My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 30-11-2009

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ จาก โทรศัทพ์ ที่ได้รับ ในการที่โทรเข้ามา เพื่อนๆ

ที่ไปเสี่ยงมา คงต้องอธิบาย ว่าใครบ้างที่เสี่ยง

 

คนที่เสี่ยงคืน ทุกคนครับ ที่มีเพศสัมพันธุ์

 

โดยไม่ได้ป้องกันครับ แล้ว หลังจากที่ท่านได้ไปเสี่ยงมานั้น

 

หลังการการเสี่ยง 7 -15 วัน อาจจะมีอาการ เหมือนเป็นไข้หวัดเล็กน้อย บางคน

 

อาจไม่มีอาการอะไรเลย ก็เป็นได้ หลายคนที่โทรเข้ามานะครับ ส่วนมากไปเสี่ยง

 

มาแค่ 7 -30 วัน แต่มีอากาต่างๆ มากมาย เช่น ลิ้นเป็นฝ้า เป็นไข้ ท้องเสีย

 

ขอย้ำตรงนี้ครับว่า อาการต่างๆ ไม่สามารถบอกได้ ครับ ว่า

 

เราได้รับเชื้อมาหรือไม่ นอกจาการตรวจเลือดเท่านั้นครับ ย้ำนะครับ

 

นอกจากการตรวจเลือดเท่านั้นครับ คราวนี้ มาว่ากันต่อ จะตรวจได้เมื่อไหร่

 

ถ้า เราอยากรู้เร็ว ก็ นับไปเลยครับ 14 วันหลังเสี่ยง สามารถไปตรวจแบบ PCR

 

ได้ครับ ค่าตรวจแพงหน่อยครับ การตรวจแบบ PCR เป็นการตรวจหา

 

เจ้าตัวไวรัสเอชไอวี ที่มันเข้าไปอยู่ใรเลือดเราเลยคัรบ ไม่ต้องรอให้ร่างกาย

 

สร้างแอนตี้บอดี้ก่อนครับ การตรวจแบบนี้ ผล การตรวจ สามารถเชื่อถือได้เกือบ

 

จะร้อยเปอร์เซนต์นะครับ ถ้า เราไม่สามารถไปตรวจ แบบ PCR ได้ ก็ รอ 90 วัน

 

หลังเสี่ยงครับ เป็นการตรวจ หาแอนตี้บอดี้ที่ร่างกายเรา สร้างขึ้นเมื่อได้รับ

 

เชื้อไวรัสเอชไอวี เข้าไปในร่างกายนะครับ ……………

 

หลายท่าน บอกว่า มีอาการต่างๆ มากมาย ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า

 

อาการที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถ เกิดได้จากภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องจาก

 

เชื้อเอชไอวีได้เลยครับ เพราะ ท่านพึ่งไปเสี่ยงมาครับ ยังไม่ครบ 90 วันเลยครับ

 

ท่านจะมาบอกว่า ท่าน มีตุ่มพีพีอีขึ้น มีอาการ ต่างๆ ตามที่ท่านอ่านข้อมูลมา

 

จากเวป ต่างๆ หรือที่เวปไหนก็ตาม มันยังเกิดขึ้นไม่ได้ครับ

 

(ถ้าท่านเคยตรวจเลือดมาก่อนแล้วผลเป็นลบในระยะเวลา 1-3 ปี นะครับ)

 

อาการที่เกิดขึ้น ให้ท่านไปหาหมอเฉพาะทางเลยครับ อย่าเอาเจ้าเชื้อเอชไอวี

 

เข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ มันยังทำอะไรท่านไม่ได้ครับ ในระยะเวลา อันสั้นแบบนี้

 

วันนี้ก็ เข้ามาคุยเรื่องนี้ และอวยพร ปีใหม่ให้กับทุกท่านนะครับ

 

รักและคิดถึงเพื่อนเสมอนะครับ

 

เป็นกำลังใจให้กันและกันตลอดไปครับ

 

ด้วยรักและห่วงใยจากใจจริง

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

ระบบภูมิคุ้มกัน และสารปรับภูมิคุ้มกัน

0

Posted by ittirak | Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Posted on 30-11-2009

