HIV/AIDS

1

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 10-08-2009

เอดส์ คืออะไร

 

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)

 

เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV

 

ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือกขาว

 

ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ

 

ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม

 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ

 

อาการจะรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต

 

โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า   

 

ไวรัส เอดส์  หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  HIV

 

ซึ่งย่อมาจาก Human immunodeficiency Virus   

 

เมื่อไวรัส เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปภายในเซลล์บางชนิดของร่างกาย  

 

จะมีการฟักตัวระยะหนึ่งซึ่งอาจนานเป็นปีหรือนานกว่า 10 ปี

 

โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ  

 

ต่อมาไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย  

 

จนสามารถทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เสื่อมหรือเสียไปเรื่อยๆ  

 

ผู้ป่วยจึงมักมีการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย  

 

ในที่สุดร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้  และจะเสียชีวิตในที่สุด

 

2.ทำไมจึงเรียกว่าโรคเอดส์  (AIDS)

 

AIDS มาจากคำเต็มว่า Acuquired immune Deficiency Syndrome

 

A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด

 

I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม

 

S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการหรือโรคที่มีอาการหลายๆอย่าง

 

เอดส์ AIDS  จึงหมายถึงกลุ่มอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง

 

3. ลักษณะพิเศษของเชื้อเอดส์

 

เป็นไวรัสกลุ่ม  Retrovirus เป็นไวรัสที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นาน

 

เมื่อเทียบกับไวรัสอื่นๆ

 

เชื้อไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากเชื้อไวรัสอื่นๆ ดังนี้คือ

 

มันสามารถหลบเลี่ยงจากการถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกายคนปกติ

 

ได้ด้วยการเข้าหลบอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด  T-Lymphocytes  

 

ทำให้  Antibodies  ที่ถูกสร้างขึ้นไม่สามารถทำอันตรายต่อเชื้อ

 

ที่บุกรุกเข้ามาในร่างกายได้

 

สามารถนำเอาส่วนของ  gene ของตัวมันเข้าไปแฝงเป็นส่วนหนึ่งของ gene

 

ของเม็ดเลือดขาวของคนเรา  แล้วอาศัย enzyme พิเศษที่ไม่มีในไวรัสชนิดอื่น

 

ที่เรียกว่า  Reverse Transcriptase enzyme

 

เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว

 

ให้มีการสร้าง gene โดยที่ตัวมันไม่ต้องแบ่งตัวเอง  

 

ทำให้มีการเพิ่มจำนวน gene ของไวรัสได้อย่างรวดเร็ว

 

จนสามารถทำลายเม็ดเลือดขาวที่มันอาศัยอยู่นั้น

 

ได้สามารถกระตุ้นให้เซลล์บางชนิดของร่างกายมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว

 

จนเกิดเป็นมะเร็งชนิดต่างๆได้

 

เช่น กระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแบ่งตัวมาก

 

จนเกิดเป็นมะเร็งที่เรียกว่า Kaposi’s  Sarcoma

 

หรือสามารถกระตุ้นให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองแบ่งตัวจน

 

เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เรียกว่า Lymphoma ได้ เป็นต้น

 

4.เชื้อเอดส์หรือไวรัสเอดส์ ( HIV ) คืออะไร

 

เชื้อเอดส์มีชื่อว่า HIV มาจากคำเต็มว่า  Human Immunodeficiency Virus

 

H = Human หมายถึง คน หรือ มนุษย์

 

I = Immunodeficiency หมายถึง ภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรือเสียไป

 

V = Virus หมายถึง เชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก

 

จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

แต่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆได้  ถ้าเข้าไปในร่างกาย

 

HIV จึงหมายถึง เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมาก  

 

และถ้าเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคของเราเสียไป  

 

และร่างกายก็จะไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆได้  จึงล้มป่วยด้วยโรคนั้นๆ

 

HIV ติดต่อกันได้อย่างไร

 

การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย

 

ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ

 

ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น

 

และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่

 

การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา

 

ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์

 

การรับเชื้อทางเลือด

 

- ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV

 

มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ

 

ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อ HIV ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง

 

- รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด

 

ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด

 

ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อ HIV และจะปลอดภัยเกือบ 100%

 

ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก

 

ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี

 

เชื้อ จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30

 

จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ จากแม่ได้

 

แต่ถ้าแม่ ได้ รับยาต้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

 

โอกาสที่เด็กจะติดนั้นน้อยมาก

 

เอดส์ / HIV มีอาการอย่างไร

 

คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าไปในร่างกาย

 

ไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเสมอไป

 

ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัส

 

ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย

 

ถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบ

 

หรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค

 

ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร

 

ภายใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเข้าไป

 

ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ

 

ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ

 

ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว

 

แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วัน

 

ก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต

 

นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ

 

ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดบวก HIVได้

 

และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือด HIVบวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว

 

โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่า

 

มีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัส HIVอยู่ในเลือด

 

หรือที่เรียกว่าเลือด HIVบวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อ HIV เข้าไปแล้ว

 

ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมา

 

ทำปฏิกิริยากับไวรัส HIVเรียกว่าแอนติบอดีย์ (antibody)

 

เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายมาแล้ว

 

แต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัส HIV ได้คนที่มีเลือดบวก

 

