วิตามิน บี รวม คืออะไร?

0

Posted by ittirak | Posted in วิตามินต่างๆ | Posted on 18-03-2010

วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท

 

 และความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ

 

 ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2,

 

ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12,

 

โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน

 

วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับ

 

การบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ

 

และยังมี ประโยชน์อย่างมาก

 

ในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท

 

ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน

 

ทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

  

วิตามิน บี 1ไธอะมีน

 

มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท

  

และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท

 

อาการรู้สึกสับสน

  

เป็นอาการของ การขาดวิตามิน บี1

  

วิตามิน บี 2 ไรไบฟลาวิน

 

ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัย สำคัญ

 

ของการหายใจระดับเซลล์

 

ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ

 

มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ

  

วิตามิน บี 3 ไนอะซิน

 

เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมี

 

มากกว่า 50 ปฏิกิริยา

 

ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า

  

ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด

 

บรรเทาอาการปวดไมเกรน

 

ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ

  

จำเป็นต้องได้ รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ

  

วิตามิน บี 5 แพนโทธีนิก แอซิด

 

เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็น

  

ต่อปฏิกิริยาชีวเคมี

 

ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมน

 

ของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด

  

วิตามิน บี 6 ไพริดอกซิน

 

มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง

  

ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง

 

ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย

 

การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน

 

การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

 

วิตามิน บี 12 ไซอะโนโคบาลามิน

 

มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ

 

ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท

 

ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท โฟลิก แอซิด

 

ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12

 

ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง

 

หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ

 

อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท

 

โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน

 

ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาท

 

ที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ

 

ไอโนซิทอล ช่วยใน

 

ปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  

ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด

 

ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง

  

ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต

 

และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย

 

รับประทานอาหารอะไรจึงจะได้วิตามินบีข้าวซ้อมมือ

 

หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว

  

และยีสต์ เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)

  

หัวใจวัว, ไตวัว น้ำนม นมเปรี้ยว

 

(โยเกิร์ต) ผักใบเขียว และ ปลา, เนื้อกระต่าย, ไก่งวง,

 

ไก่เนื้อ ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด

 

เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์วิตามิน บี

 

แม้จะพบมากในข้าว

 

แต่ปัจจุบันข้าวที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ

 

มักเป็นข้าวที่ถูกขัด จนขาวไม่มี วิตามิน บี เหลืออยู่

 

ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำ

 

จึงทำให้วิตามินบี

 

ที่มีอยู่ในร่างกายถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว

 

ดังนั้นในวัยที่ต้องใช้สมอง

 

มากเป็นพิเศษจึงควรเอาใจใส่

 

ในเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา

 

การรับประทานข้าวกล้อง

 

และน้ำตาลทรายที่ไม่ขัดสี

 

จะช่วยเพิ่มวิตามินบี ให้แก่ชีวิตประจำวันได้

 

ข้อมูลจาก : เอกสารทางการแพทย์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์

 

หวังว่าคงมีประโบชน์ กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ

*********************************

 

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

 

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 11-03-2010

กระทรวงสาธารณสุขไทย

พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยา

เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร

เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่

หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม

เพราะได้ผลดีมาก

ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97

จากกรณีองค์การอนามัยโลก

ได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ

ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส สตาวูดีน Stavudine : d4T

ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้

รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท

โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ

ซิโดวูดีน Zidovudine : AZT หรือทินอฟโฟเวียร์ Tenofovir

ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์

เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น

ตั้งแต่ค่าซีดีโฟร์ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี

ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

แทนคำแนะนำเดิม

ที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี

ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว

การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

อายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์

แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์

และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี

โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย

ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง

และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข

กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก

ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัส

ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสม

ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน

และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย

เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคม

และสวัสดิการข้าราชการ

คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน

โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน

โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้

ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า

ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐาน

ให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ จีพีโอเวียร์

GPO-VIR ประกอบด้วย สตาวูดีน+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และสูตรที่ 2 คือจีพีโอเวียร์ ซี GPO-VIR Z

ประกอบด้วย ซิโดวูดีนหรือเอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้

ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา

จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือซีดีโฟร์

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย

จากการประเมินพบว่าได้ผลดี

การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับ

เริ่มการให้ยาจากเดิม

ที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซี

เป็น 350 เซลล์ต่อซีซี

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย

กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้

เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด

เนื่องจากต้องรอความเห็น

จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน

ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

กรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัส

แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7

ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน

โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

ตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น

ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ เอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ เอแซดที+เนวิราพีน

ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51

โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม

เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก

สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97

มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9

หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540

อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33

นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า

การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม

คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด

โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กัน

ตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็ก

เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน

ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท

ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่ง

ใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ

ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข

ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัว

คือ เอแซดที+ลามิวูดีน+โลพินาเวียร์

เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น

นายแพทย์สมยศกล่าวว่า

การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว

จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้ยา

ที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม

ตับอักเสบ และอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ

จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ

ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์

และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม

โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด

เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ

นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

ที่มา:กระทรวงสาธารณสุข

 

**********************************

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 06-03-2010

ยาต้านไวรัส เราควรใช้เมื่อไหร่

เมื่อเราได้เราเชื้อไวรัส HIV มีเพื่อนๆ หลายคนคิดว่า

เราต้องเริ่มยาต้านไวรัสเลย ต้องคุยกันตรงนี้ว่า

การที่เราจะเริ่มใช้ยาต้านไวรัสนั้น เราจะเริ่มใช้ยาต้านเมื่อ

ระดับของจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200

ในเมื่องไทย เรากำหนดไว้เช่นนั้น

(ตอนนี้บางโรงพยาบาล เริ่ม จ่าย ยาต้าน เมื่อ จำนวน ซีดีโฟ 350

เพราะเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ให้ได้รับยาเร็วขึ้น

เพื่อหลีกเลี่ยงจากการมีโรคแทรกซ้อน)

แต่มีบางราย ที่ อาจจะต้องเริ่มยาต้านไวรัสก่อน

ที่จำนวน CD 4 จะต่ำกว่า 200

เช่น ผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ตุ่มคัน พีพีอี

หรือ อาหารทางผิวหนัง โรคปอดอักเสบจาก

พีซีพี หรือจำนวนของ CD4 เปอร์เซนต์น้อย

พร้อมมีการสัมพันธ์ กับโรคแทรกซ้อนต่างๆ

หรือมีเปอร์เซนต์ CD4ต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์

ส่วน ผู้ติดเชื้อที่มีการตรวจ ดู ระดับ CD4

ที่มีจำนวน CD4 มากว่า 250

การแพทย์ในทางเมื่อไทยจะถือว่ายังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส

ในกลุ่มนี้ สามารถดูแลตัวเอง ให้ดีๆ ต่อไป

ถ้าจำนวน CD4 ยังคงเพิ่มขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ

ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัส บางคนถามว่า

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ำนวน CD4 ถึงจะต่ำลง จนถึงเวลา รับยาต้านไวรัส

อันนี้คงบอกได้ลำบาก พอสมควร

เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน

การดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละคนก็ต่างกัน

เมือได้รับยาต้านไวรัส ให้กินยา ทุก 12 ชั่วโมง

กินให้ตรงเวลา ดีที่สุด เช่น 9 โมง เช้า กับ 3 ทุ่ม เป็นต้น

การกินยาต้านไวรัสนั้น คงต้องรู้กันอีกว่า

ยาต้านไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้จำนวน ระดับของ CD4 เพิ่มขึ้น

