถูกขับออกทางน้ำดีและปัสสาวะ

 

ผลเป็นพิษที่สำคัญคือทำให้มีตับอักเสบ การใช้ยาขนาดสูงแบบ

 

เว้นระยะจะทำให้เกิดอาการแบบไข้หวัดใหญ่

 

เกร็ดเลือดต่ำความดันเลือดต่ำและอันตรายต่อไต

 

การรักษาวัณโรค อาจแบ่งออกเป็น

 

การรักษาครั้งแรก

 

1.การรักษาในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อนการรักษาครั้งแรก

 

การรักษาครั้งแรกที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคร้อยละ 85

 

หรือมากกว่า ถ้าการรักษาครั้งแรกล้มเหลว

 

จะทำให้การรักษาต่อไปลำบาก ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงได้ผลไม่ดี

 

เท่าการรักษาครั้งแรกและผลแทรกซ้อนสูง

 

วิธีการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

 

1.การใช้ยาแบบมาตรฐาน

 

2.การใช้ยาแบบเว้นระยะ

 

3.การใช้ยาระยะสั้น

 

1.การใช้ยาแบบมาตรฐาน ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีเงาผิดปกติขนาดน้อย

 

ในภาพรังสีทรวงอก ไม่มีโพรงในปอดตรวจเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรค

 

หรือพบจำนวนน้อย ไม่มีพยาธิสภาพในอวัยวะอื่น

 

การรักษาควรใช้ยาสองขนาด โดยใช้ไอโซไนอาซิด

 

ร่วมกับยาอื่นอีกหนึ่งขนานทุกวันเป็นเวลา 1ปีครึ่งถึง 2 ปี

 

เช่น ไอโซไนอาซิด+อีแธมบิวตอล, ไอโซไนอาซิด + พี.เอ.เอส,

 

ไอโซไนอาซิด + ไธอาเซตาโซน

 

การเลือกใช้ยาคู่ใดควรพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย

 

เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับยาสม่ำเสมอครบขนาดและระยะเวลา

 

ที่ต้องการผู้ป่วยวัณโรคที่มีเงาผิดปกติขนาดมากในภาพรังสีทรวงอก

 

มีโพรงในปอด ตรวจพบเชื้อวัณโรคจำนวนมากในเสมหะหรือ

 

มีโรคแทรกเนื่องจากวัณโรคควรใช้ยาสามขนานในระยะ 2-3 เดือนแรก

 

และตามด้วยการใช้ยาสองขนาดจนครบ 1ปีครึ่ง ถึง 2 ปี

 

โดยเพิ่มสเตรพโตมัยซินหรือริแฟมปิซินในระย 2-3 เดือนแรก

 

2.การใช้ยาแบบเว้นระยะ เป็นวิธีการควบคุมให้ผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอ

 

ครบขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง โดยอาศัยบุคลากรทางการแพทย์

 

เป็นผู้จ่ายยาแก่ผู้ป่วยเป็นประจำ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยที่

 

ขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์การรักษา

 

ด้วยวิธีนี้ควรเลือกยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรค

 

และมีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

 

เช่น สเตรพโตมัยซิน ไอโซไนอาซิด ริแฟมปิซิน

 

3.การใช้ยาระยะสั้น เมื่อลดระยะเวลาในการรักษา

 

พบว่าสามารถควบคุมผู้ป่วยได้ดีขึ้น

 

และอาจผลเป็นพิษจากยา การรักษาจะได้ผลดีเมื่อใช้ยาหลายขนาน

 

ในระยะแรกเช่นใช้ยา 4 ขนานใน 2 เดือนแรก

 

และตามด้วยยา 2-3 ขนานจนครบ 6-9 เดือน

 

เช่นใช้สเตรพโตมัยซิน + ไอโซไนอาซิด + ริแฟมปิซิน

 

+ พัยราซินะไมค์ การใช้ยาระยะสั้นวิธีต่าง ๆ

 

ยังจะต้องมีการดัดแปลงแก้ไขด้วยการศึกษาต่อไป

 

วิธีประเมินผลการรักษา

 

