บนถนนคนติดเชื้อ

0

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 23-12-2009

ตอนที่ 3

 

เมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน ที่เช่า อยู่กับเพื่อน

 

สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ เพื่อนจะรับได้หรือไม่

 

กับการที่ผมติดเชื้อตัวนี้มา

 

เขาทั้ง 2 จะมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

 

สิ่งต่างๆ ที่กังวล ได้ถูกแก้ไข

 

โดย คุณ แม่ ท่านเป็นคนให้ความรู้กับเพื่อนทั้งสอง

 

เป็นโชคดี ของผมที่มีคุณแม่ที่รักผม

 

ท่านอธิบายให้เพือนผมได้เข้าใจ

 

ว่า เราสามารถ อยู่ร่วมกันได้ 

 

แต่ คำว่าเอดส์ เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

 

ยังคงวิ่งวนเวียน อยู่ในสมอง ตลอดเวลา

 

ผมได้ แต่นอนนิ่ง ไม่ทำอะไร ทั้งสิ้น

 

อารการ ไข้ ก็ยังคงมี ผมไม่ยอมทำการรักษาใดๆ

 

อยากนอน อยู่แบบนี้ ให้ มันตายไปจากโลกใบนี้

 

ในสมองถามตัวเอง ว่าไปติดมาจากไหน

 

คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก มันมีหลายเรื่องวิ่งอยู่ในหัวสมอง

 

ทั้งอยากตาย ทั้งสับสน เราจะตายเมือไหร่

 

จะมีชีวิต อยู่ได้นานแค่ไหน และในที่สุดก็ตัดสินใจ

 

ไม่รับรู้อะไร อีก ดีที่สุด นอนแบบนี้ให้ตายไป

 

แต่ด้วยคำพูดของคุณแม่

 

ท่านบอกกับผมว่า ลูกแม่ ลูกต้องสู้นะ

 

ลูกไม่ได้สู้เพือ่ชีวิตเดียว ลูกสู้เพื่อ สองชีวิต

 

ถ้าไม่มีลูก แม่จะ อยู่ได้อย่างไร

 

คำพูดนี้ทำให้ผม รุกขึ้นมาสู้

 

อาหารมื้อแรก หลังจากที่ไม่ได้ กินอะไรมา 10 วัน

 

คือโจ๊ก ที่คุณแม่ซื้อมาให้ ผมรุกขึ้นมากิน จนหมด 

 

ร่างกายค่อยเริ่มมีแรง

 

ผมมองหน้าคุณแม่ และผมสัญญา

 

กับท่านว่าผมจะสู้ครับ สู้เพื่อ สองชีวิต ครับแม่

 

ลูกจะทำให้ดีที่สุด

 

เพื่อลูกจะได้อยู่กับแม่ให้นานที่สุดครับแม่

 

คุณแม่บอกผมว่าท่านจะ เป็นคนพาผมไปหาหมอ

 

ท่านจะหาหมอที่รักษาผมให้ได้

 

ตอนนี้ชีวิตผมฝากไว้ที่คุณแม่

 

เราฝากชีวิตไว้ซึ่งกันและกัน  

 

ผมจึงยอมไปพบคุณหมอคลินิกแห่งหนึ่ง

 

แถวสะพานควาย เมื่อเดินเข้าไป

 

โดยมีคุณแม่เดินเคียงข้างผมอย่างเสมอ

 

ไม่ผิดอย่างที่คุณแม่บอกผมไว้เลย

 

ท่านดูอบอุ่น เป็นกันเอง

 

และไม่รังเกียจผมเลย แม้นแต่น้อย

 

ต่างจากโรงพยาบาลแห่งนั้นที่ไล่ผมออกมา

 

ท่านตรวจดูร่างกายผมโดยที่ไม่ใส่ถุงมือ

 

ผมมีต่อมน้ำเหลือโตหลายแห่ง ท่านบอกผมเช่นนั้น

 

ดูแลตัวเองให้ดีๆ

 

เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกเป็น 10 ปี

 

ทำตามนี้นะ

 

1.ไม่รับเชื้อเพิ่ม

 

2.ทานอาหารที่มีประโยชน์

 

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

4.ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่

 

5.ทำจิตใจให้สบาย

 

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ผมรับปากท่าน ว่า ครับผมจะทำให้ได้

 

แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะ ข้อ 5 และ 6

 