ระบบภูมิคุ้มกัน และสารปรับภูมิคุ้มกัน

รอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย

เชื้อไวรัส

และเชื้อโรคเล็กๆ มากมายที่

ตาของเราไม่สามารถมองเห็นได้

มนุษย์ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคตั้งแต่อยู่ในครรภ์

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า

รอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคมากมาย และในแต่ละวันเรา

สัมผัสกับเชื้อโรคอย่างนับไม่ถ้วน

แต่ทำไมเราไม่เจ็บป่วย

เพราะเชื้อโรคเหล่านั้น หรือหากจะเจ็บป่วยบ้าง

แต่ก็ไม่บ่อยนัก

การที่เราไม่เจ็บป่วยง่ายๆ

เพราะร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกัน (หรือภูมิต้านทาน)

คอยปกป้องอยู่

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการป้องกันตนเอง

อย่างหนึ่งของร่างกาย

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ ร่างกายและอาจเป็นโทษ

สิ่งแปลกปลอมนอกจาก

จุลินทรีย์แล้ว ได้แก่ สารเคมีจากธรรมชาติ

เช่น จากพืช จากอาหาร หรือสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น

ตลอดจนฝุ่นละออง ขนสัตว์

ละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ

ระบบภูมิคุ้มกันก็จะออกมาต่อต้านหรือทำลาย

สิ่งแปลกปลอมนั้น

ร่างกายจึงอยู่ได้อย่างปกติสุข

แต่หาก ในกรณีที่การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ประสบความล้มเหลว

ร่างกายก็จะถูกคุกคามด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง เป็นต้น

ระบบภูมิคุ้มกันและการตอบสนองต่อเชื้อโรค

แต่ละคนมีวิธีการป้องกัน

ที่ธรรมชาติให้มานั้นใกล้เคียงกันแต่ความสมบูรณ์

และ ประสิทธิภาพ

ในการทำงานของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป

ระบบที่ใช้เพื่อทำหน้าที่ป้องกันโรคของ

ร่างกายนี้เรียกว่า

ระบบภูมิคุ้มกันของ

ร่างกาย immune system

ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

ภูมิคุ้มกันแบบไม่เฉพาะเจาะจงที่มีโดยธรรมชาติ

native immunity หรือ
natural resistance เป็นภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด
กลไกการป้องกันแบ่งออกเป็น
ลักษณะป้องกันทางกายวิภาค

(anatomical barrier) เช่น ผิวหนัง และเยื่อบุผิว

สารเคมีในร่างกาย chemical factor

เช่น น้ำตา น้ำลาย

สารคัดหลั่งจากเซลล์ เยื่อบุจมูก น้ำย่อย

การสะกดกลืนกิน phagocytosis เซลล์

ที่ทำหน้าที่ ได้แก่ neutrophil,monocyte,

macrophage เป็นต้น

ระบบคอมพลีเมนต์ complement system

คือกลุ่มของโปรตีนใน ซีรั่มมากกว่า 20 ชนิด

ที่ในภาวะปกติจะอยู่ในรูป

inactive form แต่เมื่อถูกกระตุ้น

จาก antigen-antibody complex

หรือ immune complex

จะทำให้เกิดการกระตุ้น

เชื่อมโยงต่อๆ ไป และ products ที่เกิดขึ้น

จับเป็นคอมเพล็กซ์ที่เมมเบรน

และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่กลับคืนไม่ได้ของเมมเบรนทั้ง หน้าที่และรูปร่าง

ทำให้เซลล์เกิดการแตกสลาย

นอกจากนั้น biological products ที่เกิดขึ้น

จะมีผลให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ

ตามมามากมาย

เช่น inflammation, anaphylaxis

ภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจง

specific acquired immunity

จะแบ่งวิธีการตอบสนองออกเป็น 2 ระบบใหญ่ คือ
humoral immune response (HIR)

คือกระแสเลือดและกระแสน้ำทั่วร่างกาย

โดย อาศัยการสร้าง antibody (Ab)