1.การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

ควรตรวจเสมหะซ้ำเป็นระยะทุก 1-3 เดือน

 

2.ผู้ป่วยที่การวินิจฉัยแน่นอน การถ่ายรังสี ทรวงอกซ้ำทุกเดือน

 

ไม่มีความจำเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรังสีไม่มีความสัมพันธ์

 

เกี่ยวกับการดำเนินโรคเท่าการตรวจเสมหะ

 

หาเชื้อวัณโรคอาจถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำทุก 3-6 เดือน

 

2.อาการทางคลินิก เช่น ไข้ อาการไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

 

จะหายไปถ้าการรักษาได้ผล

 

สาเหตุของการรักษาไม่ได้ผล

 

สาเหตุที่สำคัญได้แก่การที่ผู้ป่วยได้รับยาไม่ถูกต้อง

 

รับยาไม่สม่ำเสมอไม่ครบตามตามกำหนดเวลาอันสมควร

 

มีการแพ้ยาเกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดจากมีโรคอื่น

 

ร่วมอยู่ด้วยและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นเบาหวาน พิษสุราเรื้อรัง

 

การรักษาผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อน

 

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาเต็มที่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

 

และการประเมินผลแสดงการรักษาไม่ได้ผล

 

ควรเปลี่ยนใช้ยาขนานใหม่ ที่ผู้ป่วยไม่เคยได้รับมาก่อน

 

อย่างน้อย 2 หรือ 3 ขนาน

 

โดยอาศัยผลการทดสอบการต้านยาของเชื้อวัณโรค

 

หรือการเปลี่ยนแปลงทางคลินิกผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาจนครบ

 

กระบวนการแล้ว โรคสงบไประยะหนึ่งแล้วกำเริบขึ้นใหม่

 

การรักษาควรพิจารณาถึงสถานที่ของเชื้อวัณโรคได้หรือไม่

 

ถ้าสามารถทำการทดสอบได้อาจให้ยาเก่าที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน

 

และรอผลทดสอบการต้านยาของเชื้อวัณโรค

 

ถ้าไม่สามารถทำการทดสอบได้ควรใช้ยาใหม่

 

ที่ผู้ป่วยไม่เคยได้รับมาก่อน 2-3 ขนาน

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อน

 

มีความยุ่งยากและปัญหามาก

 

เนื่องจากต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพต่ำ

 

และผลแทรกซ้อนสูง แนะนำให้ส่งผู้ป่วยให้ผู้ที่มีประสบการณ์รักษาจะดีกว่า

 

***********************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

Cytomegalovirus (CMV)

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 18-09-2009

ความรู้เกี่ยวกับ Cytomegaloviru (CMV)

 

Cytomegalovirus (CMV)

 

เชื้อนี้สามารถพบได้ทั่วโลกสามารถทำให้เกิดโรคได้หลายแห่ง

 

อาการของโรค

 

เชื้อไวรัสนี้ทำให้เกิดอาการได้หลายอวัยวะ

 

คือ ตาทำให้เกิด Retinitis:

 

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการตามัวจนกระทั่งตาบอด

 

ผู้ป่วยควรจะรายแพทย์หากว่าเห็นสิ่งที่รอยในตาเพิ่มขึ้น

 

และควรตรวจสายตาเป็นประจำ

 

และควรตรวจจอรับภาพเป็นประจำ

 

ระบบทางเดินอาหารผู้ป่วยมีหลอดอาหารอักเสบ Esophagitis

 

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอขณะกลืน,ลำไส้อักเสบ Colitis

 

ผู้ป่วยจะมีไข้ ท้องร่วง ปวดท้อง น้ำหนักลด

 

ระบบทางเดินหายใจมีปอดบวม

 

การตรวจวินิจฉัย

 

ควรตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ CMV antibody titer

 

เพื่อตรวจว่าเคยติดเชื้อนี้หรือไม่ สำหรับตาควรตรวจด้วยจักษุแพทย์

 

การรักษา

 

ยาที่ใช้รักษาได้แก่ Ganciclovir (DHPG) (IV), Foscarnet (IV),

 

Ganciclovir Implants (intraocular), IV Cidofovir.