ทำจิตใจให้สบาย โดย ที่ผมรู้ว่าเอดส์เป็นแล้วตาย

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ผมจะหลับลงได้อย่างไร

 

ในเมื่อ ผมยังคงคิดอยู่ว่าผมจะตายเมื่อไหร่

 

แต่อย่างน้อย วันนี้ผมก็ได้พบทางออก

 

ผมก้าวออกมาจากที่มืดแล้ว

 

ถึงแสงสว่างนั้นจะเล็กเท่าปลายไม้ขีดก็ยังดีกว่าไม่มี

 

ผมพร้อมที่จะสู้ต่อไป

 

คุณหมอจึงนัดผมให้ไปพบที่โรงพยาบาล

 

เพื่อตรวจหา CD4 ต่อไป

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

ไซนัสอักเสบ

0

Posted by ittirak | Posted in โรคแทรกซ้อนต่างๆ | Posted on 17-12-2009

ไซนัสอักเสบ

แพทย์ทั่ว ๆ ไป มักพบเสมอว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศรีษะ

จะมาบอก แพทย์ว่า กลัวจะเป็นโรค “ไซนัส”

ซึ่ง เขาหมายถึง “ไซนัสอักเสบ” ทั้ง ๆ

ที่ยังไม่เคยทราบเลยว่า “ไซนัส” คืออะไร ในความเป็นจริง

อาการปวดศรีษะเป็นแต่เพียง อาการอย่างหนึ่งที่อาจพบได้

ในโรคไซนัสอักเสบ และพบในระยะเฉียบพลัน

มากกว่าระยะเรื้อรัง

ไซนัส หมายถึงโพรงหรือช่องอากาศ

ที่อยู่ในกระดูกของหน้ามีทางติดต่อกับช่องจมูก

เรียกว่ารูเปิดของไซนัส โดยทั่ว ๆ ไปในคนมี

ไซนัสอยู่ 4 คู่คือ

1.Maxillary sinus มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่แก้มทั้ง 2 ข้าง

2.Frontal sinus อยู่ที่หัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง

ในบางรายพบว่ามีเพียงช่องเดียวหรือไม่มีเลย บางรายก็มีถึง 3 ช่อง

3.Ethmoidal sinus อยู่ที่ซอกตาระหว่างกระบอกตา

และจมูกเป็นช่องเล็ก ๆ

ติดต่อกันอยู่มีข้างละประมาณ 2-10 ช่อง

4.Sphenoidal sinus อยู่ที่หลังจมูกด้านบนสุด

ติดกับฐานของสมอง

ไซนัสอักเสบ Sinusitis ชนิดเฉียบพลัน

สาเหตุ

1.สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยไม่ดี เช่นภูมิต้านทานต่ำ

