หูดหงอนไก่

0

Posted by ittirak | Posted in โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ | Posted on 18-10-2011

หูดหงอนไก่

คือหูดที่เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศซึ่งเกิดจาก

การติดเชื้ออาจติดต่อ

โดยเพศสัมพันธ์

หรือเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดเฉพาะที่

หูดที่อวัยวะเพศ

จะขึ้นเป็นติ่งเนื่องอกอ่อนๆสีชมพู

ซึ่งลุกลามอย่างรวดเร็ว

จนมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ

หูดหงอนไก่มีระยะฟักตัว

ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ ค่อยแสดงอาการ

แต่หลายๆรายก็ไม่แสดงอาการเลยก็มี

HPV หรือใน

ชื่อเต็มว่า Human Papilloma Virus

เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดชนิดต่างๆ

มีมากกว่า 180 สายพันธุ์

แต่ละสายพันธุ์ก็ก่อโรคหูดแตกต่างกันไป

ที่สำคัญมีหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ

หูดหงอนไก่

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดีมานาน

แต่เดิมเราก็ไม่ได้เฉลียวใจถึงความร้ายกาจของมัน

เป็นมาก็รักษากันไปแต่ในตอนหลังเราพบว่า

หูดเหล่านี้

นอกจากจะเกิดจากเชื้อ HPV

สายพันธุ์ เบอร์ 6 และ เบอร์11แล้ว

ก็มีหลายราย

ที่เกิดจากสายพันธุ์ เบอร์ 16 และเบอร์ 18

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดุ

มีโอกาสทำให้กลายเป็นมะเร็งได้

หูดหงอนไก่จึงไม่ใช่หูดธรรมดาๆ

อย่างที่เราเคยรู้จักกันซะแล้ว

การติดเชื้อ HPV มีมากแค่ไหน

มีการประมาณการกันว่า

ประชากรของไทยเราประมาณ 20 ? 40 %

ติดเชื้อ HPV

แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อนั้นไม่แสดงอาการ

ส่วนที่มีอาการ

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ธรรมดาหรือสายพันธุ์ดุ

ก็มีโอกาสหายเองได้เหมือนกัน

โดยที่คนอายุน้อย

มีโอกาสหายได้เองมากกว่าคนอายุมาก

หูดของอวัยวะสืบพันธุ์ มีอาการแสดงออกหลายแบบ

แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 4 กลุ่มดังนี้

1. หูดหงอนไก่ ( condyloma accuminata)

เป็นหูดที่เรารู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักเที่ยวทั้งหลายทราบซึ้งกันเป็นอย่างดี

มีลักษณะเป็นดอกกะหล่ำหรือ

แบบหงอนที่หัวไก่ชน เป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ

สีชมพูคล้ายหงอนไก่

หูดชนิดนี้ชอบขึ้นตรงบริเวณที่อับชื้นและอุ่น

2. หูดผิวเรียบ (smooth papular warts)

มีสีเนื้อ ผิวเรียบขนาด 1 ? 4 มิลลิเมตร

มักพบบริเวณเยื่อบุต่างๆ แต่ที่ผิวหนังก็อาจพบได้

ที่พบบ่อยๆ

ก็ตรงโคนอวัยวะที่ถุงยางอนามัยคลุมไม่ถึง

3. หูดผิวหนัง (keratotic genital warts)

ลักษณะก็เหมือนหูดตามผิวหนังทั่วไป

บางรายอาจพบหูดนี้

ตามร่างกายก่อนที่จะเป็นที่อวัยวะเพศด้วยซ้ำไป

4. หูดแบน (flat warts)

อาจเป็นหลายจุดใกล้ๆกัน แล้วรวมตัวเป็นปื้นใหญ่

มักพบตามเยื่อบุต่างๆ

หรือตามผิวหนังก็อาจพบได้

นอกจากนี้ยังมีชนิดย่อยๆ

ที่พบได้เช่น หูดยักษ์

( Giant Condyloma Accumunata

หรือ Buschke-Lowenstein tumor)

เกิดจาก HPV

สายพันธุ์ไม่ดุ (6, 11) แต่ดูน่ากลัวเพราะมีขนาดใหญ่

หูดในท่อปัสสาวะ

( Urethral Meatus Warts)

เป็นหูดที่มีปัญหาในการรักษามากที่สุด

เพราะมักจะไม่หายขาดหายแล้วกลับมาเป็นอีก

เพราะนอกจาก

จะเกิดบริเวณปลายท่อปัสสาวะ

ให้เจ้าของเห็นแล้ว

ก็อาจยังมีในท่อปัสสาวะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย

หูดในทวารหนัก (Intra-Anal Warts)