 

Combo of Ganciclovir and Foscarnet,

 

Intravitreal Cidofovir, MSL-109

 

(monoclonal antibody) (CT) for retinitis. ISIS 2922,

 

GEM 132 (antisense)

 

for retinitis (CT). GW1263 for retinitis (CT), proganciclovir (CT).

 

การป้องกันการติดเชื้อ

 

จะให้ยาป้องกันการติดเชื้อ CMV

 

เมื่อ มีภูมิต่อเชื้อ CMV antibodies เซลล์CD4 น้อยกว่า50 or 5%.

 

ยาที่ป้องกันการติดเชื้อ Retinitis: Ganciclovir 5-10mg/kg daily (MX),

 

cidofovir (5mg/kg every other week) (MX).

 

Switch to foscarnet if resistance develops.

 

Oral ganciclovir (3g/day) Px/Mx.

 

การป้องกันทุติยภูมิ

 

เชื้อ CMV ยังไม่มียารักษาให้หายขาด

 

ผู้ที่เคยติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาป้องกันตลอดชีวิต

 

ยกเว้นหลังจากได้ยาต้านไวรัสเอดส์แล้วเซลล์ CD4

 

มากกว่า 100 เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน

 

และไม่มีอาการของโรคเป็นเวลามากกว่า 30 สัปดาห์

 

การป้องกันการรับเชื้อ

 

เนื่องพบเชื้อ CMV ได้ในน้ำอสุจิ น้ำนม สารหลั่งจากช่องคลอด

 

น้ำลายดังนั้นควรสวมถุงยางคุมกำเนิด

 

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ต้องดูแลเด็กต้องระวังการติดเชื้อ CMV ต้องล้างมือให้สะอาด

 

ผู้ติดเชื้อ HIV หากต้องได้เลือดต้องเป็นเลือดที่ไม่มีภูมิต่อเชื้อ CMV

 

วิธีป้องกันสามารถทำได้ดังนี้

 

ล้างมือให้สะอาด

 

สวมถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์

 

หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำหรือชามร่วมกันเพราะอาจจะปนเปื้อนน้ำลาย

 

*******************

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่
082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

โรคเริมหรือเฮอร์ปีส์

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 15-09-2009

โรคเริมหรือเฮอร์ปีส์ คืออะไร

 

เริมคือโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฮอร์เป็นโรคหนึ่ง

 

ซึ่งจัดเข้าอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสนี้ทำให้

 

เกิดการติดเชื้อได้หลายระบบทั่วร่างกาย

 

เช่น ตาเยื่อบุช่องปาก ริมฝีปาก ผิวหนังระบบประสาทและสมอง

 

รวมทั้ง บริเวณอวัยวะเพศ

 

โดยเชื้อไวรัสนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสัมผัส

 

ทางเยื่อบุหรือทางผิวหนังที่ถลอกหรือเป็นแผล

 

บริเวณที่พบอาการติดเชื้อเริมมากที่สุดคือ ริมฝีปาก

 

รองลงมาคือบริเวณอวัยวะเพศคนส่วนใหญ่ประมาณ 80-90 %

 

จะเคยได้รับเชื้อไวรัสเริมเข้าสู่ร่างกายแล้ว

 

แต่อาจไม่ได้แสดงอาการของโรค เมื่อเกิดอาการติดเชื้อครั้งแรกแล้ว

 

มักจะเกิดซ้ำอีก เป็น ๆ หาย ๆ อยู่เรื่อยไป

 

ลักษณะของโรคเริม

 

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6-8 วัน

 

จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด

 

ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้

 

ผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ ซึ่งต่อมา

 

จะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ หลายแผลติดกัน

 

เริมอวัยวะเพศ

 

โรคเริมอวัยวะเพศนี้ มีอัตราการติดต่อสูง

 

ซึ่งโดยมากมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่

 

การใช้ถุงยางอนามันก็ไม่สามารถป้องกันได้ทีเดียว

 

อาการของเริมอวัยวะเพศ

 

มักจะเป็นรุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรกโดยเริ่มปรากฏขึ้น