โดยมีโรคอื่นเป็นพื้นฐานได้แก่ โรคเลือด, เบาหวาน,

โรคภูมิแพ้, วัณโรค โรคขาดสารอาหาร,

ภาวะที่ร่างกายตรากตรำมากเกินไป,ทำงานหนักเกินไป,

นอนไม่หลับ, การกระทบกับการเปลี่ยนแปลง

ของอากาศอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะความเย็นจัด

ถูกฝุ่นละออง และควันบุหรี่จำนวนมาก

สูดดมสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง เป็นต้น

2.สภาพของจมูกที่ช่วยส่งเสริมให้เป็นโรคนี้ง่าย

เช่น มีการอักเสบในจมูกหรือไซนัส

อันใดอันหนึ่งมาก่อน มีเนื้องอกในจมูก แผ่นกั้นช่องจมูกคด

ส่วนโครงสร้างภายในจมูกเบียดบังรูเปิดของไซนัส

ทำให้อากาศถ่ายเทไม่ดี มีการแตกหักของกระดูกไซนัส เป็นต้น

3.สาเหตุโดยตรง ได้แก่

3.1 โรคที่มีอาการนำทางจมูก เช่น ไข้หวัด,ไข้หวัดใหญ่,

หัด, คางทูม ไอกรนและอื่น ๆ

3.2 ฟันผุและการถอนฟัน โดยเฉพาะฟันบน

เชื้ออาจมาจากรากฟันซี่บนซึ่งอยู่ติดกับโพรงไซนัสดูใหญ่สุด

จะเป็นให้ไซนัสที่แก้มข้างนั้นอักเสบได้

3.3การสั่งน้ำมูกแรง ๆ จามมาก ๆ อย่างรุนแรง

การใส่ยาในจมูก และการดำน้ำ พาให้เชื้อโรคเข้าสู่ไซนัสได้ง่ายขึ้น

อาการอาจมีประวัติเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล

เจ็บคอ มาก่อน หรือาจมีประวัติฟันผุ

ถอนฟันนำมาก่อนก็ได้

1.ไข้ไม่สูงมาก ประมาณ 38 ํ – 39 ํซ. อ่อนเพลีย

ปวดเมื่อยตัว และ ปวดศรีษะ บริเวณขมับ,ท้าทอย

หรือปวดทั่วศรีษะ

2.ปวดบริเวณหน้า หรือกระบอกตาวันแรก ๆ

มักปวดทั่ว ๆ ไป อาจปวดทั่วศรีษะจนบอกไม่ถูกว่าปวด บริเวณไหน

หลังจากวันที่ 2 จะปวดเฉพาะบริเวณไซนัส

ที่เป็น เช่น ปวดที่แก้ม ที่ซอกตา ที่หัวคิ้วและกลางศรีษะ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดร้าวไปตาม

อวัยวะใกล้เคียง เช่น ฟันบน ขมับ หน้าผาก

กระบอกตาท้ายทอย หูและกลางกระหม่อม

3.อาการคัดจมูก, จาม, น้ำมูกไหล ส่วนมาก

มีมาก่อน เนื่องจากเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ

นำมา แต่ใน บางรายที่เป็นไซนัสอักเสบ

โดยตรง อาจมีอาการในวันที่ 2 – 3 ไปแล้วก็ได้

ถ้ามีโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยจะมี อาการรุนแรงมากขึ้น

การอักเสบติดเชื้อหนอง จะทำให้มีน้ำมูกข้น สีเขียว หรือเหลือง

ระยะนี้เสียงผู้ป่วยมักมีลักษณะตื้อ ๆ ไม่กังวาน

4.อาการในคอ เช่น เจ็บคอ มีเสมหะในคอ

คอแห้ง ระคายคอ

5.อาการไอ เนื่องจากเสมหะที่ไหลลงคอ

ไปรบกวน ทำให้ไอ หรือบาง

ครั้งมีโรคหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนขึ้น

6.อาการทางหู อาจมีอาการ หูอื้อปวดหู

เนื่องจากท่อระบายอากาศของหูชั้นกลาง ถูกอุดตันโดยเสมหะ

หรือการบวมหรือบางครั้งมีเนื้องอก

อยู่ด้านหลังจมูกร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมี

เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลาง ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

การตรวจโดยแพทย์

1.การตรวจด้านหน้าของจมูก

แพทย์ใช้ไฟส่องเข้าในจมูก ซึ่งถ่างด้วยเครื่องถ่างจมูก

เพื่อดูว่ามีการบวม, หนอง, เนื้องอก,

หรือการผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่

2.การตรวจด้านหลังของจมูก ใช้ไม้กดลิ้นและกระจกเล็ก ๆ

ลนไฟส่องในคอด้านหลัง ช่องปาก

3.ตรวจหาที่เจ็บบริเวณหน้า และไซนัส

4.ตรวจด้วย เอกซ์เรย์ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงภายในไซนัส

การรักษา

ส่วนมากเป็นการรักษาด้วยยารับประทาน

ไม่นิยมให้ยาหยอดจมูก

ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ

และรับประทานยาสม่ำเสมอ มักหายได้ง่าย ในระยะนี้

ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ คือยาปฏิชีวนะ

และยาที่รักษาตามอาการ

หลักที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติ

1.พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอน

ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ควรอดนอน

2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและถูกสุขลักษณะ

ไม่มากหรือน้อยเกินไป

3.ดื่มน้ำตามสมควรในผู้ใหญ่ประมาณ

วันละ 8-10 แก้ว ในฤดูหนาว

ในจังหวัดทางภาคเหนือ ควร ดื่มน้ำอุ่นจัด ๆ

4.รักษาร่างกายให้อบอุ่นตามสมควร

การใส่เสื้อกันความหนาวนั้น ควรใส่ให้หนา

จนมือและเท้าของ ผู้ป่วยอุ่นขึ้น

บางครั้งต้องใส่หมวก และถุงเท้าด้วย

5.การทำงานที่ไม่ได้ออกกำลังมาก

และไม่เครียดมาก พอทำได้ ไม่ถึงกับต้องหยุดทำงาน

นอกจากใน รายที่อาการ รุนแรงมาก

6.การใช้น้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวด

อาจช่วยลดอาการปวดลงได้บ้าง

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

7.หลักเลี่ยงการกระทบอากาศเย็นจัด

หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไซนัสอักเสบชนิดเรื้อรัง

ประวัติ การป่วย มักเป็นนาน หลายๆ เดือน

หรือเป็นปี หรือหลายๆ ปี

เนื่องจากโรคไซนัสอักเสบ มักไม่มีอันตราย

ที่รุนแรง นอกจากผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอมาก ๆ

หรือมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงอยู่เท่านั้น บางรายอาจมี

อาการเฉียบพลันเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ก็ได้

อาการของไซนัสอักเสบเรื้อรัง

อาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง บางอย่าง

หรือทุกอย่างดังต่อไปนี้

1.อาการทางจมูก ได้แก่ คัดจมูกน้ำมูกไหล,จาม,

เวลาพูดมีเสียงตื้อ ๆ ไม่กังวาน น้ำมูก

อาจมีทั้งใส หรือขุ่น สีขาว, เขียว,เหลืองก็ได้

บางรายมีกลิ่นเหม็น

การได้กลิ่นอาจผิดปกติ เช่น ไม่ค่อยรู้สึกกลิ่น

หรือมีกลิ่นมากไป ในเด็กที่มีน้ำมูกข้นนานเป็นเดือน

มักมีสาเหตุจากไซนัสอักเสบ

2.แน่นหรือไม่สบาย บริเวณหน้าหรือไซนัสที่เป็น

3.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

โดยเฉพาะในระยะที่ยังไม่เรื้อรังมาก

ประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน

4.ไอ อาจมีเสมหะหรือไม่มี แต่ส่วนมากจะมี

5.อาการทางหู แน่นหู หูอื้อ ปวดหู หรือมีเสียงรบกวนในหู

6.อาการปวดศรีษะอาจมีได้ในบางราย

มักปวดในระยะหลังตื่นนอนเช้า

หายไปตอนบ่าย ๆ

7.มีประวัติโรคภูมิแพ้ ฟันผุ

หรือประวัติการเป้นอย่างเฉียบพลันมา

ก่อน หรือมีเนื้องอกในจมูก

การตรวจ

เช่นเดียวกับในรายที่เป็นเฉียบพลัน

การรักษา แบ่งเป็น

1.การใช้ยา เช่นเดียวกับในรายที่เป็นชนิดเฉียบพลัน

2.การล้างไซนัส เมื่อมีประวัติเป็นนานเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป

และการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล มีวิธีล้าง 2 วิธี

2.1ใช้เครื่องดูดเสมหะ มักใช้ในเด็ก

โดยทำในท่านอนให้เด็กนอนแหงนหน้ามาก ๆ

และหายใจทางปากใส่ น้ำยาที่ใช้ล้าง

(น้ำเกลือผสมยาลดการบวมของเยื่อจมูกและไซนัส)

บางครั้งผู้ป่วยจะถูกขอร้องให้พูดคำว่า

” เค…เค” เพื่อให้การดูดได้ผลดีขึ้น

2.2การล้างโดยตรง ในไซนัสอาจใช้การเจาะผนังไซนัส

ผ่านทางจมูก ผ่านรูเปิดธรรมชาติของไซนัสทำมาก

และสะดวก สำหรับไซนัสบริเวณแก้ม

ส่วนไซนัสที่หัวคิ้วและหลังจมูก ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับไซนัสที่ ซอกตาไม่อาจล้างวิธีนี้ได้

