ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป

0

Posted by ittirak | Posted in ยาต้านไวรัส | Posted on 11-03-2010

กระทรวงสาธารณสุขไทย

พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยา

เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร

เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่

หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม

เพราะได้ผลดีมาก

ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97

จากกรณีองค์การอนามัยโลก

ได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ

ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส สตาวูดีน Stavudine : d4T

ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้

รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท

โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ

ซิโดวูดีน Zidovudine : AZT หรือทินอฟโฟเวียร์ Tenofovir

ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์

เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น

ตั้งแต่ค่าซีดีโฟร์ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี

ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่

แทนคำแนะนำเดิม

ที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี

ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว

การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

อายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์

แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์

และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี

โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย

ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง

และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข

กำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก

ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัส

ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสม

ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน

และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย

เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคม

และสวัสดิการข้าราชการ

คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน

โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน

โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้

ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า

ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐาน

ให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ จีพีโอเวียร์

GPO-VIR ประกอบด้วย สตาวูดีน+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และสูตรที่ 2 คือจีพีโอเวียร์ ซี GPO-VIR Z

ประกอบด้วย ซิโดวูดีนหรือเอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้

ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา

จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือซีดีโฟร์

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย

จากการประเมินพบว่าได้ผลดี

การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับ

เริ่มการให้ยาจากเดิม

ที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซี

เป็น 350 เซลล์ต่อซีซี

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย

กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้

เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด

เนื่องจากต้องรอความเห็น

จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน

ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

กรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัส

แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7

ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน

โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

ตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น

ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ เอแซดที+ลามิวูดีน+เนวิราพีน

และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ เอแซดที+เนวิราพีน

ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51

โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม

เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก

สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97

มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9

หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540

อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33

นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า

การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม

คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด

โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กัน

ตามปริมาณเม็ดเลือดขาว

และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็ก

เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน

ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท

ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่ง

ใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ

เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ

ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข

ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัว

คือ เอแซดที+ลามิวูดีน+โลพินาเวียร์

เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น

นายแพทย์สมยศกล่าวว่า

การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว

จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้ยา

ที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม

ตับอักเสบ และอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ

จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ

ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์

และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม

โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด

เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ

นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

ที่มา:กระทรวงสาธารณสุข

 

**********************************

มีอะไรโทรปรึกษาหนึ่งได้นะครับ

082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 17.00 น. ครับ

Write a comment