จาก B-lymphocyte

ซึ่งมีกำเนิดจากไขกระดูก ในตอนแรกจะอยู่ใน

รูป pre-B-cell

จากนั้นย้ายไปที่ lymphoid tissue

เพื่อพัฒนาเป็น B-lymphocyte ที่เจริญเต็มที่จึง

ถูกปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด

และไปตาม lymphoid tissue ต่างๆ

เข้าสู่กระแสน้ำเหลืองทั่วร่างกาย เพื่อทำหน้าที่

เมื่อมี immunogen เข้ามา

และทำการตอบสนองก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น

blast cell และ plasma cell

ตามลำดับเพื่อทำหน้าที่สร้าง antibody

ที่จำเพาะต่อ immunogen แต่ละชนิด

cell-mediated immune response (CMIR)

คือด้านพึ่งเซลล์ เซลล์ที่ทำหน้าที่

ในการตอบสนองนี้คือ T lymphocyte

ซึ่งต้นกำเนิดก็มาจากไขกระดูก

เช่นเดียวกับ B lymphocyte โดยในตอนแรก

จะเป็น pre-T-cell

จากนั้นจึงพัฒนาผ่านทาง thymus gland

มาเป็น T-cell ที่สมบูรณ์

นอกจากนี้การตอบสนองอาจเกิดจากปฏิกิริยา

ของ mediators ที่ปล่อยออกมา (lymphokines)

หรือร่วมกับเซลล์อื่นๆ

เช่น killer cell (K cell),

natural killer cell (NK cell)

เม็ดเลือดขาว leucocyte แบ่งเป็น

polymorphonuclear granular leucocyte (PMN)

เช่น neutrophil, eosinophil, basophil
non-granular leucocyte

เช่น lymphocyte, monocyte โดย lymphocyte
จะเจริญต่อไปเป็น
T lymphocyte มีหน้าที่คือ

ทำลายเซลล์เป้าหมาย

เช่น เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง เป็นต้น

มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ได้แก่ ผลิต lymphokines ชนิดต่างๆ

เพื่อช่วย B lymphocyte

สร้าง antibody และช่วย T lymphocyte ชนิดอื่น

NK cell, phagocyte

ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม นอกจากนี้ยังมีหน้าที่

ควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน

ไม่ให้มากเกินไป

โดยการหลั่ง suppressor factor

B lymphocyte เป็นต้นกำเนิดของ

plasma cell

ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการผลิต antibody

NK cell (Natural Killer Cell)

เป็น large granular lymphocyte ที่ต่างจาก

T, B lymphocyte

คือสามารถเข้าทำลายเซลล์แปลกปลอมได้

โดยไม่ต้องอาศัย antibody คือไม่ต้อง

มีความจำเพาะระหว่างมันและเซลล์แปลกปลอม

การทำงานที่แตกต่างกันนี้จึงถูกเรียกว่า

non specific cell-mediated cytotoxicity

K cell (Killer Cell)

การทำงานต่างจาก NK cell คือ จะทำลายเซลล์

แปลกปลอมด้วยวิธี ADCC

(Antibody dependent cell-mediated cytotoxicity)

Phargocyte ได้แก่

neutrophil, eosinophil, monocyte

และ macrophage

ทำให้เกิดกระบวนการ phagocytosis คือ

กินและทำลายสิ่งแปลกปลอม

เมื่อเซลล์ เหล่านี้มาถึงจะเคลื่อนตัวไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้น

(chemotaxis) แล้วประกบติด (attachment)

ต่อมาจะกลืน ingestion

แล้วจึงมีการย่อย intracellular digestion

ด้วยกลไกหลายอย่างในเซลล์

แล้วจึงปล่อยสิ่งแปลกปลอม

ที่ถูกทำลายแล้วออกไปจากเซลล์

elimination Mediator cell ได้แก่

mast cell, basophil ใน granule

มีสารหลายอย่างที่ สำคัญคือ histamine และ SRS-A

(Slow Reactive Substance of Anaphylaxis)