3.การผ่าตัด แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่า

เมื่อไหร่ควรจะรักษาด้วย

การผ่าตัด ซึ่งหมายความว่าได้ผ่านการรักษา

ชั้นที่ 1 และ 2 มากแล้ว หรืออาจเป็นมานาน

จนแพทย์ตรวจพบว่าไม่อาจรักษาให้หายได้

ด้วยวิธีข้างต้น

การผ่าตัดนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

3.1 แก้ไขสิ่งกีดขวางในจมูกที่ทำให้อากาศถ่ายเท

ระหว่างจมูก, แผ่นกั้นช่องจมูกคดและอื่น ๆ

3.2 นำเนื้อเยื่อที่เป็นโรคไม่อาจหายเป็นปกติได้

ออกจากไซนัสให้หมด

3.3 ทำการถ่ายเทอากาศและหนองในไซนัส

ให้ดีไม่มีการอุดตันของไซนัส

ปัญหาของผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง

หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้ว

ส่วนมาก็จะหายจากโรคนี้แต่บางครั้งก็พบว่าผู้ป่วย

ยังไม่หายจากอาการที่เคย เป็น เช่นอาจมีน้ำมูก

หรือเสมหะลงคออยู่เรื่อย ๆ จามและคัดจมูก เป็นต้น

ทั้งนี้อาจมีสาเหตุอีกหลายอย่าง เช่น

1.การผ่าตัดไม่ได้ทำหมดทุกไซนัส

เราทราบแล้วว่ามีอยู่ทั้งหมด 4 คู่

แต่แทพย์ มักทำผ่าตัดคู่ที่เป็นมาก ที่สุด ก่อนเสมอ

ถ้ายังมีปัญหาอยู่ก็ต้องปรึกษาแพทย์ต่อไปอาจจะต้องทำผ่าตัด

ไซนัสอื่นเพิ่มเติม

2.ผู้ป่วยมีโรคภูมิแพ้เป็นประจำอยู่ แม้ว่าจะรักษาโรคไซนัสอักเสบ

จากการติดเชื้อ หายไปแล้ว แต่โรคภูมิแพ้

ก็ยังคงทำให้มีอาการคล้ายกันได้

จำเป็นต้องรักษาโรคภูมิแพ้ต่อไป

โรคภูมิแพ้นี้ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้

เพียงแต่ทำให้อาการเบาบางลง โดยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้

รับประทานยาแก้แพ้,

ฉีดวัคซีนเพื่อลดความไวของโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

3.อาจมีการเกิดซ้ำของโรคหลังจากผ่าตัด

เพราะเนื้อเยื่อภายในจมูก

และไซนัสระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ ยังมีความอ่อนแออยู่

4.มีโรคประจำตัวอย่างอื่น เช่น เบาหวาน,

วัณโรค, โรคของต่อมไธรอยด์ เป็นต้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

หรือป้องกันการเกิดซ้ำของโรค

ควรปฏิบัติให้ถูกต้องคือ

1.หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำลายสุขภาพ

ตามสาเหตุข้อ 1 หรือแก้ไขโรคประจำตัวที่มีอยู่

เมื่อมีความผิดปกติในจมูกควรปรึกษาแพทย์

เพื่อแก้ไข ควรงดการว่ายน้ำดำน้ำ

เมื่อเป็นหวัด หรือโรคภูมิแพ้ของจมูก

2.รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในฤดูหนาว

3.ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงทุกวัน

4.หลีกเลี่ยงจากสิ่งมีพิษในอากาศ เช่น

ฝุ่นละออง, สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง,ควันบุหรี่,

ทินเนอร์ผสมสี เป็นต้น

5.เมื่อเป็นหวัดอย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 สัปดาห์

ควรรีบปรึกษาแพทย์

6.ในกรณีที่มีฟันผุ โดยเฉพาะฟันบน

พึงระวังว่าจะมีโอกาสติดเชื้อเข้าสู่ไซนัสได้

7.รักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ

8.ออกกำลังกายพอสมควรโดยสม่ำเสมอ

9.รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วน

และไม่มาก หรือน้อยเกินไป

10.ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่ ควรได้รับการรักษาแพทย์โดยสม่ำเสมอ

 

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

บนถนนคนติดเชื้อ

0

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 08-12-2009

ตอนที่ 2

 

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้าพบคุณหมอ ซึ่งผมได้เจอท่านมาแล้ว

 

2 ครั้ง ที่คลีนิก แห่งหนึ่ง แถวสะพานควาย

 

จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับท่าน ผมเดินเข้าด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง

 

กันโดยสิ้นเชิง จากความรู้สึกกลัว เมื่อนั่งอยู่ด้านนอกนั้น

 

ตอนนี้ กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก

 

ท่านถามว่าเป็นไงแข็งแรงดีขึ้นหรือไม่ 

 

ครับผมแข็งแรงขึ้น เพราะผมได้เปลี่ยนตัวเองทั้งหมดเลยครับ

 