ยาต้านจะเข้าไปจัดการกับเจ้าไวรัส

มีจำนวนลดน้อยลง ในกระแสเลือด

เมื่อจำนวน ไวรัสลดลง

ร่างกายเราเอง จะมีโอกาศ สร้าง จำนวน CD4 เพิ่มมากขึ้น

จากนั้นจำนวน CD4 จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

ในเพื่อนบางคน

อาจขึ้นๆ ได้เร็วจนหน้าตกใจ

ในบางคน อาจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ละน้อย

ก็อย่าไปตกใจเลยครับ

ให้รู้ว่าเราได้ทำการรักษาที่ถูกต้องแล้ว

ส่วนเรื่องผลข้างเคียง ของยาต้านไวรัส อย่าพึงไปคิดถึงครับ

เอาชีวิตเราเองไว้ก่อน เพราะว่า ยาต้านแต่ละตัวนั้น

ผลข้างเคียงต่างกัน

หรือบางคนอาจไม่ได้เจอกับผลข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ

ไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตก ไปก่อนครับ

ทานไปก่อน จะนั้นถ้าร่างกายเรา

โดนผลกระทบกับยาต้านไวรัสค่อยมาแก้ไขกันได้

เอาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก่อนแล้วกันนะครับ

หนึ่งเองก็ผ่านจากผลข้างเคียงของยาต้าน

มา มากนัก แต่ทำไงได้ครับ

ไม่กินก็เกิดโรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ในที่สุด

เอาชีวิตไว้ก่อน

อย่างอื่นค่อยๆ แก้ไขกันไป อย่าลืมนะครับว่า

กินยาให้ตรงเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย

เพราะยาต้าน 1 สูตร

เราอาจใช้ได้ 5 ถึง 7 ปี เก็บยาต้านไว้ให้นานที่สุดครับ

เพราะ ร่างกายของเรา อาจจะไม่

สามารถรับยาต้านได้ทุกตัวนะครับ

รักและคิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบ้านหลังนี้เสมอครับ

เอสด์เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ครับ

****************************************

โทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

โทร.082-6526598

เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

การแพ้ยา

0

Posted by ittirak | Posted in My Diary | Posted on 03-03-2010

การแพ้ยามีอาการอย่างไร อันตรายแค่ไหน อ่านกัน ดูครับ

 

เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ

 

เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย

 

อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจ

 

และเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา

 

ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร มักจะถามคุณอยู่เสมอ

 

ทั้งที่โรงพยาบาลในตอนทำประวัติผู้ป่วยใหม่

 

หรือในขั้นตอนการรักษาของแพทย์

 

หรือในขั้นตอนการจ่ายยาของเภสัชกรที่ห้องยา

 

การแพ้ยาเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง

 

ของการใช้ยาสมดั่งคำขวัญที่ว่า

 

“ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์”

 

ดังนั้นถ้าไม่มีข้อบ่งใช้หรือไม่มีความจำเป็น

 

จึงไม่ควรใช้ยา เพราะอาจเกิดการแพ้

 

และเกิดผลข้างเคียงชนิดอื่นๆ ได้

 

ใครบ้างที่จะมีโอกาสแพ้ยา?

 

ในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา

 

จะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า

 

ตนเองจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด

 

เพราะในรายที่ไม่เคยแพ้ยา

 

แม้ว่าผู้นั้นจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้ว

 

ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ยาก็ตาม

 

แต่เมื่อมีการใช้ยานั้นในครั้งต่อไป

 

ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้โดยคาดเดาไม่ได้

 

แค่ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว

 

เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก

 

อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น มากขึ้นๆ เรื่อยๆ

 

จนบางรายอาจช็อคและเสียชีวิตได้

 

ยาอะไรที่ทำให้เกิดการแพ้ยาได้?

 

ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ยาได้บ่อย

 

ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลลิน penicillins

 

ยากลุ่มซัลฟา sulfonamides

 

และยาแก้ปวดลดไข้ NSAIDs เป็นต้น

 

แต่อย่างไรก็ตามยาทุกชนิดก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้

 

แม้แต่ยาที่ปลอดภัยมากๆ เช่น ยาพาราเซตามอล

 

ก็มีรายงานว่ามีผู้ป่วยแพ้ยาชนิดนี้ได้เช่นกัน

 

เมื่อเกิดการแพ้ยาแล้ว จะมีอาการอย่างไร?

 

อาการแพ้ยามีตังแต่ระดับน้อยๆ

 

อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง

 

หรือในบางรายอาจมีอาการริมฝีปากบวม

 

หน้าตาบวม หนังตามบวม พุพอง

 

ผิวหนังเปื่อยลอก

 

แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ใจสั่น

 

แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม

 

ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว

 

หยุดหายใจ ช็อค และตายได้

 

การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่า

 

ยาชนิดรับประทาน และส่วนใหญ่

 

ของผู้ที่แพ้ยามักมีอาการไม่รุนแรง

 

และหายเองได้เมื่อหยุดยา

 

เมื่อสงสัยว่าแพ้ยาควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

 

ดังนั้นในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาขึ้น

 

จึงควรหยุดยาและรีบไปหาแพทย์

 

หรือกลับมาพบผู้สั่งจ่ายยาทันที

 

เพื่อรักษาอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น

 

อย่าลืมสอบถามผู้สั่งจ่ายยา

 

ถึงชื่อยาที่ตนเองแพ้อยู่นั้นเป็นยาชนิดใด

 

เมื่อทราบแล้วควรจดจำและบันทึกไว้

 

และแจ้งแก่ผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้งที่มีการจ่ายยา

 

เพื่อเป็นการเตือนทั้งผู้สั่งจ่ายและตนเอง

 

ให้ป้องกันการแพ้ยาที่จะรุนแรงมากขึ้น

 

หากได้รับยาที่ตนแพ้นั้นอีก

 

**********************************

 

มีอะไรโทรปรึกษา หนึ่งได้นะครับ

 

ที่ 082-6526598 ครับ เวลา 10.00 ถึง 17.00 น.ครับ