ทำให้มี บทบาทสำคัญในปฏิกิริยาการแพ้ต่างๆ

Interferon (IFN) เป็นกลุ่มของโปรตีน มี 3 ชนิด คือ

interferon alpha

ได้จาก leucocyte และ lymphoblastoid cells

interferon beta ได้จาก fibroblast

interferon gamma

ได้จาก T lymphocyte IFN

จัดเป็น lymphokines ตัวหนึ่งที่มีผลปรับปรุง

ภูมิคุ้มกันระบบ CMIR เช่น

เพิ่ม microphage activity เพิ่ม cytotoxicity

ของ macrophage และ NK cell

เพิ่มการสร้าง antibody ของ B cell เป็นต้น

Interleukin (IL)

เป็นสารโปรตีนที่หลั่งมาจาก leucocyte

มีทั้ง IL1, IL2, IL3, IL4

โดย IL1 มีฤทธิ์เพิ่ม proliferation ของ

B lymphocyte กระตุ้น NK cell chemotaxis เป็นต้น

ส่วน IL2 มีฤทธิ์เพิ่ม proliferation

ของ T lymphocyte

กระตุ้นการสร้าง antibody กระตุ้น NK cell เป็นต้น

ความต้านทานโรคที่ต่างกันขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ

กรรมพันธุ์ ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แต่ละคนมีระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับการ

ถ่ายทอดจากพ่อแม่ต่างกัน ฉะนั้นหากพ่อแม่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี

ลูกก็ย่อมจะมี

ภูมิคุ้มกันที่ดีด้วย หากพ่อแม่มี

ภูมิคุ้มกันบางจุดบกพร่อง

ลูกก็อาจได้รับการถ่ายทอดในจุดที่บกพร่องได้เช่นกัน

แต่โดยทั่วๆ ไป

ภูมิคุ้มกันก็จะได้มาตรฐานในระดับหนึ่ง

สุขภาพร่างกาย เมื่อได้รับเชื้อโรค

ร่างกายจะต้องสร้างสารภูมิคุ้มกันได้เร็วและมากพอ

จึงจะกำจัดเชื้อโรคได้

ถ้าร่างกายอ่อนแอก็ทำให้ระบบอ่อนแอไปด้วย

การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ ไม่ค่อยดี

จึงเกิดการเจ็บป่วยขึ้น

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ถึงแม้แต่ละคนจะมีระบบภูมิคุ้มกัน

ที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์มาต่างกัน

แต่ก็สามารถ มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีได้เหมือนกัน

โดยหลักการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันง่ายๆ

มีดังนี้คือ

อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมู่และเพียงพอ

และอาหารที่กินควรมีคุณภาพดี

เช่น สด สะอาด ปนเปื้อนน้อยที่สุด ไม่กินอาหารหมักดอง

อาหารที่ทอดหรือย่างจนไหม้เกรียม

การออกกำลังกายจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

มีการแตกแขนง ของหลอดเลือดในเนื้อเยื่อต่างๆ มากขึ้น

ทำให้เม็ดโลหิตขาวหรือภูมิคุ้มกัน

เข้าสู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ง่าย

เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาก็เข้าไปจัดการได้เร็ว

ทำจิตใจให้เบิกบาน

จิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน
หรือสารสุขในร่างกาย

สารนี้พอหลั่งออกมาทำให้ระบบการทำงานของเซลล์ดีขึ้น

ในทางตรงกันข้ามหากจิตใจห่อเหี่ยวเศร้า เป็นทุกข์

ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์

ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี

ร่างกายอาจเจ็บป่วยได้

สารเอ็นดอร์ฟินจะหลั่งเมื่อจิตใจมีความสุข สงบ เบิกบาน

ฉะนั้นการคิดแต่สิ่งดีๆ

คิดช่วยเหลือผู้อื่น คิดในแง่บวก

ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเช่นกัน

ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางระบบภูมิคุ้มกัน

มาใช้ในการรักษาโรค (immunotherapy)

โดย เฉพาะโรคที่เกี่ยวกับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น

โรคมะเร็ง และโรคเอดส์

การค้นคว้าวิจัยหาสารที่มีฤทธิ์ปรับภาวะภูมิคุ้มกัน

ของร่างกายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สารปรับปรุงภูมิคุ้มกัน (immunomodulators)