เลิกดื่มเหล้า หันกับมาออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

ส่วนเรื่อง นอนหลับพักผ่อน ยังไม่เพียงพอเช่นเดิมครับคุณหมอ

 

เพราะ ผมยังกลัวตายอยู่  เพราะเอดส์เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา

 

จึงคิดไปต่างๆ นาๆ ตามที่ได้ รับรู้ข้อความเกี่ยวกับโรคนี้

 

เพราะสิ่งที่เขียนมาทั้งหมด มันเกิดขึ้นมาในปี 2529

 

คุณหมอ บอกว่า เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน วันนี้มาคุยเรื่อง

 

การตรวจดู CD4 นะ ท่านอธิบายว่า คนปกติธรรมดา

 

จะมีจำนวน CD4 อยู่ประมาณ 500 ขึ้นไป ถ้า ของเราเท่าไหร่

 

จะได้รู้กัน อีก 3 เดือนข้างหน้า วันนี้มาเจาะเลือดก่อนนะ

 

ครับคุณหมอ ผมมองท่าน ได้เห็นรอยยิ้ม ที่ เมตตาอย่างยิ่ง

 

ท่านทำทุกอย่างออกมาจากหัวใจ มิได้เสแสร้งแกล้งทำแม้นแต่อย่างใด

 

ทำให้ผม อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก มันต่างกันราวฟ้ากับดิน

 

อีก 3 เดือนเจอกันนะครับ ผมฟังผล CD4 ตอนนี้

 

ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีๆ มีอะไร หรือไม่สบายไปหาหมอได้

 

ที่ คลินิกนะครับ พร้อมกอดคอผม น้ำตา ผมไหลออกมา

 

นี่แหละ ผมได้เจอพ่อพระแล้ว ท่านไม่ได้ รังเกลียดผมเลย

 

ซึ่งต่างกับ หมอที่ผมเจอในครั้งแรกตอนที่ผมได้รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ

 

ไหนๆ ก็ คุยมาถึงตรงนี้แล้ว มาย้อนกลับไปดีกว่า

 

ผมรู้ว่าตัวเองติดเชื้อได้อย่างไร ผม ป่วยไม่สบายหลายครั้ง

 

พอเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อหาย ผมก็กลับออกมา

 

ทำตัวเหมือนเดิมดื่มเหล้า นอนหลับไม่พียงพอ แล้วผมก็ป่วย

 

กลับ เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก เป็นอยู่หลายครั้ง

 

จนคุณหมอ และ คุณแม่  งงไปหมดว่าผมเป็นอะไร เพราะ

 

หมอได้ตรวจหมดทุกอย่างแล้ว ไม่เจอโรคอะไรที่ร้ายแรง

 

คุณแม่จึงตัดสิ้นใจ บอกคุณหมอโดยที่ผมไม่รู้เลย ว่า

 

เลือดที่กำลังโดนเจาะ อยู่ตอนนี้ จะนำไปตรวจหาโรคเอดส์

 

สมัยนั้น ยังเรียกแบบนี้ เช้าอีกวัน ช่างเป็นวันที่แสนอบอุ่นจัง

 

คุณพ่อ และ ญาติทางคุณพ่อมาเยี่ยมกันเพียบ

 

หูย ไม่เจอกับแบบนี้มนานและ แต่ผมว่ามีอะไร แปลกๆ นะ

 

เพราะ การมาเยี่ยมของทุกคนแลดูเศร้าๆ แม่เลี้ยงผม ร้องไห้ด้วย

 

อะไรหว่า มันเกิดอะไรขึ้นครับ ทุกคน อยู่ห่างผม ตอนนั้นรู้สึกแปลก

 

แต่ไม่คิดเลยว่าผมจะติดเชื้อ  พอทุกคนกลับไปหมด

 

คุณหมอได้เข้ามายืนห่างๆ และบอกผมว่า ทำใจดีๆ นะ

 

ผมมีเรื่องจะบอก ผลตรวจเลือดออกมาคุณติดเชื้อเอดส์

 

ผมย้ำถามว่าอีกครั้ง อะไรนะครับคุณหมอ คำตอบที่ได้ เหมือนเดิม

 

เหมือนรถบรรทุก 50 คันวิ่งเข้าชน มึนตรึบ งง สับสน

 

สมองคิดอะไรไม่ออก  นึกได้สิ่งแรกคือ คุณแม่

 