 

ประมาณ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากได้รับ เชื้อ

 

คือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล

 

และ อาจมีอาการ ปวดศรีษะ เป็นไข้

 

ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ นำมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน

 

จะปรากฎมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมาก

 

โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิง อาการของโรคจะเกิดขึ้นนาน 3-6 อาทิตย์

 

หลังจากนั้นไวรัสอาจจะยังอาศัยและซ่อนตัวอยู่

 

ในร่างกายอีกในสภาวะพักและทำให้เกิดเป็น ๆ หาย ๆ มาก

 

หรือ น้อย แล้วแต่บุคคลเช่น เมื่อมีอารมณ์เครียด

 

มีประจำเดือน หรือมีความกังวล เป็นต้น

 

ข้อปฏิบัติสำหรับคนใข้โรคเริมอวัยวะเพศ

 

งดเพศสัมพันธ์หรือสัมผัส โดยตรงกับแผลจะกระทั่งแผลหายดีแล้ว

 

พยายามละเว้นการแตะต้องกับ

 

บริเวณเพราะอาจจะแพร่ไปสู่ริเวณร่างการได้

 

สวมชุดชั้นใน ชนิดฝ้าย และ เว้นการสวมเครื่องนุ่งห่ม

 

หรือ กางเกงที่คับหรือยีนส์สตรีควรงด สวมกางเกง

 

ชนิดทำจากไนล่อนหรือลินิน

 

สตรีที่เป็นเริมอวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูง

 

ต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์

 

เพื่อ การตรวจ PAP SMEAR 1-2 ครั้งทุกเดือน

 

ทุกครั้งที่เปลี่ยนแพทย์ ให้เล่าประวัติการเกิดเริมของตนเองกันแพทย์

 

ที่ท่านไปหาใหม่

 

สตรีที่ตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยวกับเริมเป็นพิเศษ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด

 

ถ้าสงสัย ว่าจะเป็นโรคเริม ควรรีบปรึกษาแพทย์

 

การรักษา

 

จะใช้การทำแผล ขณะที่โรคยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนอยู่

 

การใช้ยา Acyclovir จะช่วยลดอาการได้แต่ไม่หายขาด

 

เมื่อร่างกายอ่อนแอก็จะเป็นใหม่ได้

 

ข้อเสียคือราคาแพงครับ

 

***********************

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

โรคฝีมะม่วง

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 02-09-2009

โรคฝีมะม่วง หรือ

LYMPHOGRANULOMA VENEREUM (LGV)

ลักษณะทั่วไป

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สามารถพบได้ประมาณ 5% ของผู้ป่วย

และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส

ติดต่อได้โดยการร่วมเพศ หรือ สัมผัสถูกหนอง

ของฝีมะม่วงโดยตรง

ระยะฟักตัว 3-30 ตัว

(เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยที่มีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต

กดเจ็บและตรวจไม่พบหลักฐานว่า

เป็นโรค เริม ซิฟิลิส หรืแผลริมอ่อน

ให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้

ยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดตรวจหาภูมิ

อาการ

เริ่มแรกจะมีตุ่มนูน ตุ่มใส

หรือแผลขนาดเล็กเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ

และหายไปเองภายใน 2-3 วัน

โดยที่ผู้ป่วยไม่ทันได้สังเกตพบ

ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโต

ติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ และเจ็บมาก

ตรงกลางเป็นร่องของพังผืด คล้ายร่องของมะม่วงอกร่อง

จึงเรียกว่าฝีมะม่วง” ซึ่งอาจเป็นเพียงข้างเดียว

หรือสองข้างก็ได้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีจะมีอาการอักเสบ 

มีลักษณะบวมแดงร้อนร่วมด้วย

บางคนอาจปวดฝีมากจนเดินไม่ถนัด

บางคนอาจมีอาการไข้  ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

เบื่ออาหาร ปวดข้อ ตาอักเสบ ผื่นขึ้นตามตัว

ฝีมะม่วงมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

เพราะในผู้หญิงน้ำเหลืองจากอวัยวะสืบพันธุ์

จะระบายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

ในช่องเชิงกรานมากกว่ามาที่ขาหนีบ

ถ้าไม่ได้รักษาฝีอาจยุบหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์

หรือเป็นเดือน แต่บางรายฝีอาจแตกเป็นรู หลายรู 

และมีหนองไหล กลายเป็นแผลเรื้อรังโรคนี้อาจลุกลาม

ทำให้มีการอักเสบของช่องทวารหนักจนตีบตัน

ถ่ายอุจจาระไม่ออก

มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการแทรกซ้อน

อาจทำให้มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลือง

ในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์

ภายนอกมีอาการบวมได้ (เช่น ปากช่องคลอดบวม อัณฑะบวม)

บางคนอาจเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่

ที่สำคัญ คือ การตีบตันของช่องทวารหนัก

ซึ่งอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

การรักษา

ให้ยาแก้ปวด ใช้น้ำอุ่นจัดๆ ประคบ

และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน 

หรืออีริโทรไมซิน ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง

หรือดอกซีไซคลีน  ครั้งละ 100 มก.

วันละ 2 ครั้ง ควรกินยาติดต่อกันนาน 14 วัน

ถ้าฝีไม่ยุบและมีลักษณะนุ่ม

ควรใช้เข็มเบอร์ 16-18 ต่อเข้ากับกระบอกฉีดยา

แล้วเจาะดูดเอาหนองออก ไม่ควรผ่า

เพราะจะทำให้แผลหายช้า และอาจทำให้

มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลืองในบริเวณนั้นได้

ยาที่ใช้รักษา ได้แก่  Doxycyclin 100mg เช้า-เย็น

เป็นเวลา 21 วัน หรือ erythromycin 500 mg

วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 21 วัน

ข้อแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ดีกว่าที่จะทำการรักษาเอง

ควรตรวจเลือดหาวิดีอาร์แอลและเชื้อเอชไอวี

เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น

การป้องกัน

อย่าสำส่อนทางเพศ

ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ

ป้องกันได้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น

ผิวหนังส่วนอื่นไม่สามารถป้องกัน

หากมีแผลให้งดการมีเพศสัมพันธ์

ควรฟอกล้างด้วยสบู่หลังการร่วมเพศทันที

ระยะฟักตัว 3-30 ตัว (เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

ที่มา เว็บไซต์ สยามเฮลท์, ไทยแลปออนไลน์

 

*************************

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

แผลริมอ่อน

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 02-09-2009

แผลริมอ่อน เป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า  

Haemophilus Ducreyi 

โรคนี้ติดต่อได้ง่ายแต่ก็สามารถรักษาให้หายขาด  

โรคนี้จะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ  

และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บางครั้งมีหนองไหลออกมา 

ที่เรียกว่า ฝีมะม่วง  

หากไม่รักษาจะเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อ  

ลักษณะทั่วไป 

แผลริมอ่อน (ซิฟิลิสเทียม ก็เรียก)

พบได้ประมาณ 2-5%

ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง

ที่มีชื่อว่า ฮีโมฟิลุสดูเครย์

(Hemophilus ducreyi)

โรคนี้ติดต่อได้สองวิธีคือ

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการสัมผัสแผลระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์

ติดต่อโดยการปนเปื้อนหนองไปติดผิวหนังส่วนอื่น

อาการ

หลังได้รับเชื้อ 2-7 วัน จะมีแผลเล็ก ๆ

ที่ปลายอวัยวะเพศ ลักษณะคล้ายแผลเปื่อย

ขอบไม่แข็งและไม่เรียบ เรียกว่า แผลริมอ่อน

เวลาแตะถูกมักมีเลือดซิบ ๆ และรู้สึกเจ็บ

มักมีหลายแผล

ต่อมาจะพบต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ

บวมโตติดกันเป็นพืดและเจ็บ

ลักษณะเป็นสีแดงคล้ำและนุ่ม อาจแตกเป็นหนองได้

ส่วนมากโตเพียงข้างเดียว บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่น

เบื่ออาหารร่วมด้วย

ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

แผลจะลุกลามไปมาก

บางคนอาจเป็นมากจนอวัยวะเพศแหว่งหายได้

คนไทยเราเรียกว่า โรคฮวบ

อาการแทรกซ้อน

อาจทำให้เป็นแผลดึงรั้งจนเกิดภาวะ

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายไม่เปิด

ในรายที่เป็นรุนแรง อาจทำให้อวัยวะแหว่งหาย (โรคฮวบ)