จะมีไวรัส HIVอยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้

 

น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือน

 

กว่าจะมีเลือด HIV บวกได้ ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา

 

เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา

 

โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน

 

แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน 6 เดือน

 

โดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

 

เวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา

 

และห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อ

 

บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้

 

โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ

 

คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป

 

ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ

 

ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ

 

ขนาด 1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง

 

ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ

 

ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้

 

ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง

 

แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบ

 

ได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้

 

จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัส HIV

 

โดยไวรัส HIVจะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้

 

ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์

 

เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้น

 

ยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น

 

อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง

 

โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด,

 

เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา

 

และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง

 

จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น

 

ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ

 

ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกราย

 

ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดพิสูจน์

 

ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์

 

เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว

 

ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆ

 

และเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา (Kaposi’ssarcoma)

 

และมะเร็งปากมดลูก

 

การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำ

 

ไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง

 

เช่นจากการเป็นมะเร็ง

 

หรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ

 

หรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่า นิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ

 

ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้ (ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ)

 

ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

 

มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน

 

นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด

 

เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง

 

และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV)

 

ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย

 

และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน

 

มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ

 

ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง

 

ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิต

 

แคโปซี่ซาร์โคมา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด

 

ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง

 

มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง

 

คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น

 

ส่วนจะมีหลายตุ่ม บางครั้งอาจแตกเป็นแผล

 

เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา

 

อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร

 

ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้

 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

 

หรือมะเร็งปากมดลูกได้

 

ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV จึงควรพบแพทย์

 

เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน

 

นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมี

 

อาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย

 

เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต

 

หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง

 

บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน

 

หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น

 

ในแต่ละปีหลังติดเชื้อ HIVร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อ

 

จะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว

 

จะเสียชีวิตภายใน 2- 4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก

 

รักษาไม่ได้ หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล

 

หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ

 

หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด

 

พบว่ายาต้านไวรัส HIV ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้

 

สามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้นาน และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

 

อาการของเอดส์ มี 2 ระยะ

 

1.ระยะไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรง

 

ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่

 

จะอยู่ในระยะนี้ และบางคนไม่ทราบว่า ตัวเองติดเชื้อ HIV

 

จึงอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

 

2.ระยะมีอาการ ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการ

 

ภายหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 7-8 ปี

 

แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

 

- ระยะเริ่มปรากฎอาการ อาการที่พบคือ มีเชื้อราในปาก

 

ต่อมน้ำเหลืองโต งูสวัด มีไข้ ท้องเสีย น้ำหนักลด มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง

 

- ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก

 

ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค

 

ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

 

ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร

 

รักเดียว ใจเดียว หากจะมีเพศสัมพันธ์กับหญิง

 

ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์

 

ขอรับบริการปรึกษา เรื่อง โรคเอดส์ ก่อนแต่งงาน

 

และก่อนที่จะมีบุตรทุกท้อง

 

เอดส์ รู้ได้อย่างไรว่า ติดแล้ว

 

เนื่องจากโรคนี้แสดงอาการช้า แต่สามารถทราบได้

 

โดยการตรวจเลือด หากต้องการผลที่แม่นยำ

 

ควรตรวจภายหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 6 สัปดาห์ขึ้นไป

 

จนถึง 3 เดือน

 

เอดส์ รักษาได้หรือไม่

 

ขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายได้

 

ยาที่ใช้ปัจจุบันจะช่วยยับยั้ง ไม่ให้ไวรัส HIV เพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

ในร่างกายผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์จะมีสุขภาพแข็งแรง

 

สามารถทำงานได้ตามปกติ

 

เอดส์รักษาได้แต่ไม่หายขาดเป็นแต่โรคติดต่อเรื้อรัง

 

ซึ่งถ้าผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัส HIV เมื่อระดับจำนวน

 

ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น ก็จะไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ

 

แต่สามารถ เจ็บป่วยไม่สบายได้ เหมือนคนปกติ

 

เอดส์ ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อ HIV

 

- ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่

 

- ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่ หรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา

 

- ผู้ที่สงสัยว่า คู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง

 

- ผู้ที่คิดจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก

 

- ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัย

 

และสุขภาพของร่างกาย เช่นผู้ที่ต้องไปทำงานในต่างประเทศ(บางประเทศ)

 

เอดส์ เราอยู่ร่วมกันได้

 

คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถอยู่ร่วมกับสังคม และครอบครัวได้

 

และทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป เพราะเชื้อ HIV

 

ไม่ได้ติดต่อกันโดย การสัมผัส การกอดจูบ

 

การรับประทานอาหาร การขับถ่าย การใช้ของร่วมกัน

 

การอยู่ใกล้กัน การสนทนากัน หรือถูกยุงกัด

 

ดังนั้น จึงไม่ต้องแยกวงรับประทานอาหาร ไม่ต้องแยกห้องนอน

 

ห้องน้ำ อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ หรือห้องทำงาน

 

เอดส์เราสามารถอยู่ร่วมกันได้

Comments (1)

เชื่อนะค่ะว่าต่อการแพทย์มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ต่อไปน่าจะมียามาช่วยเหลือผู่ป่วยได้

Write a comment