เสียงแรกที่ออกจากปากผม คือ คุณหมอครับ แม่ผมรู้หรือยัง

 

ทุกคนรู้หมดแล้ว เพราะคุณแม่ สั่งให้หมอตรวจหาเชื้อตัวนี้เอง

 

ครับ คำตอบสั้นๆ จากปากผม แต่สิ่งที่ออกมาจากปากหมอซิครับ

 

เหมือนรถบรรทุก 50 คัน เมื่อกี้ เททรายทับตัวผม พร้อมกัน

 

ผมขอให้คุณ ย้ายออกจากโรงพยาบาลนี้ ภายใน ครึ่งชั่วโมง

 

เพราะที่โรงพยาบาลนี้ไม่รับรักษาผู้ป่วยเอดส์

 

ผมมองหน้าท่าน อย่าอ้อนวอน คุณหมอครับ

 

ผมยัง ป่วย มีไข้ น้ำเกลือก็ยังต้องให้ ผมจะออกไปรักษาที่ไหน

 

ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ มีแต่นรก ที่อยู่ในใจผมตอนนี้

 

พยาบาล ขอบัตรประชาชนผมไป

 

ผมมารู้ภายหลังว่า ไม่ว่าสถานพยาบาลใด ที่ตรวจพบผู้ป่วยเอดส์

 

ให้รายงาน เข้าไปที่กระทรวง ทุกราย

 

เรื่องนี้ เดี๋ยวเอาไว้ เล่าให้ฟังใน ครั้งต่อๆ ไปนะครับ

 

ความเงียบ กลับเข้ามาอีกครั้ง ผมนอน นิ่งอยู่แบบนั้น จน

 

มีเสียงเปิดประตู ในใจคิดว่าคงเป็นคุณแม่ แต่ไม่ใช่

 

เป็นพยาบาลใส่ชุดอวกาศ เหอๆ เดินเข้ามาถอดสายน้ำเกลือ

 

พร้อมคืนบัตรประชาชน ผมหน้ารังเกลียด ขนาดนั้นเชียวหรือ

 

อะไรมากมายหลายสิ่ง ประดังเข้ามาในหัวสมอง สิ่งที่คิดออกคือ

 

โทรหาคุณแม่ก่อน ดีที่สุด หลังจากได้คุยกับคุณแม่

 

ท่านบอกให้ผมรอ ท่านกำลังเกิดนทางมา รับผมที่โรงพยาบาล

 

เมื่อวางสาย คำถามมากมาย วิ่งเข้ามา  ในสมอง

 

ผมจะตายเมื่อไหร่ จะอยู่ได้นานแค่ไหน

 

ผมจะไปรักษาตัวที่ไหน กลับไปที่บ้าน ที่ผมเช่าอยู่กับเพื่อน

 

เพื่อนๆ จะรับได้ไหม ผมจะโดนไล่ออกจากบ้านเช่าเหมือนกับที่โดน

 

โรงพยาบาลไล่ไหม เสียงเปิดประตู ดังขึ้นอีกครั้ง คุณแม่ที่ผมรัก

 

เดิมเข้ามากอดผม ผมร้องไห้ น้ำตาไหล ท่านบอกว่า ไปลูก

 

แม่จะไม่ยอมให้ลูก เป็นอะไร แม่จะ หา ทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกหายนะ

 

ตอนนี้เรากับบ้านกันก่อน ลูกต้องสู้นะ แม่จะ อยู่ข้างๆ

 

เป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ ลูกรักของแม่ ครับผมก็รักแม่มากครับ

 

คุณแม่ก็พาผมออกจากโรงพยาบาลนั้นกลับไปที่บ้านเช่า

 

วันนี้เอาแค่นี้นะครับ โปรดติดตาม ตอนต่อไป

 

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ

บนถนนคนติดเชื้อ

0

Posted by ittirak | Posted in บนถนนคนติดเชื้อ | Posted on 02-12-2009

ตอนที่ 1

 

วันนี้ อยากจะเขียนเรื่อง ประวัติที่ผ่านมา ของตัวเอง

 

ตอนแรกๆ ที่บุกเบิด ชมรมแรกของผู้ติดเชื้อในประเทศไทยนั้น

 

ยาก แสน ยาก เพราะ ผู้ติดเชื้อ มาหาหมอ ยังไม่เปิดเผย ตัวเอง

 