เนื่องจากเป็นแผลทำให้เกิดการติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้น

ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอาจจะอักเสบจนแตกเป็นหนองไหลออกมา

หากไม่รักษาใน 5-8 วันหลังจากเกิดแผล

แผลอาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย

หากเป็นแผลที่หนังอวัยวะเพศชายอาจจะเกิดพังผืด

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยทำได้โดยการน้ำหนองที่ก้นแผล

ไปย้อมเชื้อก็จะพบเชื้อโรค และยังสามารถเพาะเชื้อ

เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค

การรักษา

ควรปรึกษาแพทย์

โรงพยาบาลหรือศูนย์ควบคุมกามโรค

เพื่อทำการย้อมหาเชื้อจาก หนองที่แผล

ถ้าเป็นแผลริมอ่อน

ก็ให้การรักษา ด้วยยาขนานใด ขนาดหนึ่ง ดังต่อไปนี้

โอฟล็อกซาซิน 400 มก. กินครั้งเดียว

ไซโพรฟล็อกซาซิน 500 มก. กินครั้งเดียว

เซฟทริอะโซน 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว

ข้อแนะนำ

โรคนี้บางครั้งอาจแยกออกจากซิฟิลิสไม่ชัดเจน

ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้นหรือสงสัยเป็นซิฟิลิส

ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

แม้ว่าอาการจะหายดีแล้ว

ผู้ป่วยก็ควรเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์แอล

และเชื้อเอชไอวี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส

หรือติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

ควรรักษาแผลเฉพาะที่โดยใช้น้ำเกลือชะล้าง

ไม่ต้องใส่ยาอะไรทั้งสิ้น

ไม่ควรใช้เพนิซิลลิน หรือ ซัลฟา ใส่แผล

เพราะอาจทำให้แพ้ได้ง่าย

การป้องกัน

อย่าสำส่อนทางเพศ

ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ

(ป้องกันได้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น ผิวหนังส่วนอื่นไม่สามารถป้องกัน)

หากมีแผลให้งดการมีเพศสัมพันธ์

ควรฟอกล้างด้วยสบู่หลังการร่วมเพศทันที

 

****************************

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

 

 

 

 

 

ที่มา

http://lifestyle.kingsolder.com/health/disease.asp?id=309&no=1&type_id=13

 

http://www.thailabonline.com/sexualvdrl.htm

 

 

 

หนองในเทียม

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 01-09-2009

หนองในเทียมเป็นหนึ่งในสี่ของโรคที่พบบ่อยในคลินิกกามโรคชาย

หนองในแท้ หนองในเทียม โรคเริม และหูดหงอนไก่ อาจมาเดี่ยวๆ 

โรคเดียว หรือมาพร้อมกับโรคหนองในแท้ก็ได้ หนองในเทียม 

ส่วนใหญ่จะรักษาหายด้วยยากิน แต่ก็มีคนไข้ส่วนหนึ่งที่รักษาหายยาก  

(มีไม่ถึง 10 %) จัดอยู่ในประเภทหนองในเทียมที่รักษายาก 

เมื่อมีการอักเสบในท่อปัสสาวะ เอาหนองหรือของเหลวจากท่อ 

ปัสสาวะมาตรวจย้อมแล้วส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์

(หรือตรวจด้วยวิธีอื่น) ถ้าไม่พบเชื้อหนองในแท้

(gram negative dipplococci)

เราจะจัดให้อยู่ในกลุ่มหนองในเทียมทั้งหมด

เพราะการรักษาไม่ต่างกัน

หนองในเทียมมีชื่อภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น NGU, NSP, PGU

แต่ละชื่อมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

NGU (Non-Gonococcal Urethritis)