คือ สารใดๆ ก็ตามทั้งที่เป็นสารชีวภาพ biological

และไม่ใช่สารชีวภาพที่มีผล

โดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน แบบจำเพาะ

หรือมีผล เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบใดๆ

ของ immunoregulatory network

ทำให้มีผลทางอ้อม

ต่อระบบภูมิคุ้มกันอีกต่อหนึ่ง

สารปรับปรุงภูมิคุ้มกัน มีความสำคัญมากขึ้น

เนื่องมาจากการระบาดของไวรัส HIV

ซึ่งทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

AIDS

aquired immunodeficiency syndrome

เพราะว่า เชื้อ HIV

จะเข้าทำลาย helper T cell

หากจะสรุปประโยชน์ของสารปรับปรุงภูมิคุ้มกันก็คือ

รักษาผู้ป่วยมะเร็ง

เพราะผู้ป่วยมะเร็งทุกคนจะมีความบกพร่อง

ในระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จะมีอัตราการเกิดมะเร็ง

มากกว่าคนปกติถึง 200 เท่า

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ดี

ด้วยสารปรับปรุงภูมิคุ้มกัน

จึงรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ โดยจะไปเพิ่มการตอบสนอง

ของร่างกายโดยตรงต่อเซลล์มะเร็งคือ

จะเพิ่มจำนวนและ

หรือ activator ของ effector cells

หรือไปเพิ่มการหลั่ง mediators เช่น

lymphokines จาก T cell

ใช้รักษาโรค AIDS โดยเชื้อ HIV จะทำลาย

helper T cell

ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็น โรคติดเชื้อ

โรคมะเร็งได้ง่ายกว่าปกติ รุนแรงและรักษายากด้วย

นอกจากนี้เชื้อ HIV ยังทำให้เซลล์ อื่นๆ

ผิดปกติด้วยเช่น NK cell

และการผลิต lymphokines เปลี่ยนแปลง

เป็นยาต้านไวรัส เช่น interferon (IFN)

สามารถป้องกันไม่ให้

uninfected cell ติดเชื้อไวรัส

สารปรับปรุงภูมิคุ้มกันของร่างกายมีหลายชนิด

สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

สารปรับปรุงภูมิคุ้มกันที่เตรียมจากจุลินทรีย์ เช่น

Bacillus Calmette Guerin

(BCG) เป็นวัคซีนกระตุ้น macrophage

ให้ดุร้ายขึ้นและทำลายเชลล์มะเร็งดีขึ้น

-1,3 glucan จากผนังเซลล์

Saccharomyces cerevisiae

จะช่วยกระตุ้น

reticuloendothelial system (RES)

ทำให้มีการสร้าง granulocyte

และ monocyte เพิ่มขึ้น

Corynebacterium parvum,

muramyldipeptide dipeptide,

lentinan เป็นต้น

Thymic Hormones

เช่น thymosins, thymichormone factors

และ hormone-like factors

สารสังเคราะห์ เช่น retinoids, levamisole,

Isoprinosin

Interferons และ interferon inducers

เช่น ไวรัส แบคทีเรีย สารสกัดจากรา เป็นต้น

0000000000000000000000000000000

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

My Diary

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 23-11-2009

รายงานผล CD4 พร้อมถึงปัญหา

 

ที่คุณหมอฝากมาให้ช่วยกันคิดครับ

 

เมื่อวานไปพบคุณหมอมาครับ เพื่อไปฟังผล CD4

 

เลขที่ออก 1113 / 28.9 เปอร์เซนต์ ครับผม

 

คุณหมอบอกว่าสงสัยต้องทำถ้วยให้แล้ว

 

หนึ่งเองก็ดีใจนะที่ผลออกมาได้ระดับนี้

 

เพราะตั้งใจดูแลรักษาสุขภาพ ตัวเอง อย่างดีในช่วง 23 ปี

 

ที่ผ่านการที่ได้รับเชื้อมา

 

ช่างผ่านไปเร็วจริงๆ กับ 23 ปีที่ติดเชื้อ ปัญหาต่างๆ ที่ต่อสู้มา ก็ ดีขึ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเข้าถึงการรักษา

 

การสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน

 

ในสังคมและครอบครับ การเข้าถึงยาของเพื่อนๆ

 