ทุกคนที่มาหา คุณหมอตามนัด จะมีหนังสือพิมพ์ คนละ 1 เล่น

 

เอามานั่งอ่าน แต่ที่จริงแล้ว ไม่ได้อ่านเลย

 

เอามาปกปิดใบหน้าตัวเองก็ว่าได้

 

ผมเองก็เช่นกัน  ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นตึกอนันต์ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

 

แต่ละครั้ง คนไข้ยังไม่เยอะ แค่ไม่ถึง 10 คน  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

การที่ผมได้พบคุณหมอท่านนี้ ถือว่าเป็น ผลบุญ ที่คุณแม่ท่าน นำผมมา

 

เพราะถ้าคุณแม่เป็นผู้ ค้นหา ว่าจะให้ผมได้รับการรักษาที่ไหน

 

ผมคงนอน  นอน และ นอน อยู่แบบนั้น

 

มาถึงตอนนี้ บุญคุณของคุณแม่ หาอะไร มาทดแทนไม่เลยเลยทีเดียว

 

ผมได้เริ่มรู้จักว่า ผู้ติดเชื้อ ต้อง ดูแลตนเองอย่างไร เมื่อได้พบคุณหมอท่านนี้

 

ครั้งแรกที่ คลินิก แห่งหนึ่งแถวสะพานควาย วันนั้นผมได้รู้ว่า

 

1.ห้ามรับเชื้อเพิ่ม

 

2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

4.ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่

 

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

6.ทำจิตใจให้สบาย

 

อ่านดูแล้วง่าย จังนะครับ แต่ ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นเลย

 

ข้อที่อยากที่สุดคือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

และทำจิตใจให้สบาย  จะง่ายได้อย่างไร เพราะ ตอนนั้นยังไม่มียารักษา

 

เอดส์เป็นแล้วตายเท่านั้น ผมคงต้องรอความตายต่อไป

 

หลังจาก ได้คำแนะนำจากคุณหมอ ว่า การดำเนินโรคจะเป็นเช่นไร

 

ท่านบอกกับผมว่า ผมยังสามารถ มีชีวิตอยู่ได้อีกนาน

 

ถ้าผมดูแลตนเองดีๆ อย่างที่ท่านบอกไว้

 

และ ให้ผมไป พบท่านที่ โรงพยาบาล ผม มองหน้าคุณแม่

 

และตอบตกลงครับผมจะไปครับ 

 

เพราะอะไร ตอนนั้นไม่มีใครรู้ดีเท่าผม

 

เพราะว่า ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด

 

เพือได้อยู่กับคุณแม่ที่ผมแสนรัก นั่นเอง

 

ผมจึงพยามทำทุกอย่าง ที่จะ ดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ ในได้นานที่สุด

 

นอนไม่หลับ ก็ นอนเข้าสมาธิเอา เมื่อจิต ไปคิดเรื่องความตาย

 

ก็ หัน ความสนใจไป หาสิ่งอื่นทำ

 

เพื่อ ไม่ให้ตัวเอง อยู่กับความคิดของตัวเอง

 

เรียกว่าหนีความจริงก็ว่าได้ เพราะ มันยังไม่มียารักษานี่ เห้อ

 

เอาเป็นว่า มัน ทรมาน อย่างแสนสาหัสเลยก็ว่าได้

 

แต่อะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่า กำลังใจ ที่เราจะต่อสู้

 

เพื่อที่จะได้อยู่กับคุณแม่ 

 

และผมก็ ตกลงไปตามที่คุณหมอ นัด

 

และผมจะได้รู้ ว่าจำนวน  CD4 ของผม มีเท่าไหร่

 

จากความรู้ที่ได้จากคุณหมอ ในคนปกติธรรมดา

 

จะมีจำนวน CD4 อยู่ที่ 500 ขึ้นไป ผมเองก็ อยากรู้ว่าตัวเองมีเท่าไหร่

 

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผม มานั่งอยู่ตรงนี้ พร้อมหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ

 

เอาไว้ ปกปิด ใบหน้าของตนเอง

 

วันนี้ เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วจะ เข้ามาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ

 

ก็ เรื่องมัน ผ่านมา 23 ปีเต็มๆ

 

ขอเวลา ทบทวนความจำหน่อย แล้วกันนะครับ

 

0000000000000000000000000000000

 

โทร.มาปรึกษา หนึ่งได้ นะครับที่

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