ในผู้ชาย เมื่อตรวจหนองแล้ว

พบว่ามีการอักเสบ แต่ไม่พบเชื้อหนองในแท้ แต่อาจพบเชื้ออื่นเช่น

Chlamydia หรือ ureaplasma หรือเชื้ออื่นๆ

NSU (Non-Specific Urethritis) หมายถึง ท่อปัสสาวะอักเสบ

จะไม่พบเชื้อใดๆ อาจอักเสบอาจเกิดจากการสวนท่อปัสสาวะ

เคล็ดจากการมีเพศสัมพันธ์ แพ้ยา แพ้อาหารทะเล หรือเกิดจาก

การบาดของผลึกอาหารบางอย่าง

PGU (Post-Gonococcal Urethritis) หมายถึง การอักเสบใน

ท่อปัสสาวะหลังรักษาหนองในแท้หายแล้ว

ตัวต้นเหตุ

จากข้อความที่เกริ่นข้างต้นคงพอจะทราบแล้วว่า หนองในเทียมมี

ทั้งประเภทที่มีเชื้อและไม่มีเชื้อ ประเภทที่มีเชื้อ ก็มีได้หลายเชื้อ

เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรือเชื้อรา ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่

(เกินครึ่ง) ที่ตรวจพบคือเชื้อ Chlamydia trachomatis และ

Ureaplasma urealyticum ส่วนโรคเริมหรือพยาธิในช่องคลอด

(Trichomanas vaginalis) ก็อาจทำให้เกิดหนองในเทียมได้

ติดมาได้ยังไง

ส่วนใหญ่ติดจากการร่วมเพศ ไม่ว่าจะเป็น ทางปาก ทางช่องคลอด

หรือทางทวารหนัก ก็ติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น ผู้ชายหลายคนอาจคิดว่า

การให้ผู้หญิงใช้ปากโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะไม่ทำให้ติดโรค

ถือเป็นความเข้าใจที่ผิด ! นอกจากสาเหตุหลักนี้แล้ว สาเหตุอื่น

ที่ทำให้ติดโรคได้เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

การอักเสบของต่อมลูกหมาก เคล็ดจาการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง

แพ้ยา หรือแพ้สารอาหารบางอย่าง

นานแค่ไหนถึงมีอาการ

หลังรับเชื้อมาแล้วหนึ่งถึงสามสัปดาห์ หรือบางรายอาจนานเป็นเดือน

หนองในเทียมจะเริ่มแสดงอาการ

ส่วนหนองในแท้จะแสดงอาการเร็วกว่าหนองในเทียม

โดยจะแสดงอาการภายใน 3-4 วัน

มีอาการอะไรบ้าง

ในผู้ชาย อาการมักเกิดหลังติดเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์

โดยจะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัดเล็กน้อย

บางรายอาจคันหรือระคายเคืองท่อปัสสาวะ

หรือปวดหน่วงตรงฝีเย็บใกล้ทวารหนัก มีหนองซึม

ลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่น

(หนองในแท้ หนองจะมีลักษณะข้นกว่า) มีออกเพียงเล็กน้อย

ในระยะแรกอาจรู้สึกแสบๆในท่อปัสสาวะ และมีมูกออกเล็กน้อย

เฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น ต่อมาจะเริ่มแสดงอาการมากขึ้น

ในผู้หญิง มักไม่แสดงอาการ อาจมีเพียงตกขาวผิดปกติ

หรือปัสสาวะแสบเล็กน้อยในบางครั้ง

เด็กแรกเกิดที่แม่มีเชื้อหนองในเทียม โดยเฉพาะเชื้อ Chlamydia

อาจมีอาการตาแดงตาอักเสบหรือปอดบวมได้

หมอตรวจยังไง

สำหรับผู้ชาย นำสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะมาย้อมสี ส่องดูด้วย

กล้องจุลทรรศน์ ถ้ามีสารคัดหลั่งน้อย หมออาจเอาลวดแหย่เข้าไป

ในท่อปัสสาวะเพียงตื้นๆ เพื่อเอาสารคัดหลั่งมาตรวจ

แต่ถ้าใครมีหนองหรือเมือกให้เห็น ก็เอาแผ่นกระจกป้ายแล้วนำมา

ย้อมสี ส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจเพียงแค่นี้ก็นับว่าเพียงพอ