แต่ปัญหา ก็ยังไม่หมดไปซะทีเดียว ยังคง มีปัญหา อยู่

 

แต่น้อยลงกว่าเดิม

 

หนึ่งเองยังคงให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ อยู่เสมอ

 

ปัญหาที่หน้ากลัว คือ ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ส่วนมากเป็นวัยรุ่น

 

ซึ่งจะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป

 

วันนี้ได้คุยกับคุณหมอเรื่องของปัญหา ที่จะเกิดขึ้น

 

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจคุยเท่าไหร่

 

คุยกันไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ คุณหมอก็ถามว่า

 

หนึ่ง รู้ไหมที่โรงพยาบาลไหน รับ ฟอกไตให้กับผู้ติดเชื้อบ้าง

 

เล่นยิงคำถามนี้มา มึนไปเลยครับ บอกตรงๆ นะครับ

 

ไม่ทราบครับ

 

คุณหมอถามทำไมครับ เดี๋ยวผมจะไปหาข้อมูลมาให้

 

ท่านบอกว่า จากการที่ท่านรักษาคนไข้มา

 

ผู้ติดเชื้ออยู่ได้ยาวนานมากขึ้น

 

และจะอยู่ได้จนแก่ แต่ปัญหา ที่ตามมาคือ เรื่องของตับและไต

 

ตับช่างมันก่อน เอาเรื่องไตก่อน ผู้ติดเชื้อ บางส่วน

 

มีปัญหากับผลข้างเคียงของยา

 

ทำให้ไขมันในเลือดสูง

 

และเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน

 

ถ้าเกิด โรคเบาหวาน โรคไตก็จะตามมา

 

เรื่องนี้ฝากให้เป็นการบ้านด้วยนะ ว่าจะ ดำเนินการอย่างไร

 

ต่อไปใน 3-4 ปี ข้างหน้า

 

ถ้ามีผู้ติดเชื้อต้องฟอกไต จะมีที่ไหน รับทำให้

 

และ อีกปัญหา คือ ถ้ามีที่รับฟอกไตให้ผู้ติดเชื้อ

 

จะทำอย่างไรกับเครื่องฟอกไต จะเป็นการรับเชื้อเพิ่ม

 

และเชื้อดื้อยาหรือไม่

 

พอได้ฟังแล้ว เข่าแทบอ่อน เป็นเรื่องใหญ่ที่เดียวที่

 

เราไม่เคยคิดมาก่อน

 

ตอนนี้แค่ คนธรรมดาที่เป็นโรคไต

 

ก็ปัญหาในการได้รับการรักษาอยู่แล้ว

 

แล้ว ผู้ติดเชื้อ จะเหลือหรือนั่น

 

ได้การบ้าน หัวข้อใหญ่มากเลยทีเดียว

 

เอาเป็นว่า ตอนนี้เรา สามารถป้องกันได้

 

คือการออกกำลังกาย

 

ควบคุมอาหาร

 

อย่าให้เบาหวานมาอีกโรค เป็นของแถมเลย

 

คุณหมอ บอกกับหนึ่งเองว่า เบาหวานรักษายากกว่า เฮชไอวีนะ

 

นี่เรื่องจริง

 

หนึ่งก็ได้แต่พูดว่าครับ จะช่วยบอกเพื่อนให้ให้ดูแลรักษาสุขภาพ

 

ให้ห่างไกลจากเบาหวาน และโรคไต

 

เบาหวาน เราก็ควบคุมอาหาร และ ออกกำลังกาย เอานะครับเพื่อนๆ

 

ส่วนเรื่องไต ดูแลได้โดย การ ทานอาหาร อีกเช่นกัน

 

เพื่อนๆ ที่ชอบทานรสเค็มจัดก็ ลดลงบ้างนะ

 

ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ

 

จะถึงวันเอดส์โลกอีกแล้ว จะได้เข้าเฝ้าพระองค์โสมฯ อีกเช่นเคย

 

คงจะนำเรื่องนี้ที่ได้คุยกับคุณหมอเข้ากราบทูลด้วย

 

รักและคิดถึง พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เสมอนะครับ

 

ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

 

000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

 

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