หูดพวกนี้พบมากในพวกเกย์

พบว่าเยื่อบุในทวารหนัก

มีลักษณะคล้ายกับบริเวณปากมดลูก

จึงมีโอกาสเกิดมะเร็งได้

เช่นเดียวกับปากมดลูกเมื่อปีที่แล้วมีรายงานใน

New England Journal of Medicine

ว่าพบมะเร็ง

ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในทวารหนักด้วย

ซึ่งแน่นอนว่ามะเร็งนั้น

กลายพันธุ์มาจาก หูดที่เกิดจากเชื้อ HPV

อวัยวะเพศอักเสบจากหูด

(Papillomavirus-associat balanoprosthitis)

อันนี้พบค่อนข้างบ่อย

จะเกิดรอยแผลแตกเป็นร่องๆ

โดนน้ำหรือโดนของเหลวในช่องคลอดจะแสบ

เวลาแข็งตัวหรือเวลาร่วมเพศจะเจ็บ

รักษาไม่ค่อยจะหายขาด เป็นๆหายๆ

มะเร็งปากมดลูก

เดิมที่เราเคยโทษว่าเกิดจากเริมนั้น

เดี๋ยวนี้พิสูจน์แล้วว่า

เกิดจากเชื้อ HPV นี่แหละ ดังนั้นถ้าท่าน

เป็นหูดหงอนไก่ตรงอวัยวะเพศ

ก็คงต้องตรวจ

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) บ่อยหน่อย

ตรวจปีละครั้งอาจไม่พอซะแล้ว

หรือถ้าตรวจ Pap smear

แล้วพบว่ามีเชื้อ HPV

อยู่ละก้อหมอก็ต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย

หญิงมีครรภ์

ถ้าเป็นหูดหงอนไก่อยู่ด้วย หูดจะขยายตัวอย่างเร็วมาก

เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมาก

ในช่วงตั้งครรภ์ ต้องรีบรักษาแต่เนิ่นๆ

ไม่อย่างนั้น

อาจเป็นอุปสรรคต่อการคลอดได้

ซึ่งถ้าพบตอนคลอด

หมอก็จะผ่าให้คลอดทางหน้าท้องแทน

การคลอดตามธรรมชาติ

ในผู้ชาย:มักพบที่อวัยวะเพศ

ส่วนที่อยู่ใต้หนังหุ้มปลายท่อปัสสาวะ อัณฑะ

ในผู้หญิง:

พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด

ปากมดลูกทวารหนัก

และฝีเย็บ ระยะฟักตัว ประมาณ 1 ถึง 6 เดือน

หลังรับเชื้อมาแล้ว

บางราย แค่สัปดาห์ก็แสดงอาการ

บางรายเป็นเดือนๆ

ค่อยแสดงอาการ แต่หลายๆราย

ก็ไม่แสดงอากรเลยก็มี

การติดต่อ

โดยการร่วมเพศ และสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย

การป้องกัน

ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะป้องกันได้

นอกจากใช้ถุงยางอนามัยกับหญิงอื่น

ที่มิใช่ภรรยา หรือ

ในชายรักร่วมเพศ

ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเท่านั้น

การรักษา

การรักษามีหลายแบบ ทั้งทายา จี้เย็น จี้ด้วยไฟฟ้า

เลเซอร์หรือแม้แต่การตัดออก

แต่โดยปกติหมอจะเริ่มด้วยการทายา

ยาที่ทาตัวแรกเริ่มชื่อ podophylins 25 %

ใช้มานมนานก็ยังคงได้ผลอยู่

การทาต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้

โดยเฉพาะคนไข้หญิง

มีซอกมีหลืบ บางครั้งเป็นที่ผนังช่องคลอด

หรือปากมดลูกคนไข้ทาเองไม่ได้

ปกติการทานั้น 4-6 ชั่วโมง

ต้องล้างออกและทาสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าเชื้อดื้อต่อยาตัวนี้

ก็มียาตัวอื่นๆเป็นทางเลือก


โดย โรงพยาบาลพญาไท

**************************************

โทร.มาปรึกษา หนึ่ง ได้ครับ


ที่หมายเลข082-6526598 เวลา 10.00 ถึง 21.00 น.ครับ

ที่มา http://www.inderm.go.th/nuke_802/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=292


Write a comment