แล้วสำหรับการวินิจฉัย แต่ถ้ารักษาแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือไม่หาย

ก็ต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการอื่น เช่น เพาะเชื้อ ตรวจ PCR เป็นต้น

นอกจากนี้หมออาจตรวจปัสสาวะ วิธีนี้เรียกว่า TWO GLASS TEST

เพื่อดูว่า การอักเสบลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะ

ส่วนต้นหรือส่วนโคนแล้วหรือยัง

สำหรับผู้หญิง ตรวจภายในธรรมดาๆโดยเอาสารคัดหลั่งมาตรวจ

หาเชื้อหนองในเทียม แต่ปกติแล้ว ผู้หญิงจะตรวจพบยากกว่าผู้ชาย

จึงมักนิยมรักษาฝ่ายหญิงไปพร้อมๆ กับฝ่ายชาย

(ยากินที่ใช้รักษาเป็นยาชนิดเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ชาย)

ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐนิยมตรวจหาเชื้อ

Chlamydia trachomatis ด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจสารคัดหลั่งจาก

ปากมดลูกหรือตรวจจากน้ำปัสสาวะ (ตรวจได้ทั้งชายและหญิง)

แต่การตรวจแบบนี้ยังมีราคาแพงและยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย

ส่วนใหญ่วิธีนี้นิยมใช้กันในโรงพยาบาลใหญ่ๆ

หรือคลินิกเฉพาะทางบางแห่งเท่านั้น

ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

ผู้ชาย จะมีโรคแทรกซ้อนตามมา ที่พบบ่อยคือ

หนองในลงไข่ อัณฑะอักเสบ ถ้ายังไม่ใส่ใจ ปล่อยทิ้งไว้นาน

หรือมัวแต่ซื้อยากินเอง อาจทำให้เป็นหมัน

ไม่มีผู้สืบสกุล สูญพันธุ์ได้  โรคอื่นที่อาจตามมาคือ

โรค Reiter’s syndrome มีอาการ 3 อย่างร่วมกัน คือ

ไขข้ออักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ และมีปัสสาวะแสบ ขัด

ผู้หญิง เป็นฝ่ายที่น่าสงสาร เพราะอาจไม่รู้ตัวว่ามีเชื้อ

โดยเฉพาะเชื้อ Chlamydia ที่พ่อเจ้าประคุณสามีเอามาฝากโดยไม่บอก

ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษา อาจเกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ผลที่ตามมาคือ อาจมีลูกยาก เป็นหมัน

หรือท้องนอกมดลูกได้ง่าย ถ้าท้องในมดลูกก็อาจแท้งได้ง่าย

ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการตรวจคัดกรองเชื้อ Chlamydia

เป็นประจำ โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อายุน้อยมีความเสี่ยงสูง

ที่จะได้รับเชื้อ (โดยไม่แสดงอาการและไม่รู้ตัว)

แล้วจะรักษายังไง

หนองในเทียมใช้ยากินเป็นหลัก และมักต้องกินยาวนาน บางรายอาจ

นานถึง 2 – 3 สัปดาห์ ดังนั้นจึงต้องตั้งใจกิน กินให้หมด

หมอให้มากิน ไม่ได้ให้มาเก็บ

แล้วจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร

มีสามีหรือภรรยาคนเดียว รักเดียวใจเดียวว่างั้นเถอะ

แม้แต่กิ๊กก็อย่าไว้ใจ แสบมาแยะแล้ว

ถ้ามีความจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และทุกช่องทาง

ทั้งช่องบนและช่องล่าง

ถ้าคุณเป็นโรคหนองในเทียมให้งดการมีเพศสัมพันธ์

การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ช้ำมากขึ้น และเพื่อป้องกันการรับเชื้อเพิ่ม

อย่าลืมรักษาคู่นอนด้วย มีกี่คน บ้านเล็กบ้านใหญ่

ต้องรักษาให้ครบทุกคน

 

********************************

 

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